You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

คำพูดของลู่หมิงเลี่ยงทำเอาหลิวซานจินหน้าเขียวปัด ไอ้เด็กเวรนี่ ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านสกุลลู่ นางก็ไม่เคยชอบขี้หน้าเลย ดวงตากลอกกลิ้งไปมา เจ้าเล่ห์เพทุบายนัก ปากก็ช่างฉอเลาะพูดจาเจื้อยแจ้วเก่งเหลือเกิน

“เฮ้อ หมิงเลี่ยงยังเด็ก ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ที่ย่าพูดมาเป็นเรื่องจริงทั้งนั้นแหละ บ้านไหนบ้างล่ะที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อของหลานทำงานได้ดีในกองทัพ ป่านนี้บ้านเราคงยากจนข้นแค้นจนไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อแล้วล่ะ”

“ตะ… แต่ว่า คุณอาสามกับคุณปู่ก็ออกไปรับจ้างทำงานอยู่ข้างนอกไม่ใช่เหรอครับ คุณอาสี่ก็เป็นคนคุมโกดัง คุณอาสองก็ยังไปทำงานหาแต้มแรงงานได้ คงไม่ถึงกับไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อหรอกมั้งครับ!”

หลิวซานจิน: “…”

ไอ้เด็กบ้า ทำเอาฉันโมโหจนปวดหัวไปหมดแล้ว!!!

“เสี่ยวเมิ่งมาแล้ว คุณป้าสาม รีบดูจดหมายเถอะจ้ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว ป่านนี้ที่บ้านฉันคงทำกับข้าวเสร็จแล้วล่ะ”

“ใช่แล้ว เจิ้นผิงเป็นทหาร เสี่ยวเมิ่งก็ต้องรู้จักมีความรับผิดชอบบ้างสิ โอ๊ย คุณอา คุณป้าสามอ่านหนังสือไม่ออก ให้ดูไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกจ้ะ”

“ฉันกลับก่อนล่ะ ที่บ้านยังต้องหาบน้ำอีก คุณป้าสามก็อย่าไปดุเสี่ยวเมิ่งนักเลย ในเมื่อป้าก็รักหล่อนเหมือนลูกสาวแท้ๆ หล่อนสุขภาพไม่ดี ป้าจะไม่สงสารหล่อนบ้างเลยเหรอ มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันเถอะนะจ๊ะ”

หลิวซานจินเห็นคนค่อยๆ ทยอยเดินจากไป ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดเหลือเกิน ปกติแล้วไม่ว่าเวลาไหน นางก็มักจะเป็นฝ่ายได้รับคำชมเชยและความเห็นอกเห็นใจเสมอ แต่วันนี้แค่เด็กสองคนนี้กับนังตัวดีเสิ่นเมิ่งพูดจาพล่อยๆ ไปไม่กี่ประโยค ก็กลายเป็นความผิดของนางไปเสียแล้ว ไอ้พวกบ้าเอ๊ย ชอบทำตัวเป็นพวกผสมโรงไปเรื่อย

“ฉันอ่านออก ฉันเคยไปเรียนหนังสือที่ชั้นเรียนแก้ปัญหาการไม่รู้หนังสือมา สะใภ้เจิ้นผิง เอาจดหมายมาให้ฉันสิ เดี๋ยวฉันจะอ่านให้แม่สามีของเธอฟังเอง”

“ได้เลยจ้ะ คุณอาไกว่”

ลุงไกว่รับจดหมายจากมือเสิ่นเมิ่ง กระแอมไอเบาๆ ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของหลิวซานจิน ก่อนจะค่อยๆ อ่านจดหมายออกเสียงให้ฟัง

