ตอนที่ 87 เธอไม่โทษพ่อหรอก
แปลโดย เนสยังเพราะอายุยังน้อย ตอนนั้นหล่อนจึงไม่ได้ใส่ใจ วันนี้พอได้ยินลู่เจิ้นผิงพูดถึง หล่อนถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ไป๋ซูหยุนเป็นคนเก่งกาจขนาดนั้น แล้วลูกชายของหล่อนจะแย่ได้ยังไงล่ะ!
ลู่ฉางจู้ตวาดหลิวซานจินเสร็จ ก็กลับไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิม อัดยาสูบเข้ากล้องยาสูบอีกครั้ง จู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองแก่ลงไปมาก สายตากวาดมองนิ้วมือที่ถือกล้องยาสูบ ตามซอกนิ้วดำปี๋ สกปรกมอมแมม เหมือนกับตัวเขาไม่มีผิด
ไป๋ซูหยุนแสนดีขนาดนั้น เป็นหญิงสาวที่งดงามราวกับนางฟ้า ใครบ้างในละแวกสิบหมู่บ้านที่เคยพบเห็นแล้วจะไม่หมายปอง แต่หล่อนก็ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ในสายตาของหล่อนไม่มีใครพิเศษกว่าใคร เขาก็มีความรู้สึกรักใคร่หล่อนเหมือนกัน และเคยคิดว่าบางทีตัวเองอาจจะพิเศษกว่าคนอื่น จนทำให้สายตาของหล่อนหยุดอยู่ที่เขาได้
แม้ว่าตอนนั้นเขาจะมีคู่หมั้นอยู่แล้ว แม้ว่าจะใกล้แต่งงานอยู่รอมร่อ เขาก็ยังคงหลงรักหล่อนจนถอนตัวไม่ขึ้น พอลู่ฉางจู้นึกถึงตรงนี้ ก็กระแอมไอออกมาอย่างขัดเขิน
คืนนั้นหลังจากที่รอให้ไป๋ซูหยุนเดินจากไป เขาคิดทบทวนอยู่หลายตลบ สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินตามไป เขาคิดว่านางฟ้าที่ไหนจะยอมลงมาคลุกฝุ่นบนโลกมนุษย์ หญิงสาวที่ดีขนาดนั้นจะมาทนใช้ชีวิตลำบากได้ยังไง เขาตามไปโดยไม่ได้มีความคิดอกุศลอะไรเลย แค่อยากจะบอกลา และบอกความในใจให้หล่อนรับรู้ เพื่อจะได้เก็บไว้เป็นความทรงจำ การได้มีโอกาสพูดคุยกับหล่อนตามลำพัง ก็เพียงพอให้เขาเก็บไปคิดถึงได้ตลอดชีวิตแล้ว
แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่าตอนที่ตามไปนั้น จะได้เห็นภาพที่ทำให้เขาต้องเบิกตากว้างด้วยความโกรธแค้น มีคนคนหนึ่งกดตัวไป๋ซูหยุนไว้แล้วปิดปากหล่อน ส่วนอีกคนก็กำลังถอดกางเกงตัวเองอย่างรีบร้อน
เขาไม่ทันได้คิดอะไร หยิบก้อนหินจากพื้นขึ้นมา แล้วฟาดเข้าที่ท้ายทอยของชายสองคนนั้นดัง “ปังๆ” คนละที จากนั้นก็ดึงตัวไป๋ซูหยุนวิ่งหนี วิ่งไปได้ไม่ไกลนัก ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าสวบสาบตามมาติดๆ
เขาทำได้เพียงซ่อนตัวอยู่กับไป๋ซูหยุนในพงหญ้าลึกเข้าไปในป่า ขณะที่กำลังเพ่งสมาธิจ้องมองไปข้างนอกว่าจะมีใครพรวดพราดโผล่มาหรือไม่ มือของไป๋ซูหยุนกลับเอื้อมมาโอบกอดคอเขาไว้
“ฉัน… ฉันถูกป้อนยาบ้ากาม ช่วยฉันด้วยเถอะนะ!”
