ตอนที่ 71 พ่อแม่รู้ว่าเขาอยู่ดีมีสุขต้องดีใจแน่ๆ
แปลโดย เนสยังการอาละวาดในวันนี้ทำให้เสิ่นเมิ่งใส่ใจเด็กๆ มากขึ้น บาดแผลภายนอกรักษาง่าย แต่บาดแผลในใจต่างหากที่ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างพิถีพิถัน
พอทุกคนกลับไปหมดแล้ว หล่อนก็กลับเข้าห้องไปจัดผ้าห่มของหมิงฟางให้เข้าที่ แล้วก็กำชับเจ้าเด็กผู้ชายสามคนที่นั่งอยู่ข้างๆ
“แม่ไปทำกับข้าวก่อนนะ พวกลูกอยู่ดูแลน้องกันดีๆ มีอะไรก็เรียกแม่ได้เลยนะจ๊ะ!”
เด็กทั้งสี่คนวันนี้ช่างว่านอนสอนง่ายเป็นพิเศษ พยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียงกัน
ในครัวมีผักอยู่เต็มไปหมด เดิมทีหล่อนก็ไม่ค่อยมีแรงอยู่แล้ว พอมองดูเด็กๆ ที่นั่งรออยู่บนเตียงเตา ก็รีบล้างผักล้างกระทะเตรียมตัวทำกับข้าวทันที
ในห้อง
ลู่หมิงเลี่ยงฟังเสียงกุกกักดังมาจากในครัว ก็เริ่มใจคอไม่ดี “พี่ใหญ่ ปกติแม่ทำกับข้าวเร็วจะตายไป นี่ก็ผ่านไปตั้งนานแล้ว ทำไมแม่ยังทำไม่เสร็จอีกล่ะ ฉันหิวแล้วเนี่ย”
“อย่าเพิ่งใจร้อนสิ ฟังจากเสียงแล้ว แม่คงต้องทำของอร่อยๆ ให้พวกเรากินเยอะแยะแน่ๆ เลย”
หมิงฟางก็เออออไปด้วย “นั่นสิคะ แม่รักพวกเราจริงๆ นะ เมื่อกี้ตอนที่แม่มองหนู แววตาของแม่นะ… ฮี่ๆๆ”
“ฮี่ๆ…”
“รักเสี่ยวข่ายด้วยนะ คิกคัก…”
เด็กๆ หัวเราะคิกคักหยอกล้อกันไปมา นึกถึงของอร่อยที่แม่กำลังจะทำให้กิน
เสิ่นเมิ่งตอนแรกก็ตั้งใจจะทำกับข้าวหลายๆ อย่างอยู่หรอก แต่พอดูเวลาแล้วก็เห็นว่าเลยเที่ยงมานานแล้ว ขืนมัวแต่ทำช้า เด็กๆ คงจะหิวแย่ รีบหาอะไรให้กินรองท้องไปก่อนดีกว่า
และแล้วตอนที่เด็กๆ กำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอยอาหารอย่างใจจดใจจ่อ ก็เห็นชามกระเบื้องใบใหญ่ใส่บะหมี่ใส่ผักกวางตุ้งและไข่วางอยู่กลางโต๊ะ
เด็กๆ พร้อมใจกันจ้องมองหล่อน แล้วก็หันไปมองทางห้องครัว หวังว่าจะมีของกินอย่างอื่นตามมาอีก
“เป็นอะไรไป ไม่หิวเหรอลูก?”
“แม่ แม่เหนื่อยแทบตาย ทำไมถึงทำแค่บะหมี่หม้อเดียวเองล่ะครับ?” ลู่หมิงเลี่ยงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก เวลาพูดกับเสิ่นเมิ่งก็ไม่ต้องมาคอยระวังคำพูดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
เสิ่นเมิ่งใช้ตะเกียบในมือเคาะหัวเขาเบาๆ
“โอ๊ย!”