“เสี่ยวเมิ่ง การได้เห็นจดหมายก็เหมือนการได้พบหน้า ระยะเวลาห่างจากการเขียนจดหมายครั้งก่อนก็สองเดือนแล้ว เงินเดือนของเดือนก่อนที่ฝากสหายทหารส่งไปให้ได้รับหรือยัง เด็กๆ สบายดีไหม ถ้ามีเวลาว่าง ช่วยพาเด็กๆ ไปถ่ายรูปที่ร้านถ่ายรูปในตัวอำเภอสักใบได้ไหม ฉันคิดถึงพวกเธอมาก พ่อตากับแม่ยายสุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง ขอส่งความปรารถนาดีมายังท่านทั้งสองด้วย”

พอลุงไกว่อ่านจดหมายจบ บรรยากาศรอบข้างก็เงียบกริบราวกับป่าช้า บนกระดาษจดหมายที่เขียนจนเต็มแผ่น มีเพียงประโยคสั้นๆ ไม่กี่คำที่กล่าวถึงหลิวซานจินและลู่ฉางจู้ เรื่องนี้ทำให้หลายคนรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยในใจ ลู่เจิ้นผิงแม้ภายนอกจะดูเย็นชา แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนมีน้ำใจ ทำไมถึงกล่าวถึงพ่อแม่ของตัวเองแค่นิดเดียวล่ะ

หลิวซานจินโกรธจนหน้ามืดตาลาย ไม่รอให้ลุงไกว่เอ่ยปากปลอบใจสักคำ ก็สะบัดหน้าเดินหนีไปทันที นางจ้ำอ้าวก้าวเท้ายาวๆ เดินเร็วปรี๊ด ยิ่งกว่าตอนที่เดินมาเสียอีก

น่าขายหน้า น่าขายหน้าจริงๆ ชื่อเสียงที่สั่งสมมาหลายปี ต้องมาพังทลายลงในพริบตา ในหมู่บ้านลู่แห่งนี้มีใครบ้างที่ไม่รู้ ไม่เคยได้ยิน ว่าลูกชายคนโตของหลิวซานจินไปเป็นทหารอยู่ในกองทัพ ทำผลงานได้ดีเยี่ยม ส่งเงินเดือนมาให้ทุกเดือน แถมยังไม่ได้แยกบ้าน ก็ยังให้เงินค่าเลี้ยงดูพ่อแม่แล้ว

หลายปีมานี้ ตาแก่ยายแก่รุ่นราวคราวเดียวกันต่างก็พากันอิจฉานาง แต่จดหมายฉบับนี้ในวันนี้ กลับเหมือนตบหน้าฉาดใหญ่ ทั้งดังและชัดเจน

พอหลิวซานจินกลับถึงบ้านก็ปีนขึ้นไปบนเตียงเตา ข้าวเย็นก็ไม่ยอมกิน นางกำผ้าห่มในมือแน่น พึมพำกับตัวเอง ต้องเป็นนังตัวดีเสิ่นเมิ่งแอบเขียนจดหมายไปฟ้องลูกชายของนาง คอยยุแยงตะแคงรั่วให้แม่ลูกต้องบาดหมางกันแน่ๆ ไม่อย่างนั้นลูกชายที่กตัญญูขนาดนั้น จะไม่สนใจใยดีนางกับตาแก่ได้ยังไงกัน!

พอคิดได้แบบนั้น นางก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที รีบกระโดดลงจากเตียงเตา ไปหาลู่เจียเซวียนให้เขียนจดหมาย ต้องเขียนจดหมายไปหาลูกชายคนโต เพื่อฟ้องร้องพฤติกรรมของเสิ่นเมิ่งให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

ชายแดนเตียนหนาน

ลู่เจิ้นผิงคาบบุหรี่ไว้ในปาก นั่งอยู่บนบาร์คู่ในสนามฝึกซ้อม เหม่อมองพระจันทร์บนท้องฟ้าอยู่นานสองนาน จู่ๆ ก็มีลมพัดแรงวูบหนึ่ง ลู่เจิ้นผิงคว้าบาร์คู่แล้วกระโดดตีลังกากลางอากาศ ใช้สองขาหนีบขาคนที่ลอบเข้ามาโจมตี สองมือจับบาร์คู่ไว้แน่น แล้วพลิกตัวเหวี่ยงคนลอบโจมตีลงไปกองกับพื้นอย่างแรง

