You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

หวังเหลียนฮวาอ้างว่าแผลตามตัวยังไม่หายดี จึงดื้อดึงไม่ยอมไปทำงานหาแต้มแรงงาน นางเอาเงินที่พี่สะใภ้ใหญ่และแม่สามีชดใช้ให้คราวก่อน แบ่งไปจ่ายค่าเทอมให้เอ้อชิ่งเข้าเรียน

นางตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า จะไม่มีทางยอมให้ลูกๆ ของนางต้องเติบโตมาเป็นคนพเนจรไร้อนาคตเหมือนตัวนางเด็ดขาด

ระหว่างทางกลับบ้าน นางบังเอิญเจอเสิ่นเมิ่งที่บอกว่าจะไปจัดการที่ดินส่วนตัว “เธอรอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวฉันกลับบ้านไปเรียกสี่เฟิ่งมาด้วย วันนี้นางก็ไม่ได้ไปทำงาน ปล่อยเหยาเหยากับเกาเกาไว้ที่บ้านจิ้งห่าว เธอวางใจได้เลยเสี่ยวเมิ่ง ฉันกับสี่เฟิ่งทำงานคล่องแคล่วมาก แค่ครึ่งเช้า รับรองว่าจัดการให้เธอเสร็จเรียบร้อยแน่นอน!”

“ขอบคุณมากนะจ๊ะพี่สะใภ้ งั้นพี่ล่วงหน้าไปก่อนเลย เดี๋ยวฉันกลับไปบอกจิ้งห่าวสักคำ ทางนู้นพี่ใหญ่กับลุงไกว่ของฉันก็เริ่มลงมือกันแล้วจ้ะ”

หลังจากหวังเหลียนฮวาเดินจากไป เสิ่นเมิ่งก็ตรงกลับบ้านไปหาหม้อดินเผาใบหนึ่ง เทชาดอกกุหลาบผสมมินต์ลงไปครึ่งหม้อ ด้านบนมีกลีบกุหลาบและใบมินต์ลอยฟ่องอยู่สองสามใบ เครื่องดื่มชนิดนี้เหมาะจะดื่มในฤดูใบไม้ร่วงเป็นที่สุด ทั้งช่วยให้สดชื่นตื่นตัว ดับกระหายคลายร้อน แถมยังช่วยคลายความเหนื่อยล้าได้ดีอีกด้วย เธอวางหม้อดินเผาไว้ที่หัวคันนา พร้อมกับวางชามไว้สามใบ แล้วก็ลงไปช่วยทำงานในแปลงนาด้วย

ความจริงแล้วเธอทำนาไม่ค่อยเป็นหรอก ตอนนี้ก็แค่อาศัยครูพักลักจำ เห็นเสิ่นโส่วเถียนทำยังไง เธอก็ทำตามอย่างนั้น ซึ่งนั่นก็ทำให้ท่าทางการทำงานของเธอดูเก้ๆ กังๆ ไปหมด

ตอนที่หวังเหลียนฮวาและสี่เฟิ่งเดินมาถึง เสิ่นเมิ่งกำลังใช้สองมือโอบกอดต้นข้าวโพดต้นหนึ่งแล้วออกแรงดึงอย่างสุดกำลัง แต่ไม่ว่าจะออกแรงแค่ไหนก็ดึงไม่หลุด แถมยังเกือบจะหงายหลังก้นจ้ำเบ้าอีกต่างหาก

“โอ๊ยตายแล้ว เสี่ยวเมิ่งเอ๊ย นี่เธอทำอะไรอยู่เนี่ย กำลังเล่นกายกรรมอยู่หรือไง?” สี่เฟิ่งสวมหมวกฟางไว้บนหัว พอเห็นท่าทางตอนทำงานของเสิ่นเมิ่ง ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

เธอทำงานไม่เก่ง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอับอายอะไร “ต้นนี้ไม่รู้เป็นอะไร ดึงยังไงก็ดึงไม่หลุด สงสัยคงไม่อยากจากที่ดินส่วนตัวของบ้านฉันไปล่ะมั้ง!”

