ตอนที่ 32 จู่ๆ สมองก็แล่นขึ้นมา
แปลโดย เนสยังเตียนหนานไม่ค่อยสงบสุขนัก ลู่เจิ้นผิงแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนเลย วันนี้เขาเพิ่งจะลงมาจากสนามฝึกซ้อม ก็เห็นพลทหารรับใช้ถือจดหมายวิ่งเข้ามาหา
“ผู้บังคับการลู่ จดหมายของคุณครับ”
ลู่เจิ้นผิงรับจดหมายมาถือไว้ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นี่เป็นจดหมายจากทางบ้านฉบับที่สามของเดือนนี้แล้ว ปกติไม่เคยส่งมาถี่ขนาดนี้หรอก จะมีก็แต่ตอนที่ทางบ้านมีเรื่องร้อนใจเท่านั้น พ่อกับแม่ถึงจะเขียนจดหมายมา ส่วนเมียของเขาน่ะเหรอ ครึ่งปีส่งมาสักฉบับก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติแล้ว
พอเปิดจดหมายอ่านดูคร่าวๆ ลู่เจิ้นผิงก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก เมียของเขาจู่ๆ ก็ฉลาดขึ้นมาตอนไหนกันเนี่ย ถึงได้รู้จักตอบโต้กลับบ้างแล้ว เขาอ่านแล้วก็แอบรู้สึกพอใจลึกๆ
บนกระดาษจดหมายที่เขียนมาจนเต็มแผ่น แทบจะมีแต่ข้อความที่แม่ของเขาฟ้องร้องว่าเสิ่นเมิ่งไม่กตัญญู หัวแข็ง อมเงินค่าเลี้ยงดูและคูปองอาหาร ที่บ้านมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก แถมยังย้ำอีกว่าคราวหน้าถ้าจะส่งของหรือส่งเงินมา ให้จ่าหน้าซองเป็นชื่อนางโดยตรงเลย
ส่วนท้ายของจดหมาย ลู่เจียเซวียนก็ยังเขียนย้ำอีกครั้งว่า ให้เขาช่วยฝากฝังกับคนในคณะกรรมการปฏิวัติที่บ้านเกิดให้หน่อย อยากให้เขาเข้าไปเป็นเจ้าหน้าที่ในนั้น
พอลู่เจิ้นผิงอ่านจบ ก็ยัดจดหมายกลับใส่ซองตามเดิม พอกลับไปที่ห้องทำงาน ก็เอาไปเก็บไว้รวมกับจดหมายฉบับก่อนๆ เขาคิดทบทวนอยู่หลายตลบ สุดท้ายก็ตัดสินใจหยิบปากกามาเขียนจดหมายหาลู่ฉางหง
เขารู้สึกประหลาดใจมากที่เสิ่นเมิ่งรู้จักวิธีตอบโต้ แต่ในใจลึกๆ ก็ยังอดเป็นห่วงเด็กๆ ไม่ได้ ตอนที่เขาออกจากบ้าน เขาเคยแอบบอกหล่อนเป็นนัยๆ แล้วว่าให้ช่วยดูแลเด็กๆ ให้ดีๆ แถมยังไปฝากฝังกับพ่อตาแม่ยายไว้ด้วย สองตายายเป็นคนมีเหตุผล รับปากว่าจะคอยแวะเวียนไปเยี่ยมหลานๆ เป็นประจำ ในหมู่บ้านก็มีลู่ฉางหง ข้างนอกก็มีพ่อตาแม่ยาย ในคอมมูนและในตัวอำเภอเขาก็ฝากฝังไว้หมดแล้ว
อะไรที่สามารถจัดการได้ เขาก็จัดการไปหมดแล้ว เมื่อก่อนเขาคิดว่าเตรียมการไว้รัดกุมดีแล้ว แต่ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองก็เป็นพ่อคนเหมือนกัน เขาก็เพิ่งรู้ว่า การเตรียมการทั้งหมดก็ไม่อาจทำให้ใจสงบลงได้เลย ความรู้สึกไม่สบายใจนี้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดต่อพวกหมิงหยางมากขึ้นไปอีก
แน่นอนว่ารวมถึงเสิ่นเมิ่งด้วย!
