ตอนที่ 16 แบ่งบ้านกันไปเลย
แปลโดย เนสยังหวังคุ่ยจือเห็นท่าทางของเสิ่นเมิ่ง ก็ปฏิเสธไม่ลง นางเก็บเงินและคูปองใส่กระเป๋าเสื้อ หัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “ได้ๆๆ แม่รู้ว่าแกกตัญญู เงินนี่แม่จะเก็บไว้นะ แม่ไม่ใช้หรอก จะเก็บไว้ให้แก ถ้าวันไหนแกไม่มีเงิน ก็กลับมาเอาที่แม่นะ ดูจากท่าทางแกแล้ว แม่ก็รู้ว่าร่างกายแกไม่เป็นอะไรแล้ว แม่กับพ่อกลับก่อนนะ มีอะไรก็กลับไปหาพ่อกับแม่ที่บ้านนะ!”
เสิ่นเมิ่งรู้สึกจุกในอก หันกลับมาพยักหน้าช้าๆ
“หนูรู้แล้วจ้ะแม่ เดี๋ยวพอหนูหายดี อีกสักพักจะกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่นะ แดดยังไม่ร้อน รีบเดินทางเถอะจ้ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหนู หนูสบายดี!”
หวังคุ่ยจือดึงมือเสิ่นเมิ่งมาตบเบาๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก ลูกโตแล้ว จะใช้ชีวิตยังไงก็คงมีความคิดของตัวเอง ขืนพูดมากไปเดี๋ยวจะรำคาญเอาได้ ตอนนี้นางกับตาเฒ่ายังแข็งแรงดี ถ้าเสิ่นเมิ่งมีอะไรไม่เข้าใจ พวกเขาก็ยังพอช่วยเหลือได้บ้าง
พอสองตายายกลับไปแล้ว เด็กทั้งสี่คนก็ฉวยโอกาสวิ่งออกไปทันที พวกเขาไม่อยากอยู่กับเสิ่นเมิ่ง โดยเฉพาะตอนที่เห็นว่าเธอดูแข็งแรงดี ไม่น่าจะตายง่ายๆ
พออยู่บ้านคนเดียว เสิ่นเมิ่งก็ถือโอกาสเดินสำรวจบ้านอิฐหลังใหญ่ซะเลย
บ้านอิฐสามห้องมีห้องโถงตรงกลาง ห้องทางทิศตะวันออกกว้างที่สุด เป็นห้องนอนของเสิ่นเมิ่งกับลู่เจิ้นผิง ห้องทางทิศตะวันตกมีสองห้อง ห้องหนึ่งสำหรับเด็กผู้ชาย อีกห้องสำหรับลู่หมิงฟาง นอกจากนี้ยังมีห้องครัวที่สร้างด้วยดินดิบ ห้องเก็บฟืนดินดิบ และมีห้องว่างอีกหนึ่งห้อง ลานบ้านค่อนข้างกว้างขวาง มีต้นอู๋ถงปลูกอยู่ตรงที่ว่าง เสิ่นเมิ่งคิดว่าจะล้อมรั้วรอบๆ ต้นอู๋ถง ปลูกผักผลไม้ หรือไม่ก็สร้างเล้าไก่ก็น่าจะดี
ตอนที่ลู่เจิ้นผิงจะสร้างบ้านหลังนี้ หลิวซานจินคัดค้านหัวชนฝา นางอยากจะสร้างบ้านดินดิบหลังใหม่ในลานบ้านเก่าให้ครอบครัวพี่ใหญ่อยู่ เงินที่เหลือจะได้เอาไปซ่อมแซมบ้านเก่า และที่เหลือจริงๆ ก็ให้นางเก็บไว้
แต่ลู่เจิ้นผิงไม่ยอม เขาเป็นทหารมาหลายปี แค่ทำหน้าขรึมก็ดูน่าเกรงขามแล้ว สุดท้ายลู่ฉางจู้ก็เป็นคนตัดสินใจให้สร้างบ้านได้ แต่ต้องไม่ไกลเกินไป และห้ามสร้างใหญ่โตนัก เดี๋ยวพี่น้องคนอื่นจะรู้สึกไม่ดี
เสิ่นเมิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรู้สึกไม่ดี ในเมื่อมีปัญญาก็สร้างเองสิ
เสบียงน่ะมีแล้ว แต่ผักสดนี่สิไม่มีเลย เมื่อวานเถียนกุ้ยฮวาเอาผักอบแห้งมาให้หน่อยนึง เธอเปิดดูแล้ว มีพวกผักจี้ช่าย ผักกูด แล้วก็ผักเบี้ยใหญ่ ตอนนี้เธอยังแกล้งทำเป็น ‘ป่วยหนัก’ อยู่ จะเดินตัวปลิวออกไปเก็บผักก็คงไม่ได้
ในมิติน่ะมีของพวกนี้อยู่ แต่เธอจะเอาออกมาโต้งๆ ไม่ได้นี่นา!
