ตอนที่ 118 รู้เยอะเหมือนกันนะเนี่ย
แปลโดย เนสยังหลังจากที่เสิ่นเมิ่งลุกขึ้นมา พอเห็นว่าไม่มีใครอยู่บ้าน หล่อนก็ตรงเข้าไปในมิติ กินไข่ต้มน้ำเมาไปชามใหญ่ ถ้าต้องถูกทรมานแบบนี้บ่อยๆ ขืนไม่บำรุงเลือดบำรุงลมซะบ้าง คงจะไม่ไหวแน่ๆ
หล่อนคิดว่าช่วงสองสามวันนี้คงต้องห้ามลู่เจิ้นผิงไม่ให้มาแตะต้องตัวหล่อนแล้วล่ะ ขืนปล่อยไว้ เดินๆ อยู่ก็คงจะขาสั่นพั่บๆ แน่ๆ
สองพ่อลูกกลับมาถึงบ้าน ก็เห็นเสิ่นเมิ่งกำลังนั่งถักเสื้อไหมพรมอยู่ที่ประตูห้องโถง เวลานี้ดวงอาทิตย์กำลังทอแสงอ่อนๆ สาดส่องลงมากระทบตัวหล่อน ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นและสงบสุขอย่างบอกไม่ถูก
“ไปไหนกันมาเหรอ?”
ลู่เจิ้นผิงกำลังจะหาเรื่องเปลี่ยนเรื่องคุย เพื่อไม่ให้หล่อนนึกถึงเรื่องเมื่อเช้า แต่ใครจะรู้ว่าลู่หมิงข่ายที่อยู่ในอ้อมกอดของเขา จะส่ายตัวไปมาอย่างแรง ดิ้นหลุดจากอ้อมกอดของเขา แล้วก็วิ่งเข้าไปซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเสิ่นเมิ่งด้วยท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจ
“เด็กดีโดนคนอื่นตีมาฮะ เต๋อจื่อลูกของลุงไหลจื่อตีผมฮะ”
“อะไรนะ เขาตีหนูเหรอ ตีตรงไหน เจ็บไหมลูก?”
ลู่หมิงข่ายเอาหัวซุกลงไปในอ้อมกอดของเสิ่นเมิ่งให้ลึกเข้าไปอีก มือน้อยๆ ก็ชี้ไปที่หัวของตัวเอง
“หัวฮะ เจ็บมากๆ เลย อยากให้แม่เป่าเพี้ยงๆ ให้หน่อยฮะ~”
“เพี้ยงๆ~ เด็กดีของแม่น่ารักขนาดนี้ ทำไมถึงใจร้ายตีหัวลูกแม่ได้นะ รอเดี๋ยวนะลูก เดี๋ยวแม่จะไปจัดการสั่งสอนเขาให้เอง”
เสิ่นเมิ่งพูดจบก็หันไปมองลู่เจิ้นผิง เป็นเชิงถามว่าเขาจัดการเรื่องนี้ยังไง
ลู่เจิ้นผิงรู้สึกพูดไม่ออก เมื่อกี้ยังบอกให้ลูกเวลามีปัญหาอะไรให้บอกพ่อแม่ แต่มันไม่ใช่การเล่าแบบนี้นี่นา ลูกควรจะเล่าความจริงสิ ไม่ใช่มาแต่งเรื่องพูดจาเพ้อเจ้อแบบนี้ ตอนที่เขาไปถึงก็ทันเวลาพอดี อย่าว่าแต่โดนตีหัวเลย แม้แต่เส้นขนก็ยังไม่โดนสักเส้น ทำไมพอมาถึงบ้าน ถึงได้บอกว่าปวดหัว แล้วก็ขอให้แม่เป่าเพี้ยงๆ ให้ล่ะ
“ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก ก็แค่เต๋อจื่ออยากจะกินเนื้อ พอรู้ว่าบ้านเราทำกับข้าวมีเนื้อ ก็เลยมารังแกหมิงข่าย บังคับให้หมิงข่ายแอบขโมยเนื้อที่บ้านไปให้ ไม่อย่างนั้นก็จะไปรุมตีพวกหมิงหยาง ผมก็เลยพาหมิงข่ายไปที่บ้านของไหลจื่อมาแล้วล่ะ”
เสิ่นเมิ่งสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ถ้าหมิงข่ายแค่ทะเลาะเบาะแว้งกับเด็กคนอื่น หล่อนก็คงแค่สั่งสอนลูกตัวเองนิดหน่อย เพราะเด็กสมัยนี้ก็ไม่ได้ถูกเลี้ยงดูทะนุถนอมเหมือนเด็กในยุคหลังๆ ชีวิตมันลำบาก ทะเลาะเบาะแว้งกันนิดๆ หน่อยๆ หล่อนก็แค่ตักเตือนไปก็พอ
แต่พฤติกรรมของเต๋อจื่อมันเข้าข่ายการกลั่นแกล้งรังแกกันแล้วนะ ถ้าบ้านหล่อนไม่แสดงจุดยืนให้ชัดเจน วันข้างหน้าเด็กๆ ในบ้านก็คงต้องโดนรังแกอีกไม่รู้จบแน่ๆ!