พอนึกถึงเสิ่นเมิ่ง ลู่เจิ้นผิงก็รู้สึกแปลกๆ ในใจ เขาค้นลิ้นชักไปมา แล้วก็เจอบุหรี่ที่ค่อนข้างชื้นซ่อนอยู่ในซอกลิ้นชักมวนหนึ่ง พอจุดสูบเข้าไปคำหนึ่ง ก็สำลักจนไอหน้าดำหน้าแดง
“ได้ยินเสียงแกไอแต่ไกลเลย ไปขุดมาจากไหนเนี่ย ราขึ้นแล้วมั้งยังจะสูบอีก?” หม่าเสียงมองเขาด้วยสายตาเหยียดๆ ยื่นมือโยนของบางอย่างมาให้ ลู่เจิ้นผิงรับไว้ พอมองดูก็ยิ้มออก บุหรี่นั่นเอง
“ฉันไม่ได้อยากสูบหรอกนะ แต่แกยัดเยียดให้เอง ฉันก็จะรับไว้ก็แล้วกัน” จากนั้นเขาก็เปิดซองหยิบบุหรี่ออกมามวนหนึ่ง แล้วเอาไปต่อไฟจากบุหรี่มวนที่ชื้นก่อนหน้านี้
“เป็นอะไรไปอีกล่ะ เมื่อกี้ยังเห็นทำหน้าอมทุกข์อยู่เลย เครียดเรื่องทหารใหม่ชุดนี้เหรอ?”
ลู่เจิ้นผิงส่ายหน้า เขาจะไปเครียดเรื่องทหารใหม่ทำไม คนที่ควรจะเครียดคือหัวหน้าหมู่กับผู้บังคับกองพันที่รับหน้าที่ฝึกทหารใหม่ต่างหาก ถ้าเรื่องแค่นี้รองผู้บังคับการกรมอย่างเขาต้องลงไปเครียดเอง แล้วลูกน้องจะจ้างมาทำไมล่ะ
“ไม่มีอะไรหรอก พลทหารรับใช้”
“ครับ!”
“เอาไปส่งซะ”
“ครับ”
ตอนที่เขายื่นจดหมายให้ หม่าเสียงก็แอบชำเลืองมองแวบหนึ่ง เป็นจดหมายที่ส่งกลับไปที่บ้านเกิด สงสัยคงจะคิดถึงบ้านจริงๆ นั่นแหละ ได้ยินว่าวันนี้ทางบ้านส่งจดหมายมาอีกแล้ว ปกติไม่เคยเป็นแบบนี้เลย หรือว่าที่บ้านจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?
เขาไม่กล้าเอ่ยปากถาม ลู่เจิ้นผิงเป็นคนที่เก็บงำเรื่องในครอบครัวเป็นความลับสุดยอด แทบจะไม่เคยปริปากพูดเลย ครั้งแรกที่เอ่ยปากขอร้องสหายทหารอย่างพวกเขา ก็เป็นเรื่องรับเลี้ยงพวกหมิงหยางนี่แหละ ในใจเขาแอบคิดว่า เดือนนี้คงต้องรัดเข็มขัดให้แน่นหน่อย เผื่อว่าลู่เจิ้นผิงมีปัญหาอะไร เขาจะได้พอเจียดเงินมาช่วยเหลือได้บ้าง จะได้ไม่มานั่งเสียใจทีหลังถ้าเกิดหาเงินมาช่วยไม่ได้
ลู่เจิ้นผิงหรี่ตาลง ถูนิ้วไปมา คาบบุหรี่สูบเข้าปอดลึกๆ ควันบุหรี่ช่วยขับเน้นให้ใบหน้าของเขาดูเยือกเย็นยิ่งขึ้น ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องแยกบ้านกับครอบครัวสกุลลู่เสียที
ความคิดของลู่เจิ้นผิง เสิ่นเมิ่งย่อมไม่รู้เรื่องเลย แต่ถ้าหล่อนรู้ว่าลู่เจิ้นผิงแอบฝากฝังคนรอบข้างให้คอยช่วยเหลือดูแลพวกหล่อนแม่ลูกมากมายขนาดนี้ เพื่อให้พวกหล่อนได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เพื่อให้เด็กๆ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นล่ะก็
หล่อนคงจะชี้หน้าด่าลู่เจิ้นผิงว่า ช่างไร้เดียงสา อ่อนต่อโลกเหลือเกิน
บารมีของพระเอกนางเอกน่ะ ไม่ใช่สิ่งที่ตัวประกอบอย่างนายจะไปต่อกรได้หรอกนะ มีแต่จะทำให้นายต้องตายเร็วขึ้นและอนาถยิ่งกว่าเดิมน่ะสิ!!!
