ตอนที่ 83 จะมายืนเป็นทวารบาลอยู่ตรงนี้ทำไมล่ะ
แปลโดย เนสยังเสิ่นเมิ่งปรายตามองลู่เจิ้นผิงแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนี พอหันกลับมาอีกที ดวงตาก็รื้นไปด้วยน้ำตา ไม่หลงเหลือเค้าความดื้อรั้นเหมือนเมื่อกี้เลยสักนิด
“พ่อกับแม่พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ ฉันจะไปตีพ่อได้ยังไง ฉันมันก็แค่ลูกสะใภ้ที่แต่งเข้ามา ผัวก็ไม่อยู่บ้าน ฉันเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวต้องเลี้ยงลูก ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ทุกครั้งที่ผัวส่งเงินมาให้ แม่กับเซียงหลาน เจียวเจียว แล้วก็น้องสามีอีกสองคน ก็ชอบอ้างนู่นอ้างนี่มายืมเงินไปทีละหลายๆ หยวน เดือนๆ นึงเงินที่ตกถึงท้องฉันกับเด็กๆ มีน้อยมาก แม้แต่บ้านอิฐที่สร้างไว้เป็นเรือนหอ พอแม่เอ่ยปากขอ ฉันก็ต้องยอมสละให้ แล้วก็พาเด็กๆ มาทนอยู่ในบ้านเก่าซอมซ่อ ฉันอุตส่าห์ทำหน้าที่ลูกสะใภ้ได้ดีขนาดนี้ คิดว่าทำดีที่สุดแล้ว แต่กลับถูกมองว่าเป็นคนไม่รู้จักพอ ฮือๆๆ… ฉัน ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ นะ ~”
เรื่องพวกนี้ตอนที่เกิดเรื่องวุ่นวายก่อนหน้านี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็รู้เรื่องกันหมดแล้ว แต่เสิ่นเมิ่งคิดว่าลู่เจิ้นผิงคงยังไม่รู้ บางทีน้ำตาของผู้หญิงก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ หน้าตาของเธอในตอนนี้ บวกกับการร้องไห้สะอึกสะอื้น เสิ่นเมิ่งคิดว่ามันน่าจะมีอานุภาพทำลายล้างสูงมาก ถ้าจัดการเรื่องนี้จบแล้ว คืนนี้ก็ใช้ข้ออ้างว่ากำลังโกรธ ไม่ให้ลู่เจิ้นผิงเข้าห้อง หล่อนคิดว่าวิธีนี้เป็นไปได้สูงมาก
ลู่เจิ้นผิง: “…”
หล่อนเปลี่ยนจากโหมดดื้อรั้นมาเป็นอ่อนแอในพริบตาได้ยังไงกันนะ แถมน้ำตานั่นอีก สั่งให้ไหลก็ไหลได้ดั่งใจนึกเลยเหรอ???
เขาลองสังเกตดูอย่างละเอียด แต่ก็ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทันอยู่ดี สงสัยคงจะเป็นเพราะหล่อนได้รับความอยุติธรรมมามากจริงๆ
พอเมียของตัวเองแสดงความอ่อนแอออกมา เห็นพวกลู่หมิงหยางสงสารกันจับใจ เขาก็หันไปมองหลิวซานจินและลู่ฉางจู้
“พ่อแม่ เลิกอ้างว่าทำเพื่อผมสักทีเถอะ ทำเพื่อใครผมรู้ดีอยู่แก่ใจ จะให้เสิ่นเมิ่งตีคืนก็คงจะไม่เหมาะ หล่อนจะลงมือกับพ่อตาแม่ยายได้ยังไงล่ะ!”
ลู่ฉางจู้และหลิวซานจินได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก ลู่เจิ้นผิงก็พูดต่อว่า “แต่เดี๋ยวพ่อตารู้เรื่องนี้เข้า ก็คงจะไม่ดีเท่าไหร่ ถ้าถึงเวลาท่านจะลงมือ ผมก็คงจะไม่ห้ามหรอกนะ แต่ในเมื่อเมื่อกี้เสิ่นเมิ่งก็พูดมาแล้ว งั้นแม่ แล้วก็น้องสะใภ้ทั้งสองคน ก็ช่วยคืนเงินที่ยืมเสิ่นเมิ่งไปให้หมดเลยก็แล้วกัน แม่ก็เตรียมตัวเอาเงินที่เหมียวเหมียวกับหลานฮวายืมไป มาคืนให้หมดด้วยล่ะ คนดูเยอะแยะขนาดนี้ จะมาชักดาบไม่ได้นะ”
ทั้งสองคนหน้าเขียวปัด เถียงกันไปเถียงกันมา เขาก็ยังอยากจะให้พ่อตาบ้านสกุลเสิ่นรู้เรื่องนี้ เพื่อให้เสิ่นฟู่กุ้ยมาอัดเขาให้สักมื้อ แถมยังหวังจะเอาเงินในบ้านไปอีก ไอ้ลูกทรพีเอ๊ย อุตส่าห์เบ่งมันออกมา รู้อย่างนี้บีบคอให้ตายตั้งแต่เกิดซะก็ดี
“แก แกนี่มันเป็นลูกชายที่ประเสริฐจริงๆ ฮึ!”
