ตอนที่ 69 อดทนกับเธอมานานแล้ว
แปลโดย เนสยังโจวเจียวเจียวถูกท่าทางของหล่อนทำให้ตกใจจนต้องถอยหลังไปสองก้าว แต่พอนึกถึงคำพูดของตัวเองว่ามีตรงไหนผิด หล่อนก็แค่ถามดูว่าจักรยานคันนี้ซื้อมาให้เจียเซวียนของพวกหล่อนหรือเปล่า ใครจะไปคิดว่าคนบ้านใหญ่จะโวยวายใหญ่โตขนาดนี้ พูดไปพูดมาก็เพราะหวงจักรยานนั่นแหละ
แต่พอมีคนมองอยู่เยอะแยะ หล่อนก็กลัวว่าถ้าขืนทะเลาะกันต่อไปจะส่งผลกระทบต่องานของลู่เจียเซวียน หล่อนจึงทำหน้าตาเวทนา หางตาคลอไปด้วยน้ำตา มองเสิ่นเมิ่งอย่างน่าสงสาร
“พี่สะใภ้ใหญ่ ฉันรู้ว่าพี่กำลังโกรธ ขอโทษจริงๆ นะจ๊ะ ทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเอง ฉันคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าหมิงฟางจะโกรธขนาดนี้ ฉันก็แค่ถามดูว่าจักรยานคันนี้พี่ใหญ่ซื้อให้เจียเซวียนหรือเปล่า ถ้าพี่ไม่อยากให้ก็พูดมาตรงๆ ได้นี่นา ทำไมถึงต้องพูดว่าจะหย่ากับพี่ใหญ่ด้วย ทำให้เด็กๆ ตกใจกลัวไปหมดเลย แต่พี่สะใภ้ใหญ่ ฉันเองก็มีส่วนผิดเหมือนกัน ฉันขอโทษหมิงฟางด้วยนะ หวังว่าพี่จะไม่ถือสานะจ๊ะ”
“เธอพูดว่าอะไรนะ?”
“งานของเจียเซวียนจัดการเรียบร้อยแล้ว ฉันก็เลยนึกว่าพี่ใหญ่เป็นคนซื้อจักรยานให้เขาจริงๆ เพราะของมีค่าขนาดนี้ จะซื้อมาจอดทิ้งไว้เฉยๆ ในบ้านได้ยังไง พี่สะใภ้ใหญ่ พวกเราสองคนต่างก็มีส่วนผิดนะ ฉันผิดที่ไม่ควรคิดทึกทักเอาเอง ส่วนพี่สะใภ้ใหญ่ยิ่งผิดที่ไม่ควรทำตัวโอ้อวด แถมยังทำให้เด็กๆ พลอยวุ่นวายไปด้วย นี่ไม่ใช่การจงใจให้พวกเขาโอ้อวดหรอกเหรอ ถ้าจะให้พูดถึงคนผิด พี่สะใภ้ใหญ่ พวกเราสองคนก็ผิดด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ”
เสิ่นเมิ่งถึงกับอึ้งไปเลยกับคำพูดสไตล์นางเอกเจ้าน้ำตาแบบนี้ หล่อนหันไปพยุงลู่หมิงฟางให้ลุกขึ้นยืน แล้วช่วยเช็ดน้ำตาให้เด็กน้อย
“หมิงหยาง หมิงเลี่ยง มาดูน้องสาวของพวกลูกไว้ให้ดีนะ”
เจ้าหนูน้อยสองคนพอได้ยินคำสั่งของแม่ ก็รีบวิ่งเข้าไปประคองน้องสาวคนเล็กที่กำลังร้องไห้จ้าอยู่ทันที ตอนนี้แม่ของพวกเขาน่ากลัวมากๆ
เสิ่นเมิ่งมองดูโจวเจียวเจียวที่ค่อยๆ พูดจาหว่านล้อมตัวเอง จนถึงขนาดมีชาวบ้านหลายคนพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของหล่อน
หล่อนรู้สึกระอาใจเป็นอย่างมาก โจวเจียวเจียวเป็นนางเอกของเรื่อง รัศมีนางเอกช่างเจิดจ้าเสียจริง แต่หล่อนวันนี้แหละจะขอดูหน่อยว่า ถ้าล่วงเกินลูกรักของสวรรค์อย่างนางเอกคนนี้ จะได้รับผลสะท้อนกลับมายังไงบ้าง
เสิ่นเมิ่งก้าวเท้าไปข้างหน้าข้างหนึ่ง ถอยไปข้างหลังข้างหนึ่ง โน้มตัวง้างมือสุดแขนราวกับกำลังดึงคันธนูขนาดใหญ่ ในขณะที่ทุกคนยังคงงุนงงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เสิ่นเมิ่งก็เหวี่ยงแขนสุดแรง ตบเข้าที่ใบหน้าของโจวเจียวเจียวอย่างจัง
“เพียะ!”