“ฮ่าๆๆ ต้นนี้เธอดึงไม่ไหวหรอก ก็เลือกดึงต้นที่ดึงง่ายๆ ไปก่อนสิ ส่วนที่เหลือเดี๋ยวพวกเราจัดการเอง”

“เธอแขนขาเล็กนิดเดียว ดูแล้วไม่น่าจะมีแรงเท่าไหร่ พวกเราทำงานในนามาตลอดทั้งปี งานแค่นี้สำหรับพวกเราถือว่าง่ายนิดเดียว”

หวังเหลียนฮวาและสี่เฟิ่งพูดคุยหยอกล้อกันไปพลาง ถลกแขนเสื้อเตรียมลงมือทำงานไปพลาง

“พี่สะใภ้ สี่เฟิ่ง ทางนู้นมีน้ำในหม้อดินเผานะจ๊ะ ถ้าหิวก็ตักดื่มได้เลย”

“จ้า ไม่ต้องรีบหรอก ทำงานให้เสร็จก่อนค่อยว่ากัน” หวังเหลียนฮวาพูดจบก็ชะงักไปนิดหนึ่ง หันซ้ายหันขวามองไปรอบๆ ก่อนจะพูดต่อว่า “ทำไมถึงรีบร้อนจะจัดการที่ดินส่วนตัวให้เสร็จนักล่ะ เกิดอะไรขึ้นเหรอเนี่ย?”

สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์เริ่มทำงาน ในจังหวะนี้สี่เฟิ่งเองก็แอบชะโงกหน้าเข้ามาฟังด้วยความสนใจ

“ก็เมื่อวานตอนกลับไปบ้านเดิม เห็นหลังคาบ้านที่เป็นฟางมันขึ้นราผุพังไปหมดแล้ว ฉันก็เลยบอกให้พี่ใหญ่มาขนเอาต้นข้าวโพดพวกนี้ไป กลัวว่าเดี๋ยวจะมีคนเอาไปพูดจานินทาให้เสียหาย ก็เลยรีบๆ จัดการให้มันเสร็จๆ ไปซะดีกว่าจ้ะ”

หวังเหลียนฮวาและสี่เฟิ่งสบตากัน ก็เข้าใจความหมายของหล่อนได้ในทันที จึงรีบลงมือช่วยกันทำงานอย่างรวดเร็ว

ก็เพราะว่าคนเป็นลูกสะใภ้ ย่อมเข้าใจความยากลำบากของคนเป็นลูกสะใภ้ด้วยกันดีที่สุด แม่สามีของพวกนางขึ้นชื่อว่าเป็นแม่สามีที่รับมือยากที่สุดในหมู่บ้านลู่ แต่คนแบบนั้นก็ยังต้องยอมจำนนให้กับคุณป้าสาม ลองคิดดูสิว่า คนที่ภายนอกดูยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ลับหลังกลับมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวในการกลั่นแกล้งคนอื่นขนาดไหน

มีคนช่วยกันทำงานถึงห้าคน งานก็เลยเสร็จเร็วขึ้นมาก เสิ่นโส่วเถียนมองดูน้องสาวตัวเองในตอนนี้ ก็รู้สึกว่าหล่อนเปลี่ยนไปจริงๆ ที่บ้านมีงาน ออกไปเดินเล่นแค่แป๊บเดียว ก็หาคนมาช่วยได้ตั้งหลายคน นี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าชีวิตความเป็นอยู่ของหล่อนเริ่มจะดีขึ้นแล้วจริงๆ

ใกล้จะเที่ยง งานก็เสร็จเรียบร้อย ลุงไกว่และเสิ่นโส่วเถียน สองคนช่วยกัน คนหนึ่งลากรถเข็น อีกคนบังคับเกวียนวัว ขนเอาต้นข้าวโพดไปจนสะอาดเกลี้ยงเกลา

หวังเหลียนฮวาและสี่เฟิ่งนั่งพักดื่มน้ำชากุหลาบมินต์กันอยู่ที่หัวคันนา ความเย็นสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ

“น้ำนี่พอลองใส่ใบมินต์ลงไป รสชาติก็แปลกไปอีกแบบนะ ทำไมถึงมีกลิ่นหอมๆ ด้วยล่ะ นี่ดอกอะไรเหรอ?”