“ไอ้เด็กดื้อ ยังจะมาเลือกกินอีก บะหมี่ไข่ใส่ผักกวางตุ้งนี่ไม่หอมหรือไง คนทั่วไปถ้าได้กินบะหมี่ชามใหญ่ขนาดนี้ คงดีใจจนเนื้อเต้นแล้ว หนูกลับมาทำเป็นรังเกียจซะนี่”
“แหะๆ เปล่าครับๆ แม่ทำอะไรก็อร่อยที่สุดอยู่แล้ว ไม่รังเกียจเลยครับ ไม่รังเกียจจริงๆ”
เสิ่นเมิ่งหัวเราะเบาๆ ตักบะหมี่ใส่ชามให้เด็กๆ คนละชามใหญ่ ด้านบนโรยด้วยผักชีสีเขียวสดและไข่ดาวสีเหลืองทองน่ากิน
แล้วหล่อนก็เดินกลับไปที่ครัว หยิบชามใบหนึ่งออกมา แล้วก็ตักของในชามราดลงไปในชามของเด็กๆ คนละช้อน
“กินเถอะจ้ะ นี่เป็นซอสหมูสับ เอามาคลุกกับบะหมี่อร่อยสุดๆ ไปเลย พวกลูกลองชิมดูสิ เดี๋ยวแม่มีของดีจะให้ดูด้วยนะ!”
ลู่หมิงหยางคลุกบะหมี่ แล้วก็คีบเข้าปากคำโต อร่อยจนแทบจะสำลัก เขาก็ไม่สนใจของดีอะไรที่แม่อยากให้ดูแล้วล่ะ ตอนนี้ขอแค่จัดการบะหมี่เหนียวนุ่มในชามให้หมดก็พอแล้ว
เด็กคนอื่นๆ ก็มีความคิดแบบเดียวกัน
“ค่อยๆ กิน ไม่ต้องรีบ ไม่มีใครแย่งหรอกนะ คราวก่อนที่แม่ทำก๋วยเตี๋ยวปลาเปรี้ยวเผ็ดให้กิน พวกหนูชอบใช่ไหมล่ะ พรุ่งนี้คุณอาหย่งจุนจะไปจับปลาใหญ่ ป้าสี่เฟิ่งบอกว่าจะเก็บไว้ให้บ้านเราสองตัว ถึงเวลาแม่จะทำก๋วยเตี๋ยวให้กินอีก ดีไหมจ๊ะ”
“ดีจ้ะแม่ หนูชอบกินก๋วยเตี๋ยวที่สุดเลย ใส่พริกเยอะๆ ได้ไหมจ๊ะ?” ลู่หมิงฟางชอบกินรสเผ็ดมาก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือแม่ชงน้ำส้มให้กินด้วย ได้กินมื้อแบบนี้ ถือว่ามีความสุขที่สุดในโลกเลยล่ะ
“ได้จ้ะ ถ้าหมิงฟางอยากกิน แม่ก็จะทำให้ แต่กินพริกเยอะๆ ไม่ดีนะ ตอนนี้ก็เข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศมันแห้ง เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ พวกหนูไปนอนพักสักตื่นนะ เดี๋ยวแม่จะต้มน้ำลูกแพร์ให้ดื่ม”
พอพูดถึงน้ำลูกแพร์ เสิ่นเมิ่งก็คิดว่าควรหาเวลาว่างไปตัวอำเภออีกสักรอบ ซื้อเตาถ่านกลับมาไว้ที่บ้าน เตาในครัวก็ต้องปรับปรุงใหม่ด้วย ทำให้มีสองเตา เตาไม่ใหญ่มากนัก เวลาผัดผักเตานึง หุงข้าวเตานึง จะได้สะดวกๆ หน่อย
“ว้าว ซี๊ด อร่อยจังเลย” ลู่หมิงข่ายซู้ดบะหมี่ในชามเล็กๆ ของตัวเอง ไข่กับผักของเขาเยอะกว่า ซอสหมูสับอาจจะน้อยกว่าของพวกพี่ๆ แต่เขาก็กินอย่างมีความสุขสุดๆ
เสิ่นเมิ่งลูบหัวลู่หมิงข่าย ใบหน้าเต็มไปด้วยความเอ็นดู
พอกินข้าวเสร็จ เสิ่นเมิ่งก็มองดูบะหมี่ที่ยังเหลืออยู่ในชามอีกประมาณชามใหญ่ หล่อนกะว่าจะเอาไปให้เซี่ยจิ้งห่าวได้บำรุงร่างกายบ้าง แต่ถ้าปล่อยไว้นานๆ บะหมี่อาจจะอืดได้
พอล้างจานเสร็จ หล่อนก็เก็บบะหมี่ไว้ในหม้อ ความร้อนจากเตายังพอช่วยอุ่นบะหมี่ให้ไม่เย็นชืดจนเกินไป
เด็กๆ กินอิ่มแล้ว ก็เริ่มนึกถึงของดีที่แม่บอกไว้ ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสิ่นเมิ่งหยิบซองจดหมายสีขาวออกมาจากกระเป๋าที่แขวนอยู่บนผนัง แล้วดึงรูปถ่ายข้างในออกมาเรียงรายอยู่บนโต๊ะ
“เห็นไหม นี่เป็นรูปถ่ายที่พวกหนูไปถ่ายมาคราวก่อน วันนี้แม่ไปรับมาแล้วนะ จดหมายที่พวกหนูเขียน แล้วก็รูปถ่ายของครอบครัวเรา แม่ก็ส่งไปให้พ่อของพวกหนูแล้ว ดีใจไหมจ๊ะ?”