ลู่ฉางจู้หันหลังเดินหนีไป หลิวซานจินเห็นเขาเดินไปก็อยากจะเดินตาม อู๋เซียงหลานกับโจวเจียวเจียวก็รีบหดคอเดินหนี คืนเงินงั้นเหรอ จะไปเอาเงินที่ไหนมาคืนล่ะ เงินที่ยืมมาตอนนั้นก็เอาไปถลุงหมดแล้ว
“เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งไป ต้องมาตกลงกันให้รู้เรื่องก่อนสิ”
“นี่ ลู่เจิ้นผิง แกมีความกตัญญูหลงเหลืออยู่บ้างไหม วันนี้แกฉีกหน้าพ่อแม่แกกลางถนนแบบนี้ แกทำเพื่ออะไรฮะ แกมันเป็นบ้าไปแล้วใช่ไหม?”
คนที่มุงดูอยู่ข้างนอกก็เริ่มซุบซิบนินทากันอีกครั้ง เมื่อก่อนตอนที่ลู่เจิ้นผิงส่งเงินส่งจดหมายกลับมาบ้าน ใครๆ ก็พากันชื่นชมเขาทั้งนั้น ทำไมคราวนี้ถึงเป็นแบบนี้ไปได้ กลับมาก็เอาแต่เข้าข้างเมียตัวเอง ไม่นึกถึงบุญคุณพ่อแม่เลย ถ้าพวกเขาคลอดลูกแบบนี้มา สู้ไม่คลอดมาซะยังจะดีกว่า
โจวเจียวเจียว อู๋เซียงหลาน และลู่เจียเหอที่กำลังจะฉวยโอกาสหนี ก็รู้สึกเหมือนกันว่าพี่ใหญ่ทำตัวเหมือนคนบ้าไปแล้ว เมื่อก่อนกลับมาบ้านทีไร ก็เห็นพูดจาดีมีมารยาทตลอด ไม่เคยเห็นมีพฤติกรรมก้าวร้าวแบบนี้มาก่อนเลย
ลู่เจิ้นผิงก็ไม่ได้มีท่าทีสบายๆ เหมือนตอนแรกแล้ว เขาปรับสีหน้าให้จริงจัง จ้องมองทุกคนด้วยสายตาเย็นชา สีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำเอาทุกคนถึงกับผงะ
“แม่ มีบางเรื่องผมก็ไม่อยากจะพูดให้มันชัดเจนหรอกนะ แม่ยังจำตอนที่ผมห้าขวบ ตอนเทศกาลตวนอู่ได้ไหม?”
หลิวซานจินหน้าแข็งค้าง เบิกตากว้างมองลู่เจิ้นผิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ ถอยกรูดไปหลายก้าว มือก็กำแขนเสื้อตัวเองแน่น หันซ้ายหันขวามองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง กว่าจะตั้งสติได้ ก็ค่อยๆ หันกลับมามองลู่เจิ้นผิงอีกครั้ง
“แก แก… รู้… ดี ดี เหมียวเหมียวกับหลานฮวาที่ยืมเงินเสี่ยวเมิ่งไป เดี๋ยวฉันจะเป็นคนคืนให้แทนเอง ฉันจะกลับไปเอาเงินที่บ้าน ส่วนเจียวเจียวกับเซียงหลาน ก็รีบเอาเงินมาคืนให้พี่สะใภ้ใหญ่ของพวกแกซะนะ”
นางพูดจบก็วิ่งตัวสั่นออกไป ลู่เจียเหอฉวยโอกาสวิ่งตามไปพยุงนาง เอามือปาดเหงื่อบนหน้าผากด้วยความหวาดกลัว
อู๋เซียงหลานไม่มีเงินเลยจริงๆ แถมเสิ่นเมิ่งก็ไม่เคยชอบขี้หน้าหล่อน เลยไม่ค่อยให้ยืมเงินสักเท่าไหร่ พอมาอยู่ต่อหน้าคนเยอะแยะแบบนี้ หล่อนก็เลยต้องหน้าด้านหน้าทนพูดว่า “พี่ใหญ่ พี่ดูสิ ฉันไม่มีเงินเลย ขอเขียนใบยืมเงินแทนได้ไหม เดี๋ยวฉันจะหามาคืนให้ทีหลังนะ แหะๆ แหะๆ!”