“กรี๊ด~”
โจวเจียวเจียวถูกตบอย่างแรงจนล้มลงไปกองกับพื้น เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากจนทุกคนยังไม่ทันได้หันไปมอง
เสิ่นเมิ่งยังรู้สึกไม่สะใจ หล่อนวิ่งเข้าไปคร่อมทับบนตัวโจวเจียวเจียว แล้วก็ระดมตบตีไปที่ใบหน้า ศีรษะ และลำตัวของอีกฝ่ายอย่างไม่ยั้งมือ
“โจวเจียวเจียว ฉันอดทนกับเธอมานานมากแล้วนะ ฉันเคยบอกแล้วไงว่าอย่ามาหาเรื่องฉัน แต่เธอก็ไม่ยอมฟัง เธอมาบีบคั้นให้ลูกสาวฉันต้องกระโดดน้ำ แถมยังมาให้ลูกชายฉันคุกเข่าให้อีก เธอเป็นตัวอะไรกันถึงให้ลูกชายฉันคุกเข่าให้ เธอรับไหวเหรอฮะ วันนี้ถ้าฉันไม่ทำให้เธอได้เห็นดี เธอคงคิดว่าฉันเป็นลูกพลับนิ่มที่ยอมให้บีบเล่นง่ายๆ ใช่ไหม?”
“โอ๊ย~ พี่กล้าตีฉันได้ยังไง พี่กล้าทำแบบนี้ได้ยังไง หยุดตีนะ เสิ่นเมิ่ง หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
การกระทำบ้าคลั่งกะทันหันของเสิ่นเมิ่ง ทำให้เพื่อนบ้านที่สนิทกับโจวเจียวเจียวตกใจกันไปหลายคน รีบจะพุ่งเข้าไปดึงตัวเสิ่นเมิ่งออกมา แต่น่าเสียดายที่ตามความเร็วของหล่อนไม่ทัน พอหล่อนระบายอารมณ์จนหนำใจ ก็รีบลุกขึ้นยืนถอยออกมายืนด้านข้างทันที จากนั้นก็เท้าสะเอวด่าทอต่อไป
“ตรรกะวิบัติของเธอ โจวเจียวเจียว มีแต่คนสมองกลวงเท่านั้นแหละที่จะเชื่อ เธอไปถามดูสิว่ามีใครในที่นี้บ้างที่ยินดีจะควักเงินจนหมดตัวเพื่อซื้อจักรยานให้น้องสามี เอาล่ะ ต่อให้เธอพูดว่าลู่เจิ้นผิงเป็นคนซื้อจักรยานให้ลู่เจียเซวียน แล้วเงินกับคูปองอุตสาหกรรมนั่นพวกเธอตั้งใจจะคืนยังไง หรือว่าไม่คิดจะคืนเลย หึๆๆ เงินกับคูปองรวมกันก็เป็นเงินก้อนใหญ่ตั้งสองสามร้อยหยวน จะให้ยกให้ฟรีๆ แบบนี้ เธอไปถามดูสิว่ามีใครหน้าไหนเขายอมบ้าง”
ลู่เซียงเซียงเดินเข้าไปกอดลู่หมิงฟางที่กำลังสั่นเทาเพราะโดนลมพัด พลางปรายตามองโจวเจียวเจียวที่กำลังร้องไห้อย่างน่าสงสาร
“เงินตั้งเยอะแยะขนาดนั้น พี่เจียวเจียวคงไม่ได้ตั้งใจจะไม่คืนจริงๆ หรอกใช่ไหมจ๊ะ พวกเราชาวนาต้องทำงานกี่ปี ต้องหาแต้มแรงงานตั้งเท่าไหร่กว่าจะซื้อได้ ก่อนหน้านี้พี่สะใภ้เมิ่งบอกว่าให้เช่าวันละสองเหมา พี่เจียวเจียวก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยยอมด้วยนี่นา!”
คำพูดของทั้งสองคนราวกับปลุกให้ชาวบ้านตาสว่างขึ้นมา นั่นมันจักรยานเชียวนะ ต้องใช้คูปองอุตสาหกรรมตั้งห้าใบ คนในเมืองอยากจะได้คูปองอุตสาหกรรมยังยากลำบากเลย ลู่เจิ้นผิงเป็นทหารมาตั้งหลายปี ไม่เคยคิดจะซื้อจักรยานให้ที่บ้านเลยเพราะอะไร ก็เพราะคูปองอุตสาหกรรมมันหายากยังไงล่ะ
เงินตั้งหลายร้อยหยวน ครอบครัวชาวนาที่ใช้แรงงานหนักแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ก็ยังต้องใช้เวลาเก็บหอมรอมริบตั้งสามถึงห้าปีกว่าจะได้เงินขนาดนี้ แถมมีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้
พอคิดได้แบบนี้ ความรู้สึกรังเกียจโจวเจียวเจียวที่เมื่อกี้ยังพูดจาฉะฉาน ก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาทันที
ท่าทีของชาวบ้านทำให้โจวเจียวเจียวรู้สึกหนาวเหน็บในใจ เธอไม่เคยคิดเรื่องคืนเงินจริงๆ ลู่เจิ้นผิงในฐานะพี่ชายคนโตของบ้านลู่ ตัวเองได้ดิบได้ดีแล้ว จะดูแลช่วยเหลือบรรดาน้องๆ ที่อยู่ข้างล่างบ้างมันไม่สมควรตรงไหน?