น้ำเสียงที่ปนเสียงหอบหายใจนั้น ทำให้สติที่ตึงเครียดในหัวของเขาขาดผึงลงทันที เขาโอบกอดไป๋ซูหยุนแล้วจูบหล่อนทันที แต่จูบไปได้สักพัก เขาก็ผลักหล่อนออกอย่างแรง
ตัวเขาเป็นแค่ตัวอะไรกัน แล้วที่นี่มันคือที่ไหน ถ้าเกิดล่วงเกินไป๋ซูหยุนจริงๆ ชีวิตของหล่อนก็คงจบสิ้นแล้ว ต้องทนอยู่ที่ชนบทห่างไกลความเจริญแห่งนี้ไปตลอดชีวิต หลายปีต่อมา ก็คงไม่ต่างอะไรกับพวกยายแก่ที่ชอบจับกลุ่มนินทากันที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
สติสัมปชัญญะที่ยังหลงเหลืออยู่ ทำให้เขาผลักไป๋ซูหยุนออกไป แล้วหิ้วตัวหล่อนไปยังแอ่งน้ำที่ลึกเข้าไปในป่า เขาผลักหล่อนลงไปในน้ำ มองดูหญิงสาวในดวงใจร้องไห้อ้อนวอน แต่สุดท้ายเขาก็ทนไม่ไหว
หลังจากเหตุการณ์นั้น ความคิดที่อยากจะให้หล่อนกลับไปใช้ชีวิตในเมืองก็มลายหายไปจนหมดสิ้น มองดูผู้หญิงในอ้อมกอด เขากระทั่งวาดฝันถึงชีวิตคู่ที่แสนงดงามของพวกเขาสองคนในอนาคต จนกระทั่งหล่อนตื่นขึ้นมา และจนกระทั่งหลิวซานจินวิ่งด่าทอตามมา เขาถึงได้ตื่นจากภวังค์
หลังจากที่ลู่เจิ้นผิงมาถึงบ้านเก่า เขาก็ตรงเข้าไปที่ห้องของหลิวซานจินและลู่ฉางจู้ เขายกเก้าอี้มานั่งลงตรงหน้าลู่ฉางจู้ ชั่วขณะนั้นทั้งสามคนไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาเลย
หลิวซานจินทนความเงียบแบบนี้ไม่ไหว นางกระแอมไอสองสามเสียง แล้วก็พูดขึ้นว่า “เจ้าใหญ่ แกมาที่นี่ทำไมกัน เจ้าสามยังไม่ได้เอาเงินไปให้แกอีกเหรอ?”
ลู่เจิ้นผิงได้ยินคำพูดของนาง ก็คลำหากระเป๋าเสื้อทั่วตัว ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า บุหรี่มวนสุดท้ายที่เขาสูบตอนกลับมาถึงบ้านนั้นหมดไปแล้ว เขาจึงตัดสินใจเลิกล้มความตั้งใจ เงยหน้าขึ้นมองหลิวซานจินแวบหนึ่ง
“คุณนายครับ คุณคิดว่าวันข้างหน้าผมยังควรเรียกคุณว่าแม่อีกไหมครับ?”
คำพูดนี้ถือเป็นการเปิดเผยความจริงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นลู่ฉางจู้หรือหลิวซานจิน สีหน้าของทั้งสองคนก็ซีดเผือดลงในทันที
“เจ้าใหญ่ นี… นี่แกหมายความว่ายังไง แม่เลี้ยงแกมาตั้งหลายปี ทำไมแกถึงไม่เรียกฉันว่าแม่ล่ะ มีใครไปเป่าหูอะไรแก ไอ้อีหน้าไหนที่มันจิตใจชั่วร้ายคิดจะมาเสี้ยมให้แม่ลูกต้องแตกแยกกัน เมียแกเป็นคนพูดใช่ไหม ฉันเคยบอกแกแล้วไม่ใช่เหรอว่าหล่อนเป็นตัวกาลกิณี ไม่เคยอยากให้บ้านเรามีความสุขเลย แกต้องสั่งสอนหล่อนให้เข็ดหลาบนะ ไม่อย่างนั้นหล่อนคงสอนหลานชายหลานสาวของฉันให้เสียคนไปหมดแน่ๆ!”