“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ นี่เป็นของที่เจิ้นผิงส่งมาจากกองทัพที่เตียนหนาน ฉันลองดื่มดูแล้วก็รู้สึกว่าอร่อยดี ก็เลยเอามาผสมในน้ำให้พวกพี่ได้ลองชิมกันดูจ้ะ”

ทั้งสองคนหัวเราะแหะๆ แล้วก็ดื่มน้ำในชามจนหมดเกลี้ยง การที่ยอมเอาของดีๆ แบบนี้มาให้พวกนางดื่ม ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ได้มองพวกนางเป็นคนอื่นคนไกล

“อุ๊ยตาย สายป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย ต้องรีบกลับบ้านไปทำกับข้าวเที่ยงแล้ว พวกเราแวะไปรับเด็กๆ ที่บ้านจิ้งห่าว แล้วก็กลับกันเลยนะ”

“เดี๋ยวๆๆ พวกพี่อุตส่าห์มาช่วยฉันทำงานตั้งเยอะแยะ เที่ยงนี้ยังไงฉันก็ต้องเลี้ยงข้าวพวกพี่สักมื้อสิจ๊ะ”

สี่เฟิ่งปรายตามองหล่อนแวบหนึ่ง ออกแรงยกจอบขึ้นพาดบ่า

“จะมาเกรงใจอะไรกันล่ะ งานแค่นี้จะเสียแรงสักเท่าไหร่กันเชียว วันหลังถ้าจะปลูกผักไถนา เดี๋ยวฉันให้หย่งจุนมาช่วยทำให้นะ”

“สี่เฟิ่งพูดถูกแล้ว พวกเราก็ถือว่าเป็นพี่เป็นน้องกัน มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่แล้ว หมิงหยางกับน้องๆ ก็ใกล้จะเลิกเรียนแล้ว เธอรีบกลับไปทำกับข้าวเถอะ!”

เมื่อเห็นพวกนางพูดแบบนี้ เสิ่นเมิ่งก็ไม่ได้เซ้าซี้ต่อ เรื่องของความรู้สึกมันต้องอาศัยการช่วยเหลือเกื้อกูลและความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ถึงจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาได้ การเอาแต่ใช้ของตอบแทนอยู่ตลอดเวลา จะยิ่งทำให้ห่างเหินกันเปล่าๆ

“งั้นก็ได้จ้ะ แต่ว่าตอนเย็นพวกพี่พาเด็กๆ มาเล่นที่บ้านฉันนะ ฉันจะตุ๋นซุปตีนหมูให้จิ้งห่าวกิน แค่เติมน้ำเพิ่มอีกสักสองสามกระบวย พวกพี่ก็แวะมาซดน้ำซุปกันหน่อยนะจ๊ะ”

“ตกลง ไม่เกรงใจล่ะนะ ถ้ามีงานในนาอีกก็บอกได้เลยนะ”

ทั้งสามคนพูดคุยหยอกล้อกันไปพลาง ต่างคนต่างก็อุ้มลูกของตัวเองเดินกลับบ้าน เสิ่นเมิ่งวางลู่หมิงข่ายให้นั่งเล่นอยู่ในห้องโถง กลัวว่าลูกจะหิว ก็เลยชงนมผงให้ครึ่งชาม แล้วก็หยิบขนมไข่ให้กินอีกชิ้นหนึ่ง

“ลูกรัก นั่งกินรองท้องไปก่อนนะจ๊ะ แม่ไปทำกับข้าวก่อน เดี๋ยวพี่ๆ เลิกเรียนกลับมาก็คงจะหิวกันแล้ว”

“ผมจะทำตัวดีๆ ครับ” ลู่หมิงข่ายดื่มนมไปหนึ่งอึก ที่ริมฝีปากยังมีคราบนมติดอยู่ ประกอบกับเสียงใสๆ น่ารักน่าชัง ทำเอาเสิ่นเมิ่งเอ็นดูจนทนไม่ไหว