คนเป็นพี่เป็นน้องที่ไหนเขาไม่รักไม่ห่วงน้องๆ ของตัวเองกันบ้าง ทำไมพอมาถึงเสิ่นเมิ่ง ถึงได้กลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายไปได้ล่ะ?
ตอนนี้ลู่เจียเซวียนกำลังจะได้ไปทำงานที่คอมมูน เป็นงานที่มีเกียรติขนาดนี้ ถ้าเป็นครอบครัวอื่น ก็คงจะช่วยกันจัดหาของให้ไปหมดแล้ว นี่แค่จักรยานคันเดียว วันข้างหน้าถ้าเจียเซวียนของพวกหล่อนได้ดิบได้ดี เขาก็สามารถซื้อเองได้เหมือนกัน
“พี่สะใภ้ใหญ่ ยังไงเจียเซวียนกับพี่ใหญ่ก็เป็นพี่น้องคลานตามกันมา วันนี้พี่มาทำหยามเกียรติฉันแบบนี้ มันทำลายความสัมพันธ์ฉันพี่น้องของพวกเขาเลยนะ”
คุณพระช่วย พูดมาได้ยังไง ทำเหมือนกับว่าลู่เจิ้นผิงที่ไม่เคยเจอหน้าเธอ จะมาทำร้ายหล่อนเพราะน้องสะใภ้อย่างเธอซะงั้น คนไม่รู้คงนึกว่าพวกเขาสองคนแอบมีอะไรกันซะอีก
“เธอไม่ได้หยามเกียรติฉันหรอก แต่เธอหยามเกียรติลูกสาวลูกชายของฉัน เธอมาบีบคั้นให้ลูกสาวฉันต้องกระโดดน้ำ มาบีบให้ลูกชายฉันต้องคุกเข่า คนเป็นแม่ที่ไหนเขาจะยอม ฉันขอประกาศให้ชัดเจนตรงนี้เลยนะ โจวเจียวเจียว บ้านใหญ่ของพวกเราแยกบ้านออกไปแล้ว พอถึงช่วงเทศกาลทักทายกันพอเป็นพิธีก็พอแล้ว อย่ามาวุ่นวายหาเรื่องกันให้มากนัก ถ้าใครกล้ามาแกล้งลูกๆ ของฉันอีกล่ะก็ ฉันจะสู้ตายด้วยเลย ไม่สิ ฉันจะสู้ตายกับคนบ้านลู่ทุกคนนั่นแหละ เธอยังไม่ได้เป็นแม่คน เธอไม่มีทางเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่หรอก”
เสิ่นเมิ่งไม่ได้โง่ ขืนไปต่อกรกับหล่อนตรงๆ ถึงเวลาที่ควรจะอ่อนแอก็ต้องอ่อนแอให้เป็น แน่นอนว่าการแสดงความอ่อนแอนี้ไม่ได้ทำให้หล่อนดูหรอก แต่ทำให้คนที่เคยเป็นแม่คน และคนที่แต่งงานเตรียมตัวจะมีลูกได้ดูต่างหาก
ถึงแม้คนพวกนั้นจะไม่ได้รู้สึกร่วมไปทั้งหมด แต่แค่ลองจินตนาการตาม ก็คงทำให้พวกหล่อนโกรธจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว
เสิ่นเมิ่งเอามือปิดหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาสองสามเสียง แล้วก็หันหลังวิ่งเข้าไปสวมกอดลู่หมิงฟาง ร้องไห้โฮออกมาอย่างน่าสงสาร ราวกับแม่สัตว์ที่สูญเสียลูกแล้วได้กลับคืนมา
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลู่หมิงฟางถูกแม่กอด แต่เป็นครั้งแรกที่แม่กอดหล่อนด้วยความกลัวจนตัวสั่น แม่รักหล่อนมากจริงๆ
ลู่หมิงฟางก็เอื้อมมือไปกอดตอบแม่เช่นกัน
ตกกลางคืน หลังจากที่ลู่หมิงฟางอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ก็นอนอยู่บนเตียงเตา โดยมีเซี่ยจิ้งห่าว หวังเหลียนฮวา สี่เฟิ่ง จูจวี๋อิง และลู่เซียงเซียงล้อมรอบอยู่ เสิ่นเมิ่งคอยต้อนรับขับสู้พวกนางด้วยความเหนื่อยล้า ไม่นานในลานบ้านก็มีหัวหน้าสตรีอย่างกัวซิ่วฉิน และเถียนกุ้ยฮวากับจินหลิงที่พอรู้ข่าวก็รีบตามมาสมทบ
คำพูดไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ ทำให้ลู่หมิงฟางรู้สึกอบอุ่นในใจ และสิ่งที่ทำให้หล่อนรู้สึกมีความสุขมากยิ่งขึ้นก็คือ สายตาของแม่ที่มักจะเหลือบมองมาอย่างตำหนิแต่ก็แฝงไปด้วยความห่วงใย

0 Comments