“เสิ่นเมิ่งดีกับเด็กๆ มาก สอนเด็กๆ ได้ดีด้วย อย่างน้อยก็มีความสุขกว่าตอนที่ผมเป็นเด็กก็แล้วกัน คำพูดพวกนี้วันหลังไม่ต้องพูดอีกนะ ผมไม่ชอบฟัง”
ท่าทีของลู่เจิ้นผิงทำให้ลู่ฉางจู้โกรธจัด เขาลุกพรวดขึ้นมา เดินวนไปวนมาสองรอบ ก่อนจะชี้หน้าด่าลู่เจิ้นผิงด้วยมือที่สั่นเทา
“แกไม่ชอบฟังงั้นเหรอ เรื่องที่แกไม่ชอบฟังมันมีอีกเยอะ ไอ้ลูกเนรคุณ แม่แกเลี้ยงแกมาตั้งหลายปี ถึงไม่มีความดีความชอบก็ยังมีความเหนื่อยยาก แกเห็นว่าแม่แท้ๆ ของแกมีชีวิตที่ดี ก็เลยอยากจะไปประจบสอพลอหล่อนล่ะสิ อย่าหาว่าพ่อไม่เตือนนะ แกไม่มีวาสนาขนาดนั้นหรอก ในตัวแกมีเลือดของพ่อไหลเวียนอยู่ แม่แท้ๆ ของแกเขาไม่เห็นหัวแกหรอก แล้วก็เมียแกอีกคน เดี๋ยวก็วิ่งเข้าอำเภอ เดี๋ยวก็ส่งเด็กไปโรงเรียน แถมตัวเองยังเรียนหนังสือไปพร้อมกับเด็กๆ อีก หล่อนคิดจะทำอะไรกันแน่ หึๆๆ ก็แค่อยากจะหาทางหนีไปจากที่นี่ไม่ใช่หรือไง แกไปเป็นทหารอยู่ข้างนอก ปีๆ นึงได้อยู่บ้านกี่วัน ถ้าวันนี้พ่อไม่สั่งสอนหล่อนแทนแก วันข้างหน้าหล่อนคงหอบผ้าหอบผ่อนหนีตามผู้ชายไป ทิ้งให้แกเป็นพ่อม่ายแก่ๆ เลี้ยงลูกตามลำพัง แล้วจะมีชีวิตที่ดีได้ยังไง พ่อทำไปก็เพื่อแกนะ ไอ้ลูกเวรเอ๊ย”
เขาจงใจด่าอย่างรุนแรง ตอนที่ด่าเสิ่นเมิ่งและลู่เจิ้นผิง ก็เหมือนกับอยากจะระบายความเคียดแค้นทั้งหมดที่มีออกมาให้หมด เขาไม่กล้าด่าไป๋ซูหยุน บางครั้งพอนึกถึงก็รู้สึกว่าเป็นเขาเองที่ทำให้หล่อนต้องแปดเปื้อน ทุกครั้งที่เจอลู่เจิ้นผิง เขาก็จะรู้สึกเสียใจว่าทำไมตอนนั้นถึงไม่อดทนรออีกสักนิด บางทีรออีกเดี๋ยวไป๋ซูหยุนก็อาจจะฟื้นสติกลับมาได้ ถึงตอนนั้นเขาก็จะได้เป็นผู้มีพระคุณของไป๋ซูหยุน แถมยังอาจจะได้เจอหน้ากันบ่อยๆ อีกด้วย
ดีกว่าตอนนี้เป็นไหนๆ ผ่านมาตั้งหลายปี ก็ได้เจอแค่ครั้งเดียว แค่ครั้งเดียวเท่านั้น!!!