“ใช่แล้วจ้ะ เสี่ยวข่ายของแม่เป็นเด็กดีที่สุดเลย”

หลังจากจัดการลูกน้อยเรียบร้อย เธอก็เดินเข้าไปในครัว ล้างกระทะเสร็จ ก็เข้าไปในมิติทันที ยกซุปเนื้อวัวออกมาหนึ่งหม้อ บะหมี่ทำมืออีกสองกำ และเตรียมเครื่องเคียงไว้อีกห้าชามใหญ่

เธอก่อไฟในเตาอุ่นซุปเนื้อวัวที่ยังร้อนๆ อยู่ให้เดือดอีกสักสองรอบ แล้วก็เริ่มลวกบะหมี่ จากนั้นก็ไปหยิบเนื้อกระป๋องที่เพื่อนทหารของลู่เจิ้นผิงส่งมาให้ แกะกระป๋องหั่นเนื้อเป็นชิ้นๆ วางโปะหน้าบะหมี่

สีสันสดใสน่ารับประทานสุดๆ คนที่เพิ่งเลิกงานเดินผ่านหน้าบ้าน พอได้กลิ่นก็ถึงกับต้องชะเง้อคอมองพร้อมกับกลืนน้ำลายเอื้อก

ลู่หมิงข่ายที่กำลังนั่งกินขนมไข่อยู่ในห้องโถง พอได้กลิ่นหอมก็ชักจะกินของในมือไม่ลงแล้ว เขาขยับจมูกฟุดฟิด เดินเตาะแตะเข้าไปในครัว

“แม่ ลูกรักของแม่หิวแล้ว อยากกินข้าว… หม่ำๆ”

เสิ่นเมิ่งมองดูหยดน้ำลายใสๆ ที่ไหลย้อยลงมาที่มุมปากของเขา

“กินสิๆ เรามากินกันเลย แม่ทำบะหมี่ไว้สองชาม เราสองแม่ลูกกินกันก่อนนะ เดี๋ยวพอพวกพี่ๆ กลับมา แม่ค่อยทำให้พวกเขากินใหม่”

เด็กน้อยพอรู้ว่าจะได้กินก่อน ก็ตาเป็นประกาย รีบหันหลังวิ่งกลับไปที่ห้องโถง ไม่นานก็ยกเก้าอี้ไม้ตัวเล็กของตัวเองเดินกลับมา พอมองหาที่วางเก้าอี้เสร็จ ก็เดินไปล้างมือ

พอกลับมา ที่นั่งของเขาก็มีบะหมี่เนื้อวางรออยู่แล้ว เด็กๆ หลอกง่ายจะตาย เธอเอาเนื้อวัวไปปั่นในเครื่องปั่นอาหารเด็กจนละเอียด เด็กๆ ก็เคี้ยวกลืนได้สบายๆ ไม่ต้องออกแรงเคี้ยวเลย

“รีบกินสิลูก นี่เป็นเนื้อกระป๋องที่เพื่อนทหารของพ่อส่งมาให้นะ แม่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้แล้ว ย่อยง่ายด้วย”

“ตกลงครับ!”

ส่วนบะหมี่ชามของเธอเองก็ตักน้ำมันพริกใส่ลงไปช้อนโต๊ะใหญ่ พอคลุกเคล้าให้เข้ากัน กลิ่นหอมฉุยก็โชยเตะจมูก เสิ่นเมิ่งอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่

พวกลู่หมิงหยางที่เพิ่งเลิกเรียนสะพายกระเป๋ากลับมา พอเดินมาได้ระยะหนึ่ง ก็ได้กลิ่นหอมโชยมาจากที่บ้านแล้ว

“พี่ แม่ทำของอร่อยแน่เลย รีบวิ่งเร็ว”

“พี่รอง พี่ช้าๆ หน่อย รอฉันด้วย”

ลู่หมิงหยางมองดูน้องๆ ที่วิ่งนำหน้าไปก่อน บ่นพึมพำว่า “ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ” แต่ฝีเท้าของเขากลับเร่งความเร็วขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note