“แม่ แล้วถุงเท้าที่แม่ซื้อคราวก่อน ส่งไปให้พ่อหรือยังครับ?” ลู่หมิงข่ายถามอย่างซื่อบริสุทธิ์
เสิ่นเมิ่ง: “…”
ลืมไปสนิทเลยเนี่ย!!!
“เอ่อ… เอาไว้คราวหน้าค่อยส่งไปแล้วกันนะ ถุงเท้าที่บ้านมีอยู่หลายคู่ เดี๋ยวเอาไปให้คุณตาใส่ดีกว่า อากาศเริ่มหนาวแล้ว คุณตาไม่มีถุงเท้าใส่ เดี๋ยวจะหนาวเอานะ”
นอกจากรูปที่ถ่ายที่บ้านแล้ว ก็ยังมีรูปของเซี่ยจิ้งห่าวและเสี่ยวกังด้วย คราวก่อนเซี่ยจิ้งห่าวปฏิเสธไม่ยอมถ่ายรูปด้วย เพราะถ่ายรูปครั้งหนึ่งต้องเสียเงินหกเหมา เปลี่ยนชุดได้สามชุด ราคาผู้ใหญ่กับเด็กเท่ากัน หล่อนเสียดายเงิน
แต่พอเห็นเสิ่นเมิ่งพาลู่หมิงหยางและเด็กๆ ไปถ่ายรูป เสี่ยวกังที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็มองด้วยสายตาอ้อนวอน แววตาเป็นประกายแบบนั้น ทำให้หล่อนปฏิเสธไม่ลงจริงๆ
พอหล่อนมีเงินติดตัวอยู่บ้าง ก็เลยยอมจ่ายเงินถ่ายรูปให้ลูกกับตัวเองคนละชุด
ลู่หมิงหยางและน้องๆ หยิบรูปถ่ายขึ้นมาดูด้วยความชื่นชม พลางนึกอะไรขึ้นมาได้ ก็หันไปถามเสิ่นเมิ่ง “แม่ครับ ผมส่งรูปให้คุณอาทหารด้วยได้ไหมครับ?”
คุณอาทหารห่วงใยพวกเขามาก ถ้าพวกเขารู้ว่าตอนนี้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว แม่ก็รักและดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี พวกเขาจะต้องดีใจแทนพวกเราแน่ๆ
“รูปพวกนี้เดี๋ยวแม่จะหาซื้อกรอบรูปมาใส่แล้วแขวนไว้ที่บ้านนะ ส่วนรูปที่ส่งไปให้พ่อ ก็มีหลายรูปเลยล่ะ วางใจเถอะ วันข้างหน้าแม่จะพาพวกหนูไปถ่ายรูปทุกปีเลย ดีไหมจ๊ะ?”
“ดีครับ แหะๆๆ…”
ลู่หมิงหยางหยิบรูปขึ้นมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะรูปครอบครัวห้าคน ขอบตาของเขาก็เริ่มร้อนผ่าว หยาดน้ำตาที่ไหลรินลงมา หยดลงบนหลังมือจนรู้สึกแสบร้อน
ถ้า… ถ้าพ่ออยู่ด้วยก็คงจะดี พวกเขาจะได้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ
พ่อแม่รู้ว่าเขาอยู่ดีมีสุขต้องดีใจแน่ๆ แหะๆ ลู่หมิงหยางคิดแบบนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
เสิ่นเมิ่งมองดูเด็กน้อยด้วยสายตาที่ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็รีบหันหน้าหนี แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นน้ำตาของลูกชาย เพื่อไม่ให้เขารู้สึกเสียหน้า
ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอุ่นอบอวลไปด้วยความรักของแม่และลูกๆ เสียงเคาะประตูดัง “ปังๆๆ” ก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงเด็กร้องไห้งอแง
“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ รีบมาดูหน่อยเถอะจ้ะ จิ้งห่าวเรียกหาพี่ หล่อน… หล่อนจะคลอดแล้วจ้ะ!”

0 Comments