“พ่อ พ่อพูดถูกแล้ว ไป๋ซูหยุนใช้ชีวิตอย่างสุขสบายและมีความสุขมาก ผมเคยเจอหล่อน แล้วก็เคยพูดคุยกับหล่อนด้วย พ่อครับ ตลอดหลายปีมานี้ หล่อนไม่เคยโทษพ่อเลย แถมยังรู้สึกขอบคุณพ่อด้วยซ้ำ ถ้าไม่ได้พ่อ ตอนนั้นหล่อนก็ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง หล่อนไม่เคยเสียใจที่ให้กำเนิดผมมา แต่ว่า ผมอยากจะถามพ่อจริงๆ นะครับว่า ตอนนั้นพ่อไม่ได้ทำไปเพื่อความเห็นแก่ตัวเลยเหรอ?”
คำพูดของลู่เจิ้นผิงทำให้ลู่ฉางจู้อึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นความดีใจสุดขีด แล้วตามด้วยความประหลาดใจ
เขาไม่มีความเห็นแก่ตัวอย่างนั้นเหรอ?
ลู่ฉางจู้ไม่เคยทบทวนตัวเองเลย แต่พอสบตากับลูกชาย เขากลับหลบตาด้วยความรู้สึกผิด ดอกกุหลาบที่เติบโตอยู่บนหน้าผาสูงชัน กำลังจะถูกพายุฝนพัดทำลาย เขาเอื้อมมือไปเด็ดมันมา จะไม่อยากนำมาปักไว้ในแจกันของตัวเองได้ยังไงล่ะ?
ลู่เจิ้นผิงมองดูท่าทางของลู่ฉางจู้ ก็เข้าใจได้ในทันที ตอนแรกลู่ฉางจู้อาจจะตั้งใจช่วยไป๋ซูหยุนจริงๆ แต่เมื่อถูกหล่อนอ้อนวอนหนักเข้า ก็ค่อยๆ หวั่นไหว และถึงขั้นคิดว่าตัวเองทำไปเพราะความจำเป็น ทางที่ดีก็คือรวบรัดตัดตอนให้ตกเป็นของกันและกันไปเลย ถ้าหล่อนได้กลับไปใช้ชีวิตในเมือง ก็คงจะพาเขาไปเสวยสุขด้วยแน่ๆ
แต่ไป๋ซูหยุนไม่ได้ทำแบบนั้น หล่อนจากไปเพียงลำพัง
เรื่องนี้ทำให้ลู่ฉางจู้ที่เคยวาดฝันถึงชีวิตที่แสนงดงาม เปลี่ยนจากความคาดหวังกลายเป็นความโกรธแค้น และความโกรธแค้นนั้น เมื่อได้เจอหน้าเขา ก็แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังที่มีต่อเขาแทน
เขาไม่อยากจะซักไซ้ไล่เลียงอะไรอีกแล้ว นี่มันเป็นเรื่องความแค้นของคนรุ่นก่อน เมื่อก่อนเขารู้สึกว่าชีวิตช่างไร้ความหมาย แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว เขารู้สึกว่าชีวิตของเขาต่อจากนี้ไป จะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแน่ๆ
“ไม่ต้องพูดแล้วครับ ผมก็ไม่อยากจะฟังเหมือนกัน เรื่องที่ไป๋ซูหยุนส่งเงินมาให้พวกพ่อ ผมจะไม่ยุ่ง บุญคุณที่เลี้ยงดูมาตั้งหลายปี เงินค่าเลี้ยงดูเดือนละสามหยวนผมก็จะไม่ขาดส่ง นับตั้งแต่นี้ไป ก็ใช้ชีวิตกันไปแบบมึนๆ งงๆ แบบนี้แหละครับ อย่าไปวุ่นวายกับเสิ่นเมิ่งและเด็กๆ อีก นี่คือคำเตือนจากผมครับ”

0 Comments