You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

หลังจากคนบ้านลู่เลิกงานกลับมา พอได้กลิ่นหอมที่ลอยมาจากบ้านของเสิ่นเมิ่ง ก็ยิ่งรู้สึกหิวโซจนไส้กิ่ว พอกลับมาถึงบ้าน เซี่ยจิ้งห่าวก็ยังคงนอนอยู่บนเตียงเตา ในครัวก็เงียบเหงาเตาเย็นชืด ไม่มีของกินตกถึงท้องเลยสักนิด พอเอามาเปรียบเทียบกันแบบนี้ ก็ทำให้พวกเขารู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาทันที

“นอนๆๆ เอาแต่นอน วันๆ ทำตัวเหมือนพวกคุณนายเศรษฐีที่ดิน ไม่รู้ว่าจะนอนไปถึงไหนกัน คนอื่นเขาไปทำงานเหนื่อยมาทั้งเช้าแล้ว หล่อนยังจะมานอนหลับเป็นตายอยู่อีก”

หลิวซานจินดึงเสื้อผ้าที่เปื้อนคราบสกปรกบนราวตากผ้า โยนทิ้งไว้ข้างโอ่งน้ำอย่างแรง

“แม่ แม่อย่าเพิ่งใจร้อนสิจ๊ะ เดี๋ยวฉันไปทำกับข้าวให้เอง ให้พี่สะใภ้รองมาช่วยด้วยก็แล้วกัน!”

“จะให้ช่วยทำไม เจียวเจียว เธอไปทำคนเดียวก็พอแล้ว ให้พี่สะใภ้รองของเธอซักเสื้อผ้ากองนี้ไป วันๆ หนึ่งก็มีงานให้ทำตั้งเยอะแยะ บางคนก็ทำตัวเหมือนคนตาบอดมองไม่เห็นงาน”

หลิวซานจินพูดจาเหน็บแนม ปรายตามองไปที่ห้องของเซี่ยจิ้งห่าว ในใจรู้สึกหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก

โจวเจียวเจียวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบรับ “จ้ะ” แล้วเดินเข้าไปในครัว ตอนแรกเธอกะจะให้ช่วยเป็นลูกมือ แล้วค่อยให้สลับมาเป็นคนทำกับข้าวแทนซะหน่อย

แต่ช่วงสองวันนี้อารมณ์ของเธอก็ดีเป็นพิเศษ เธอกับลู่เจียเซวียนยอมลงทุนจ่ายค่าโทรศัพท์ไปห้าเหมา เพื่อโทรไปหาลู่เจิ้นผิงโดยเฉพาะ เล่าเรื่องที่ทางบ้านแยกครอบครัวให้ฟัง พี่ใหญ่ก็รับปากว่าจะช่วยฝากฝังให้เจียเซวียนได้ไปเป็นเจ้าหน้าที่ที่คอมมูนแล้ว

ขอแค่เจียเซวียนได้เป็นเจ้าหน้าที่ เธอก็จะได้มีชีวิตที่สุขสบายขึ้นมาทันที แถมยังจะได้ช่วยเหลือจุนเจือบ้านเกิดของตัวเองได้อีกด้วย

รอให้มีเงินเก็บสักหน่อย แล้วค่อยไปขอเงินจากแม่สามีเพิ่มอีกนิด การจะสร้างบ้านอิฐสักหลังก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร

ตอนนี้เธอมีกำลังใจล้นเหลือ การจะทำกับข้าวสักมื้อก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรหรอก

เซี่ยจิ้งห่าวป้อนบะหมี่ให้เสี่ยวกังไปครึ่งชามตั้งแต่หัววันแล้ว พอเด็กน้อยกินอิ่มก็หลับไป ส่วนบะหมี่ที่เหลืออีกครึ่งชาม เธอก็กินเองจนหมดเกลี้ยง

เมื่อมองดูชามเปล่าที่ว่างเปล่าจนเป็นเงาวับ ในใจเธอก็รู้สึกเคารพนับถือพี่สะใภ้ใหญ่คนนี้จากใจจริง ส่วนเรื่องคำครหาหรือเสียงนินทาจากคนภายนอก เธอเลือกที่จะปล่อยผ่านและไม่เก็บมาใส่ใจ