“โอ๊ย ซี้ด ลู่ แกนี่ลงมือหนักจริงๆ เอวของฉันเกือบจะหักอยู่ที่นี่แล้วเนี่ย”

ลู่เจิ้นผิงขมวดคิ้ว ยื่นมือไปดึงหม่าเสียงที่นอนหอบหายใจแฮกๆ อยู่บนพื้นขึ้นมา

“ดึกดื่นป่านนี้ทำไมไม่ไปนอน มาเล่นบ้าอะไรเนี่ย?”

หม่าเสียงนวดเอวตัวเองพลางหัวเราะร่วน “ก็เห็นแกมานั่งอมทุกข์คิดถึงบ้านอยู่คนเดียวตรงนี้นี่นา น่าสงสารจะตายไป กลัวว่าแกจะร้องไห้ พี่น้องอย่างฉันก็เลยรีบมาปลอบใจแกยังไงล่ะ?”

“หึ!”

“จึ๊ๆ นี่ยังไม่ซาบซึ้งอีกเหรอ แกนี่นะ ทั้งๆ ที่คิดถึงเมีย คิดถึงลูกใจแทบขาด แต่ดันชอบเห็นแก่คนอื่นไปเสียทุกเรื่อง ตำแหน่งระดับแกเนี่ย พี่สะใภ้สามารถพาเด็กๆ มาอยู่ด้วยได้แล้ว แต่แกกลับสละสิทธิ์บ้านพักให้คนอื่นทุกครั้งเลย แล้วก็ปีที่แล้ว อุตส่าห์เก็บของเตรียมตัวกลับบ้านแล้วแท้ๆ แต่ดันรับปากจะอยู่เวรแทนเสี่ยวกู้ซะงั้น เฮ้อ ลูกชายคนเล็กของแกปีนี้ก็สามขวบแล้วมั้ง แกไม่คิดถึงเขาบ้างเลยเหรอ แต่แกก็สมควรโดนแล้วล่ะ ใครใช้ให้แกทำตัวเป็นพ่อพระขนาดนี้ล่ะ!”

ลู่เจิ้นผิงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง เอื้อมมือไปล้วงบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อ พอหยิบซองบุหรี่ออกมา เขาก็บีบมันอย่างแรง หม่าเสียงที่กำลังยืนเยาะเย้ยอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะ “หึๆ” ออกมา

“เป็นไงล่ะ บุหรี่หมดแล้วล่ะสิ ถ้าหมดทำไมไม่บอกแต่แรกล่ะ ฉันมีนะ นี่แกเอาเงินเดือนตัวเองไปแจกคนอื่นอีกแล้วใช่ไหม แกนี่นะ แกก็มีครอบครัวต้องเลี้ยงดูเหมือนกันนะ ตอนที่เมียแกแต่งเข้ามา หล่อนอายุเท่าไหร่กันเชียว ผู้หญิงคนเดียวแต่งงานปุ๊บก็ต้องมาเลี้ยงลูกตั้งสามคน แถมตัวเองยังตั้งท้องอีก ตอนนี้ต้องเลี้ยงถึงสี่คน ตอนที่พี่สะใภ้ท้อง แกก็ไม่อยู่ดูแล ลองคิดดูสิว่าชีวิตหล่อนจะลำบากขนาดไหน ซวยจริงๆ ที่ต้องมาแต่งงานกับคนไม่เอาไหนอย่างแก”

ลู่เจิ้นผิงฟังคำพูดของหม่าเสียงแล้ว ก็แปลกใจที่ตัวเองไม่ได้เถียงกลับ พอนึกย้อนไปถึงตอนที่เสิ่นเมิ่งแต่งงานกับเขา ดวงตาที่กลอกกลิ้งไปมาของหล่อน มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นหญิงสาวที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เขาอยู่ในกองทัพมาตั้งหลายปี ภารกิจที่อันตราย ศัตรูที่เจ้าเล่ห์ เขาผ่านมันมานับไม่ถ้วนแล้ว เล่ห์เหลี่ยมตื้นๆ แค่นั้นทำไมเขาจะมองไม่ออกล่ะ?