“คุณไปมาแล้วเหรอ แล้วเป็นยังไงบ้าง พวกเขาว่ายังไงบ้าง?”
“จะว่ายังไงได้ล่ะ ก็บอกว่าเป็นแค่เรื่องเด็กๆ เล่นกัน ผู้ใหญ่ไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย ผมก็เลยไปถามไถ่เรื่องราวที่บ้านของเต๋อจื่อมาแค่นั้นแหละ”
“ถามเสร็จแล้วก็กลับมาเลยเหรอ? ไม่ได้สั่งสอนอะไรเลยเหรอ? ไม่ได้ตักเตือนอะไรเลยเหรอ?”
เสิ่นเมิ่งมองลู่เจิ้นผิงที่พยักหน้ารับอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“โอ๊ยยย ฉันล่ะปวดหัวจริงๆ เลย นี่มันจบง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ คุณเป็นพ่อประสาอะไรเนี่ย นี่มันลูกแท้ๆ ของคุณเลยนะ คุณทนดูเขาถูกรังแกได้ยังไง แล้วก็พวกหมิงหยางอีก ปกติก็เห็นคุณคอยพร่ำสอนให้ดูแลพวกน้องๆ ให้ดีๆ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้มาทำตัวเป็นคนขี้ขลาดแบบนี้ล่ะ คุณทำอะไรของคุณเนี่ย คุณเป็นทหารมาตั้งหลายปี สงสัยคงจะเพี้ยนไปแล้วล่ะมั้ง ลูกโดนคนอื่นเขารังแกขนาดนี้ คุณยังทำหน้าตาเฉยอยู่อีก ฉันล่ะ… ลู่เจิ้นผิง คุณทำให้ฉันโมโหจริงๆ นะเนี่ย!!!”
เสิ่นเมิ่งระเบิดอารมณ์ใส่เขาชุดใหญ่ พอมองดูลู่เจิ้นผิงที่ยืนเงียบไม่ยอมพูดอะไร หล่อนก็ขมวดคิ้วแน่น
“นี่คุณกำลังคิดแผนการชั่วร้ายอะไรอยู่หรือเปล่าเนี่ย?”
ลู่เจิ้นผิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำหน้าซื่อตาใสแล้วพูดว่า “ฉันจะไปคิดแผนการชั่วร้ายอะไรล่ะ เธออย่ามาใส่ร้ายฉันสิ ในเมื่อครอบครัวสกุลสวีก็บอกเองว่าเป็นแค่เรื่องของเด็กๆ ถ้างั้นก็ปล่อยให้เด็กๆ จัดการกันเองก็แล้วกัน พวกลู่หมิงหยาง ลู่หมิงเลี่ยง แล้วก็ลู่หมิงฟางก็โตกันหมดแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องฝึกฝนร่างกายกันบ้างแล้วล่ะ ช่วงหลายวันที่ฉันกลับมานี่ ก็ไม่ได้ให้พวกเขาลุกขึ้นมาออกกำลังกายแบบทหารเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะเริ่มฝึกพวกเขาเอง”
เสิ่นเมิ่งเริ่มจะเข้าใจความหมายของเขา หล่อนเอาไหมพรมและเข็มไม้วางลงในตะกร้า เอื้อมมือไปอุ้มลู่หมิงข่ายขึ้นมาไว้ในอก คิดไปคิดมาก็พูดขึ้นว่า “ก็ต้องฝึกนั่นแหละ เด็กพวกนี้ตอนนี้ก็เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงเวลาฉันจะให้คุณสอนพวกเขาทั้งมวยทหาร ศิลปะการต่อสู้ แล้วก็เทคนิคการต่อสู้แบบตะลุมบอนให้ครบเลยนะ เข้าใจไหม?”