เสิ่นเมิ่งเริ่มกลุ้มใจ
ขณะที่กำลังคิดว่าจะเอาผักอบแห้งมาแช่น้ำทำบะหมี่กินตอนเที่ยง จู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เถียนกุ้ยฮวาถือตะกร้าเดินเข้ามา
“หมิงหยาง หมิงเลี่ยง อยู่บ้านไหม ป้ากุ้ยฮวามาหา เข้าไปได้ไหมจ๊ะ?”
“พี่กุ้ยฮวา เข้ามาเลยจ้ะ ประตูไม่ได้ล็อก หมิงหยางกับหมิงเลี่ยงไม่อยู่ ออกไปข้างนอกแล้ว” เสิ่นเมิ่งเกาะขอบประตู ทำเสียงอ่อนแรงตอบกลับไป
เถียนกุ้ยฮวาได้ยินเสียงเสิ่นเมิ่งก็รีบผลักประตูเข้ามา พอเห็นเสิ่นเมิ่งทำท่าอ่อนปวกเปียก ก็รีบวางตะกร้าลงกับพื้น
“ตายแล้ว! ทำไมถึงลุกขึ้นมาล่ะ เด็กๆ ไม่อยู่บ้านกันเลยเหรอ?”
“ฉันไม่เป็นไรจ้ะพี่ ฉันเดินเล่นรอบบ้านได้แล้ว หมอลู่จัดยามาให้ฉันกินตลอดแหละ แค่ปวดหัวนิดหน่อย พี่มาทำไมตอนนี้ล่ะจ๊ะ ไม่ได้ไปทำงานในนาเหรอ?”
เถียนกุ้ยฮวาประคองแขนเสิ่นเมิ่งพาเดินเข้าไปในห้องโถง พอนั่งลงแล้ว เถียนกุ้ยฮวาก็พูดขึ้นว่า “ก็แม่เธอสิ ก่อนกลับไม่ไว้ใจเธอ เลยมาฝากฉันให้ช่วยดูแล แถมยังให้เงินมาตั้งหนึ่งหยวนแน่ะ ดูสิ แม่เธอนี่รอบคอบจริงๆ เงินนี่ฉันวางไว้ตรงนี้นะ เมื่อวานฉันก็บอกแล้วไงว่าถือซะว่าเธอเป็นน้องสาวฉัน จะรับเงินเธอได้ยังไง บังเอิญวันนี้ฉันไม่ได้ไปทำงานที่นา มัวแต่จัดแปลงผักอยู่ คิดว่าเธอเพิ่งย้ายกลับมา คงไม่มีผักกินแน่ๆ ก็เลยเด็ดแตงกวากับถั่วฝักยาวใส่ตะกร้ามาให้ ผักในสวนมีเยอะแยะไป ถ้าไม่พอกินก็บอกให้หมิงหยางไปเก็บเอานะ”
เถียนกุ้ยฮวาเป็นคนตรงไปตรงมา ตอนแรกที่มาเยี่ยมก็เพราะน้องชายสามีบอกให้มาผูกมิตรไว้ จะได้เป็นผลดีกับลูกชายของเธอ แต่ตอนนี้เธอเริ่มอยากจะคบหากับเสิ่นเมิ่งอย่างจริงใจแล้ว
“ขอบคุณมากเลยจ้ะพี่กุ้ยฮวา เมื่อกี้ฉันเพิ่งเดินไปดูในครัว ไม่มีเศษผักเหลือสักนิดเดียวเลย ทำไมพี่เอามาให้เยอะแยะขนาดนี้ กินได้ตั้งหลายวันเลยนะ”
“โธ่ เรื่องแค่นี้เอง บ้านไหนก็ปลูกผักกันทั้งนั้น ไม่ใช่ของหายากอะไร กินๆ ไปเถอะ ดูท่าทางเธอวันนี้ดูสดใสขึ้นกว่าเมื่อวานเยอะเลยนะ”
เสิ่นเมิ่งยิ้ม “แน่นอนสิจ๊ะ ก็ต้องยกความดีความชอบให้หมอลู่เขาแหละ หมอที่เก่งที่สุดในคอมมูนของเรา ฝีมือการรักษาเยี่ยมจริงๆ”