เสิ่นเมิ่งจัดการล้างชามเปล่าและเก็บกวาดให้เรียบร้อย แล้วก็หยิบขนมไข่ใส่กระเป๋านักเรียนของพวกลู่หมิงหยางไปคนละสองชิ้น

“หมิงหยาง นี่กระติกน้ำร้อนนะ แม่ซื้อให้จากสหกรณ์ ช่วงบ่ายถ้าหิวก็เอาขนมไข่มากินนะ แล้วก็ไปขอน้ำอุ่นจากคุณครูมาดื่มด้วย ห้ามแอบไปดื่มน้ำดิบที่โรงเรียนเด็ดขาดเลยนะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะปวดท้องเอา เข้าใจไหมลูก?”

“เข้าใจแล้วครับแม่”

“ดีมากจ้ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็รีบไปโรงเรียนกันเถอะ อย่าให้สายล่ะ แม่ทำงานมาทั้งเช้าแล้ว เดี๋ยวจะขอไปงีบหลับกับเสี่ยวข่ายสักหน่อย”

พวกลู่หมิงหยาง: “…”

กองทัพทหารแห่งหนึ่งในมณฑลเตียนหนาน

ลู่เจิ้นผิงเพิ่งจะส่งโทรเลขเสร็จ กำลังจะเดินกลับ ก็เห็นหม่าเสียงหิ้วห่อของอะไรบางอย่างเดินแกว่งไปแกว่งมาตรงมาหาเขา

“นี่นายจะไปไหนเนี่ย?”

“ก็มาหานายไง จิ๊ๆ ฉันได้ยินเสี่ยวจางหน่วยสื่อสารบอกว่า นายใช้เส้นสายให้ลูกน้องนายใช่ไหม ฉันก็เลยตั้งใจมาหัวเราะเยาะนายไงล่ะ เป็นไงล่ะ รองผู้บังคับการกรมลู่ผู้แสนจะซื่อสัตย์ยุติธรรม ก็หัดใช้เส้นสายกับเขาเป็นเหมือนกันเหรอเนี่ย”

ลู่เจิ้นผิงส่ายหน้าแล้วพูดว่า “เปล่าหรอก แค่ฝากข้อความไปบอกทางคอมมูนเฉยๆ ให้เขาแข่งกันอย่างยุติธรรม ถ้ามีความสามารถก็ให้ทำไป ถ้าไม่มีความสามารถ ถึงฉันจะฝากฝังไปก็คงช่วยอะไรไม่ได้หรอก แต่เจียเซวียนก็ถือว่าเป็นคนใช้ได้เลยนะ ทั้งขยันแล้วก็ตั้งใจทำงาน ในบรรดาวัยรุ่นชายฉกรรจ์แถวบ้านเรา เขาก็ถือว่าโดดเด่นอยู่เหมือนกัน ถ้าเขาได้เป็นเจ้าหน้าที่ที่คอมมูน วันข้างหน้าตอนที่ฉันไม่อยู่บ้าน เขาก็คงจะช่วยดูแลพี่สะใภ้ของนายกับพวกหลานๆ ได้บ้าง”

“เอาล่ะๆ น้องชายนายคนนั้น ในสายตาฉันก็งั้นๆ แหละ ฉันขี้เกียจจะเถียงกับนายแล้ว อ้อ ฉันได้ยินมาว่านายได้รับอนุมัติให้ลาพักร้อนกลับไปเยี่ยมบ้านแล้วนะ แหมๆ ดีใจล่ะสิ?”

ลู่เจิ้นผิงมองท่าทางขยิบตาหลิ่วตาของเขา ก็แค่นเสียงหึ แล้วหันหลังเดินหนีไป

“เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งไป ฉันก็แค่ดีใจแทนนายเท่านั้นเอง คราวนี้ไอ้พวกเด็กหนุ่มในหน่วยคงจะสบายใจกันได้แล้วล่ะ ก่อนหน้านี้พวกมันยังกังวลอยู่เลยว่านายจะไม่ได้ลาพักร้อนปีนี้ ถึงขนาดมาขอร้องให้ฉันไปช่วยพูดจาประจบสอพลอนายให้หน่อย”