ลู่เจิ้นผิง: “…”
รู้เยอะเหมือนกันนะเนี่ยเธอ!!!
โจวเจียวเจียววันนี้ไม่ได้ไปทำงาน และก็ไม่ได้ให้ลู่เจียเซวียนไปทำงานเหมือนกัน หล่อนเล่าเรื่องที่บังเอิญไปช่วยคนเมื่อวานให้เขาฟัง จุดประสงค์ก็เพื่อจะรอให้ครอบครัวสกุลหูมาหาที่บ้านในวันนี้นี่แหละ หูจิ้นปู้เป็นถึงผู้อำนวยการโรงงานทอผ้าของอำเภอ ในมือเขาก็ต้องมีเส้นสายและทรัพยากรมากมายอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าวันนี้พวกเขาสองคนจะไม่ได้ไปทำงาน หรือไปทำไร่ทำนา แต่ก็ยังคงยุ่งอยู่กับงานบ้าน พวกเขาจะทำตัวให้คนอื่นเห็นว่าพวกเขากำลังรอครอบครัวสกุลหูอยู่ไม่ได้เด็ดขาด
ตกเที่ยง ครอบครัวสกุลหูก็มาถึงบ้านตระกูลลู่จริงๆ แถมยังมากันตั้งหลายคนด้วย ตอนที่มาถึงก็เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี หมู่บ้านลู่มีรถเก๋งขับเข้ามาตั้งสองคัน ไม่ว่าจะเป็นคนแก่หรือเด็ก พอเห็นก็ต้องสงสัยและเดินตามมาดูกันเป็นแถว
พอรถเก๋งสองคันมาจอดที่หน้าประตูบ้านตระกูลลู่ ทุกคนก็ต่างพากันประหลาดใจและพูดคุยกันเจื้อยแจ้ว ตอนแรกทุกคนก็นึกว่าเป็นผู้บริหารระดับสูงจากอำเภอมาตรวจงานกับผู้ใหญ่บ้านและเลขาธิการพรรคเสียอีก!
“ครอบครัวลู่นี่มันโชคดีจริงๆ เลยนะ ถึงได้รู้จักกับผู้บริหารระดับสูงที่นั่งรถเก๋งแบบนี้”
“ใช่น่ะสิ พวกเธอมาดูนี่สิ รถเก๋งดูหรูหรามากเลยนะ สงสัยคงจะมาหาเจิ้นผิงแน่ๆ ในหมู่บ้านเราก็มีแค่เจิ้นผิงนี่แหละที่เก่งที่สุด”
“เสิ่นเมิ่งนี่ก็เหมือนกัน โชคดีอะไรขนาดนี้ ได้แต่งงานกับผู้ชายดีๆ อย่างเจิ้นผิงเนี่ย น่าอิจฉาจริงๆ เลย”
โจวเจียวเจียวและลู่เจียเซวียนพอได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากข้างนอก ในใจก็สั่นไหว ทั้งสองคนสบตากัน แล้วก็พูดขึ้นมาพร้อมกันว่า “มาแล้ว!”