เถียนกุ้ยฮวาก็ช่วยพูดชมลู่ฉางหงไปอีกสองสามประโยค ลู่ฉางหงที่กำลังรายงานผลการทำงานอยู่ที่คอมมูน จู่ๆ ก็จามติดกันสามครั้งติด ตอนที่เอามือถูจมูก เขารู้สึกเหมือนมีใครกำลังด่าเขาอยู่
เถียนกุ้ยฮวาอยู่คุยไม่นานก็ต้องรีบกลับไปทำงานที่นา ก่อนไปเธอหันมาบอกเสิ่นเมิ่งว่า “น้องสาว ถ้ามีงานอะไรที่บ้านทำไม่ไหวก็บอกพี่นะ เดี๋ยวพี่ช่วยทำเอง ช่วงนี้ต้องรักษาสุขภาพให้ดีๆ ถ้าคนบ้านสกุลลู่ไม่ยอมเรียกไปกินข้าว ก็ให้หมิงหยางทำอะไรกินง่ายๆ ไปก่อน ทนไม่ไหวจริงๆ เดี๋ยวพี่ให้เหวินซิ่วมาช่วยทำกับข้าวให้”
“ไม่เป็นไรจ้ะพี่กุ้ยฮวา เรื่องทำกับข้าวไม่ใช่ปัญหาหรอก คนบ้านสกุลลู่คงไม่ใจดำถึงขนาดไม่ยอมให้ข้าวกินหรอกมั้ง อีกอย่างเราก็ยังไม่ได้แยกบ้านกันด้วย ถ้าถึงขั้นไม่ยอมให้ข้าวกินจริงๆ ก็ถือโอกาสแยกบ้านกันไปเลยก็ดีนะ ต่อไปนี้ฉันกับเด็กๆ จะได้ปิดประตูใช้ชีวิตกันเอง สบายใจดี”
เถียนกุ้ยฮวาอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ คิดไปคิดมามันก็จริง ใครๆ ก็อยากจะปิดประตูใช้ชีวิตกับครอบครัวตัวเองทั้งนั้น ตอนสาวๆ เธอก็ฝันอยากจะทำแบบนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ลูกชายกำลังจะแต่งงานแล้ว เธอกลับอยากจะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตามากกว่า เถียนกุ้ยฮวาส่ายหัว เธอไม่ใช่แม่สามีที่ลำเอียงแบบหลิวซานจินเสียหน่อย
“งั้นก็ดีแล้ว เสี่ยวเมิ่ง พักผ่อนเถอะนะ พี่กลับก่อนล่ะ”
“จ้ะ!”
ผักที่เถียนกุ้ยฮวาเอามาให้มีเยอะมาก เธอเก็บไว้ในตู้กับข้าว ตู้กับข้าวสูงท่วมหัวตอนนี้โล่งโจ้ง มีแค่ชามกับตะเกียบไม่กี่ใบที่หวังคุ่ยจือหยิบมาจากครัวบ้านสกุลลู่เมื่อวาน ซึ่งหลิวซานจินก็ถลึงตาใส่ไปหลายวงเลยทีเดียว
เสิ่นเมิ่งหาหม้อดินสะอาดๆ ใบหนึ่ง ใส่บะหมี่เส้นทำมือลงไปสองกำ ส่วนเครื่องเคียงกับน้ำซุปก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว ใส่ชามใบใหญ่รอไว้ เดี๋ยวตอนเที่ยงค่อยทำกินเอง
เธอเดาไว้แล้วว่าคนบ้านสกุลลู่คงไม่ยอมเรียกเธอไปกินข้าวแน่ๆ

0 Comments