ลู่เจิ้นผิงเลิกคิ้วขึ้น ท่าทางเหมือนกำลังจะบอกว่า เขาเนี่ยนะยังต้องให้ใครมาช่วยพูดประจบสอพลออีกเหรอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปฏิบัติภารกิจหรือซ้อมรบครั้งใหญ่ของกองทัพ เขาก็มักจะติดหนึ่งในสามอันดับแรกเสมอ แค่เรื่องลาพักร้อนกลับไปเยี่ยมบ้าน มันจะไปยากอะไร แค่พลิกฝ่ามือก็ได้แล้ว

“นี่ เลิกพูดเรื่องพวกนั้นได้แล้ว เดี๋ยวจะหาว่าฉันอวดเก่ง นี่เป็นของที่พวกน้องสะใภ้นายฝากมาให้ ล้วนแต่เป็นของที่ทำเองที่บ้านทั้งนั้น ไม่ถือว่าผิดกฎระเบียบหรอกนะ พวกนางรู้สึกเกรงใจและรู้สึกผิดต่อพี่สะใภ้อยู่ในใจน่ะ มีหลายครอบครัวเลยนะที่ต้องยอมสละบ้านพักให้พวกนางได้มาอยู่กับครอบครัวทหาร ถ้าไม่รับน้ำใจพวกนางไว้ พวกนางคงจะไม่สบายใจแย่”

“มีแต่ของที่ทำเองที่บ้าน ไม่มีของอย่างอื่นปนมาใช่ไหม?”

หม่าเสียงรีบยกมือขึ้นยืนยันทันที “รับรองว่าไม่มีแน่นอน พวกเราเป็นเพื่อนทหารกันมาตั้งหลายปี นายจะไม่เชื่อใจฉันเลยเหรอ?”

ลู่เจิ้นผิงเปิดดู ก็พบว่าเป็นพวกผ้าทอมือ ผักอบแห้ง ผักดอง แล้วก็มีเนื้อกระป๋องอีกห้ากระป๋อง ซึ่งถือว่าเป็นของมีค่าที่สุดในบรรดาของทั้งหมดนี้แล้ว

“ตกลง งั้นฉันรับไว้ก็แล้วกัน ฝากขอบคุณพวกน้องสะใภ้ด้วยนะ อ้อ จริงสิ คราวก่อนฉางหงส่งจดหมายมา บอกว่าเสี่ยวเมิ่งชอบกินเส้นหมี่ของเตียนหนานมาก นายช่วยไปดูให้หน่อยสิว่า แถวบ้านชาวบ้านมีใครอยากจะขายบ้างไหม ช่วยซื้อกลับมาให้หน่อยนะ จ่ายเงินจ่ายคูปองให้เรียบร้อยล่ะ อย่าไปเอาเปรียบชาวบ้านเขานะ”

หม่าเสียงมองเขาด้วยความรำคาญตา ทำเหมือนกับว่ามีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้กฎระเบียบงั้นแหละ หม่าเสียงเอามือไพล่หลังแล้วเดินหนีไป ไม่สนใจจะคุยด้วยอีก

ลู่เจิ้นผิงยิ้มบางๆ แล้วเดินกลับไปที่ห้องทำงาน อีกแค่สี่ห้าวันเขาก็จะได้กลับบ้านแล้ว ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้รู้สึกตื่นเต้นดีใจขนาดนี้ ความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อนเลย เขาอดไม่ได้ที่จะอยากรู้ว่าเสิ่นเมิ่งในตอนนี้ จะเป็นยังไงบ้างแล้วนะ

เสิ่นเมิ่งกำลังนอนกอดลูกน้อยหลับปุ๋ย จู่ๆ ประตูบ้านก็ถูกทุบดัง “ปังๆๆ” ลู่หมิงข่ายสะดุ้งตกใจจนครางอืออาออกมาสองสามเสียง พลิกตัวแล้วก็หลับต่อ เธอขมวดคิ้ว กัดฟันลุกขึ้นเดินออกไป

“ใครน่ะ?”