แต่เสิ่นเมิ่งเป็นคนหัวไว หน้าตาก็สะสวย พ่อแม่พี่น้องก็เป็นคนจิตใจดีมีเมตตากันทุกคน ตอนที่แต่งงานกัน เขาเคยเห็นพวกหมิงหยางพูดคุยกับพ่อตาแม่ยาย เขาก็มองออกว่าสองตายายเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ เขาคิดว่าเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวแบบนี้ คงไม่ได้มีนิสัยเลวร้ายอะไรหรอก

แต่งงานกันมาตั้งหลายปี เสิ่นเมิ่งคงต้องตกระกำลำบากมาไม่น้อย ทุกครั้งที่แม่ส่งจดหมายมาฟ้องเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับเมียและลูกของเขา เขาไม่เคยเชื่อเลยสักครั้ง

พ่อแม่ของตัวเองเป็นคนยังไง เขารู้ดีแก่ใจ จากจดหมายที่ลู่ฉางหงส่งมา เขาพอจะเดาออกว่า เมียของเขาภายนอกดูฉลาด แต่จริงๆ แล้วก็หัวอ่อน โดนแม่ของเขาหลอกปั่นหัวจนหลงเชื่อ ป่านนี้คงแยกแยะไม่ออกแล้วมั้งว่าใครดีใครชั่ว

“แกพูดถูก พี่สะใภ้ของแกคงเหนื่อยมากจริงๆ วันหยุดเยี่ยมญาติปีนี้ ฉันจะไม่สละให้ใครเด็ดขาด แต่แกก็อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ว่าเดือนนี้แกกับเหล่าเฉินแอบส่งของไปที่บ้านฉันอีกแล้ว คราวหน้าไม่ต้องส่งไปแล้วนะ พวกแกเองก็ไม่ได้มีเงินทองมากมายอะไร เมียกับลูกก็มาอยู่ด้วย เงินเดือนก็มีแค่นี้ เอาไว้ดูแลครอบครัวตัวเองเถอะ ไม่ต้องมาห่วงฉันหรอก”

หม่าเสียงเห็นเขาพูดแบบนั้น ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เก็บความขี้เล่นเอาไว้ แล้วจ้องมองลู่เจิ้นผิงด้วยสีหน้าจริงจัง “หัวหน้า มีบางเรื่องก็อย่าเก็บไปคิดมากเลย พวกเราทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ มันก็ต้องมีการเสียสละ ต้องมีเสียเลือดเสียเนื้อกันบ้าง มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก แกช่วยทุกคนไว้ไม่ได้หรอกนะหัวหน้า อย่าแบกภาระไว้บนบ่าหนักเกินไปเลย”

ลู่เจิ้นผิงหรี่ตามองเขาครู่หนึ่ง ยกมือขึ้นตบไหล่เขาสองที

“รู้แล้วน่า สหายหม่าเก่า ไป ไปวิ่งเป็นเพื่อนฉันหน่อย วิ่งตัวเปล่าสักหนึ่งกิโลเมตร มาดูกันว่าใครจะใช้เวลาน้อยที่สุด”

“ไปเลย!” หม่าเสียงไม่รอให้เขาให้สัญญาณ ก็สับเท้าวิ่งออกไปทันที

“ขี้โกงนี่หว่า ไอ้แก่เอ๊ย!” ลู่เจิ้นผิงรีบวิ่งตามไปติดๆ

ทั้งสองคนวิ่งไปได้ไม่ไกล ทหารเวรยามที่อยู่ไม่ไกลก็สาดไฟฉายมาหา ทั้งคู่ คนหนึ่งเป็นรองผู้บังคับการกรม อีกคนเป็นเสนาธิการทหาร ต่างพากันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note