ตอนที่หูจิ้นปู้และหลินหรงลงจากรถ คนขับรถที่ตามหลังมาก็หิ้วของขวัญมามากมาย พอมองดูแววตาอิจฉาของชาวบ้าน ความรู้สึกอยากโอ้อวดของหลินหรงก็ได้รับการเติมเต็มอย่างมาก แต่ยังไม่ทันที่หล่อนจะได้พูดอะไร คนในรถอีกคันก็ลงมาเสียก่อน
หูเปียวยืนนอบน้อมอยู่ข้างๆ หลี่ชวน พ่อของหลี่เชี่ยนเชี่ยนก้าวลงจากรถ เลขาของเขาก็เปิดกระโปรงรถ แล้วก็เอาของขวัญที่เตรียมมาทั้งหมดออกมา
พอมองดูท่าทางขี้ขลาดของลูกชายตัวเอง หล่อนก็รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่าครอบครัวสกุลหลี่จะมีฐานะดีกว่า แต่ตอนนี้หลี่เชี่ยนเชี่ยนก็เป็นสะใภ้ของครอบครัวสกุลหู แถมยังเพิ่งจะคลอดหลานชายให้ครอบครัวสกุลหูอีก ถ้าอยากจะให้หลี่เชี่ยนเชี่ยนใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวสกุลหูอย่างมีความสุข พวกเขาก็ควรจะมาประจบสอพลอลูกชายของหล่อนสิ ถึงจะถูก ตามธรรมเนียมแล้ว พ่อตาแม่ยายก็ต้องทำแบบนี้กับลูกเขยไม่ใช่เหรอ?
“คุณพ่อครับ ผมสืบมาเรียบร้อยแล้วครับ สหายเสิ่นอยู่บ้านหลังนี้ ส่วนบ้านหลังนู้นคือบ้านของสหายโจว คุณพ่อจะให้ทำยังไงดีครับ?”
หลี่ชวนและเฉียนอิงรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับลูกสาวของพวกเขาแล้ว ตอนที่ไปเยี่ยมหลาน ลูกสาวของเขาก็เอาแต่ร้องขอให้เขารีบมาหาสหายเสิ่นเพื่อขอบคุณหล่อนให้เร็วที่สุด ปกติเขาก็ยุ่งมากอยู่แล้ว แทบจะไม่ค่อยมีเวลาใส่ใจลูกสาวคนเดียวคนนี้เท่าไหร่ พอรู้ว่าหล่อนต้องมาทนรับเคราะห์หนักขนาดนี้ เขาก็ยอมทำตามที่หล่อนขอทุกอย่าง
“ลูกลืมไปแล้วเหรอว่าเชี่ยนเชี่ยนบอกไว้ว่ายังไงตอนอยู่โรงพยาบาล แน่นอนว่าเราต้องไปพบสหายเสิ่นก่อนสิ”
“เอ่อ คุณพ่อตาสหาย…”
หลินหรงยังพูดไม่ทันจบ หูจิ้นปู้ก็รีบดึงหล่อนไว้ทันที ปกติทำตัววางอำนาจอยู่ในบ้านก็พอแล้ว นี่ยังคิดว่าคนตระกูลหลี่เขาจะกลัวครอบครัวสกุลหูของหล่อนอีกเหรอ ต้องรู้ไว้ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าหล่อนคือหลี่ชวน ไม่ใช่หลี่เชี่ยนเชี่ยนนะ เขาสามารถจินตนาการออกเลยว่า ตอนที่ครอบครัวสกุลหลี่อยู่กันตามลำพังในห้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล คงจะพูดจาต่อว่าหล่อนไปไม่น้อยเลยล่ะ แล้วยายแก่คนนี้ก็ยังดูสถานการณ์ไม่ออกอีก
“ครับๆๆ แน่นอนว่าต้องทำตามที่เชี่ยนเชี่ยนบอกอยู่แล้วครับ ท่านเลขาหลี่ครับ สหายเสิ่นเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเชี่ยนเชี่ยนและเป่ากั๋วไว้ แน่นอนว่าเราต้องไปพบหล่อนก่อนเป็นอันดับแรกครับ เดี๋ยวค่อยไปพบสหายโจวก็ยังไม่สายครับ”
หลี่ชวนพยักหน้ารับ ยกมือขึ้นสั่งให้หูเปียวไปเคาะประตู ทางฝั่งพวกลู่หมิงหยางที่เพิ่งจะเลิกเรียนกลับมาถึงบ้าน พอเห็นคนแปลกหน้ายืนมุงกันอยู่เต็มหน้าบ้าน ก็พากันนึกว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นที่บ้าน รีบวิ่งหน้าตั้งกลับมาทันที

0 Comments