“เสิ่นเมิ่ง นังตัวดี แกกล้าเอาต้นข้าวโพดในที่ดินส่วนตัวไปปรนเปรอครอบครัวตัวเองงั้นเหรอ แกคิดจะทำอะไรของแกฮะ แกเป็นสะใภ้บ้านลู่แท้ๆ แต่กลับเอาแต่จ้องจะปอกลอกของบ้านผัวเอาไปประเคนให้บ้านตัวเอง จิตใจแกทำไมถึงได้เลวทรามต่ำช้าขนาดนี้?”

หลิวซานจินโกรธจนแทบจะเต้นเร่าๆ ตะคอกใส่ช่องประตู ช่วงนี้กำลังเป็นเวลาที่คนออกไปทำงานหาแต้มแรงงานกัน มีหลายคนที่เห็นยายแก่ที่มักจะดูใจดีอ่อนโยนคนนี้ มายืนกระโดดเต้นชี้หน้าด่าลูกสะใภ้บ้านใหญ่แบบนี้ นับดูแล้ว เดือนนี้ก็ปาเข้าไปหลายรอบแล้วล่ะมั้ง

นางทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ต้นข้าวโพดพวกนั้นตอนแรกนางตั้งใจจะให้หลานชายมาขนไป บ้านเดิมของนางต้องเปลี่ยนหลังคาฟางใหม่ทุกๆ สองปี ฤดูหนาวถึงจะอบอุ่นและแข็งแรงทนทาน แต่นังเด็กเหลือขอเสิ่นเมิ่งกลับแอบเอาต้นข้าวโพดไปให้คนบ้านเสิ่นขนไปเงียบๆ นี่มันเรื่องอะไรกัน ต่อให้ตอนนี้จะแยกบ้านกันแล้ว แต่นางก็ยังเป็นแม่ผัวผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในบ้านลู่อยู่นะ คำพูดของนางก็ยังต้องมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่สิ

เสิ่นเมิ่งเดินมาถึงหน้าประตู แล้วก็หันหลังเดินกลับ “แม่จ๋า แม่กลับไปเถอะจ้ะ ที่ดินส่วนตัวนั่นเป็นของฉัน พี่ชายฉันมาช่วยทำงาน จะขนต้นข้าวโพดกลับไปบ้างจะเป็นไรไป แม่เองก็อย่ามัวแต่คิดจะกอบโกยของไปให้แต่บ้านตัวเองเลยนะ บ้านฉันไม่มีของดีๆ อะไรจะให้แม่หรอกจ้ะ”

อุ๊ยตายแล้ว!!!

ชาวบ้านที่กำลังมุงดูเหตุการณ์อยู่ข้างนอก พอได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับตกตะลึง ที่แท้ก็ต่างคนต่างพยายามจะเอาของบ้านผัวไปปรนเปรอครอบครัวตัวเองนี่เอง

แต่ก็นะ ตอนนี้บ้านใหญ่ของบ้านลู่ก็แยกตัวออกไปแล้ว เสิ่นเมิ่งมีสิทธิ์จะจัดการกับของพวกนั้นยังไงก็ได้ อีกอย่างตอนนี้หล่อนก็อาศัยอยู่ในบ้านอิฐ ต้นข้าวโพดพวกนั้นเก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรอยู่ดี

หลิวซานจินเองก็คิดไม่ถึงว่าหล่อนจะกล้าพูดจาตรงไปตรงมาขนาดนี้ ตอนที่หลานชายนางมาขอยืมเงิน นางก็หยิบเงินแปดหยวนให้ไปทันที ซึ่งเงินก้อนนั้นนางก็เพิ่งจะรีดไถมาจากเสิ่นเมิ่งได้ไม่นาน จังหวะที่กำลังยื่นเงินให้กัน นังเด็กตัวดีนี่ก็ดันมาเห็นเข้าพอดี นางก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งเสิ่นเมิ่งจะต้องเอาเรื่องนี้มาแฉแน่ๆ แต่นางก็ต้องทำเป็นปฏิเสธเสียงแข็ง เพราะถ้าตาแก่รู้เรื่องนี้เข้า นางจะต้องโดนด่าเปิงแน่ๆ

“แกอย่ามาพูดจาพล่อยๆ นะ รีบเปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้ คอยดูสิว่าฉันจะตีแกให้ตายไหม นังเด็กเหลือขอเอ๊ย”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note