“หมิงหยาง เอาสมุดในกระเป๋าของลูกออกมา ให้คุณอาสะใภ้รองเขียนใบยืมเงิน แล้วก็ให้หล่อนประทับลายนิ้วมือด้วยนะ”
ลู่หมิงหยางรับคำ “ครับ” แล้วก็รีบล้วงกระดาษกับปากกาออกมาจากกระเป๋านักเรียน ยื่นให้อู๋เซียงหลาน พอเห็นหล่อนเขียนหนังสือไม่เป็น เขาก็หันไปมองพ่อที่กำลังยืนสั่งการอยู่
ลู่เจิ้นผิงเดาะลิ้นเบาๆ ยอมเป็นคนเขียนใบยืมเงินให้แทน
อู๋เซียงหลานพูดเร็วเกินไป โจวเจียวเจียวอยากจะห้ามก็ห้ามไม่ทัน หล่อนมีเงินอยู่กับตัวไม่น้อยเลยล่ะ นอกจากเงินที่ได้จากบ้านแม่แล้ว ก็ยังมีค่าสินสอดตอนที่แต่งงานกับลู่เจียเซวียน แถมยังมีเงินที่แอบจิ๊กมาจากแม่เฒ่าอีก เงินพวกนั้นก็ล้วนแต่เป็นเงินที่หลอกมาจากเสิ่นเมิ่งทั้งนั้น
หล่อนเม้มปาก การเขียนใบยืมเงินมันน่าอายเกินไป ตอนนี้รีบเอาเงินมาคืนให้จบๆ ไปดีกว่า ถ้าหลอกให้พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่หายโกรธได้ งานของเจียเซวียนก็จะได้ปลอดภัย
“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ ฉันจะกลับไปเอาเงินเดี๋ยวนี้แหละจ้ะ เมื่อก่อนที่บ้านลำบาก พอโดนบีบคั้นหนักๆ เข้า ก็เลยกล้าบากหน้ามายืมเงินพี่สะใภ้ใหญ่ ตอนนี้เจียเซวียนก็ทำงานได้แล้ว ฉันก็ไม่ต้องมานั่งกังวลอะไรอีก ขอแค่ให้เจียเซวียนได้ทำงานดีๆ ชีวิตฉันก็มีความหวังแล้ว วันนี้พี่สะใภ้ใหญ่ต้องมารับเคราะห์ฟรีๆ เดี๋ยวฉันจะบอกให้เจียเซวียนไปซื้อเนื้อที่สหกรณ์มาบำรุงให้พี่สะใภ้ใหญ่นะจ๊ะ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ รอฉันเดี๋ยวนะจ๊ะ!”
หล่อนหันหลังวิ่งกลับไป ไม่สนใจเสียงเรียกของอู๋เซียงหลานเลยสักนิด เงินที่หล่อนมีมันสำคัญมาก หล่อนไม่มีทางยอมจ่ายหนี้แทนอู๋เซียงหลานหรอก ครอบครัวบ้านรองก็เหมือนหลุมดำที่ถมไม่เต็ม ถ้าช่วยจ่ายหนี้ให้ ก็อย่าหวังว่าจะได้คืนเลย
หลังจากเก็บใบยืมเงินเสร็จ ลู่เจิ้นผิงก็หันไปส่งยิ้มให้คนที่ยังยืนมุงดูอยู่ “ที่บ้านยังมีเรื่องต้องจัดการอีกเยอะ คงไม่ได้เชิญทุกคนเข้ามานั่งเล่นในบ้านนะครับ วันหลังค่อยมาคุยกันใหม่นะครับ”
เขาพูดจบก็ปิดประตูบ้านทันที ปล่อยให้ลู่เจียเซิ่งยืนเก้ออยู่หน้าประตู เขาหยิบกระเป๋าที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา หันไปมองสี่แม่ลูกที่ยืนอยู่ด้วยกัน
“เข้าบ้านกันเถอะ จะมายืนเป็นทวารบาลอยู่ตรงนี้ทำไมล่ะ?”
เสิ่นเมิ่งก้มลงมองเด็กๆ ทั้งสี่คน นี่ก็สายมากแล้ว ถ้าไปโรงเรียนก็คงจะไปสายแน่ๆ แถมยังทะเลาะกันเสียงดังลั่นขนาดนี้ ก็คงจะรบกวนสมาธิในการเรียนของเด็กๆ ด้วย
“บ่ายนี้ไม่ต้องไปโรงเรียนแล้วล่ะ พรุ่งนี้แม่ค่อยไปส่งที่โรงเรียนแล้วก็ไปอธิบายให้คุณครูฟัง จะได้ไม่โดนทำโทษ”
พวกลู่หมิงหยางเองก็ไม่อยากไปเรียนเหมือนกัน เอาแต่จ้องมองแผ่นหลังของลู่เจิ้นผิง แววตาแฝงไปด้วยความระแวดระวัง เสิ่นเมิ่งเกือบจะหลุดขำออกมา เด็กดี ตอนนี้พวกเขาก็มาอยู่ฝ่ายเดียวกับเธอแล้วสินะ

0 Comments