เมื่อสองวันก่อนเสิ่นเมิ่งไปหาจางหงฟา เพื่อคุยเรื่องส่งเด็กๆ ไปโรงเรียน เขาเองก็อยากจะให้ลู่เจิ้นผิงช่วยเหลืออยู่แล้ว กำลังกลุ้มใจอยู่เลยว่าจะหาทางเข้าหายังไงดี โอกาสก็มาถึงที่เลย
ค่าเทอมเทอมละหนึ่งหยวนสามเหมา เรื่องที่เสิ่นเมิ่งพาลูกสามคนไปสมัครเรียนก็ลอยไปเข้าหูคนบ้านลู่เข้าจนได้ เรื่องนี้ทำเอาบ้านแตกอีกรอบ ลู่เจียเหอยังคงแค้นเคืองเรื่องที่หล่อนขอแบ่งเสบียงมาอยู่ จึงประกาศกร้าวว่า ถ้าอยากจะกินข้าวของบ้านลู่ ก็ต้องจ่ายค่ากับข้าวมา ไม่อย่างนั้นในเมื่อเสบียงก็แบ่งไปหมดแล้ว แบบนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับการแยกบ้านหรอก
ของที่พี่ชายส่งมาให้คราวนี้ เขาก็ได้ส่วนแบ่งมาแค่นิดเดียว แถมแม่ยังคอยใช้คนให้เอาข้าวไปส่งให้บ้านใหญ่อยู่บ่อยๆ เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
ด้วยเรื่องนี้เขาเลยมีปากเสียงกับหลิวซานจิน ระหว่างที่กำลังเถียงกัน หลิวซานจินก็เผลอหลุดปากเรื่องที่ลู่เจียเซวียนจะซ่อมบ้านออกมา คราวนี้ก็เหมือนไปแหย่รังแตนเข้าให้ ถึงเขาจะเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานและกินข้าว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะเป็นคนยอมเสียเปรียบง่ายๆ นะ ในเมื่อบ้านสี่จะซ่อมบ้าน เขาก็ต้องได้ซ่อมบ้างสิ
บ้านสกุลลู่มีเรื่องวุ่นวายทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวันราวกับกำลังเล่นงิ้ว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเสิ่นเมิ่งกับเด็กๆ กลับสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่สนิทกับหล่อนที่สุดก็คือลู่หมิงฟางและลู่หมิงข่าย ทั้งสองคนเอาแต่ตามติดหล่อนแจ ไม่ยอมห่างไปไหนเลย ทำเอาลู่หมิงหยางมองแล้วรู้สึกหมั่นไส้จนฟันแทบหัก
“แม่ ตอนเย็นเราจะกินอะไรกันเหรอ?”
“วันนี้ที่อาสะใภ้สามสอน เรียนรู้เรื่องหรือเปล่าล่ะ?”
ลู่หมิงเลี่ยงรีบวิ่งกลับไปหยิบสมุดของตัวเองมา แล้วชี้ไปที่ตัวอักษรคำว่า “เลี่ยง” ในสมุดให้เสิ่นเมิ่งดู ลายมือโย้เย้ไปมา ตัวอักษร “โข่ว” (ปาก) ก็ขาดขีดแนวนอนไปหนึ่งขีด
“แม่ ลองดูสิว่าผมเขียนสวยไหม พี่ใหญ่ยังเขียนไม่สวยเท่าผมเลย อาสะใภ้สามบอกว่า โตขึ้นผมต้องเรียนเก่งแน่ๆ มีแววจะได้เป็นจอหงวนเลยนะ”
เสิ่นเมิ่ง: “…”

0 Comments