You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ช่างน่าตกตะลึงเสียจริง ข้อเรียกร้องระดับนี้ ต่อให้เป็นในยุค 70 ก็ยังถือว่าสุดยอดไปเลย พ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่อยากให้ลูกสาวแต่งงานแล้วต้องมารับภาระหนี้สิน นี่ก็พอเข้าใจได้ อยากจะเรียกสินสอดเยอะๆ เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกสาว อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติ

แล้วเรื่องซื้อรองเท้าให้หลานๆ ล่ะ เสี่ยวปินกำลังจะได้เป็นคุณน้าเขย การจะซื้อของรับขวัญหลานๆ มันก็ไม่แปลกหรอก แต่ไอ้เรื่องที่เรียกค่ารถจากญาติๆ ทุกคนที่มาร่วมงานเนี่ยสิ ถึงแม้หล่อนจะเข้าใจไม่ได้ แต่ในเมื่อเรียกร้องมา ถ้าเสี่ยวปินอยากจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้จริงๆ ก็ยอมจ่ายๆ ไปเถอะ ขอแค่แต่งงานไปแล้วใช้ชีวิตคู่ให้มีความสุข พ่อแม่ก็คงจะยอมตกลงอยู่ดีแหละ

แต่ไอ้การที่มาขอร้องให้พี่สาวพี่เขยช่วยฝากฝังงานให้คนในครอบครัวตัวเอง แถมยังให้ช่วยฝากเข้าเป็นทหารนี่สิ มันคืออะไรกันเนี่ย???

“ไม่ลองเจรจาต่อรองดูก่อนล่ะ ไม่ใช่ว่าเสี่ยวปินกับผู้หญิงคนนั้นถูกใจกันแล้วเหรอ พอกลับมาเจอกันอีกครั้งก็ตั้งใจจะหมั้นกันเลยนี่นา ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็น่าจะยังพอคุยกันได้สิ การจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน มันก็ไม่ควรจะต้องมาเป็นศัตรูกันไม่ใช่เหรอ”

“เจรจาน่ะมันก็เจรจาได้แหละ เรื่องซื้อรองเท้าให้หลานๆ ก็อาจจะขอยกเลิกได้ แต่เรื่องอื่นคงไม่ยอมหรอก โดยเฉพาะเรื่องฝากฝังงานให้พี่ชายหล่อน กับเรื่องฝากฝังให้น้องชายหล่อนเข้าเป็นทหาร”

ลู่เจิ้นผิงพูดถึงเรื่องนี้ทีไร ก็ต้องขมวดคิ้วแน่นทุกที พอนึกถึงสีหน้าท่าทางของครอบครัวฝ่ายหญิงในตอนนั้น เขาก็ยิ่งรู้สึกรำคาญใจ

“แล้วเสี่ยวปินล่ะ เขาว่ายังไงบ้าง?”

ไม่มีพ่อแม่คนไหนจะทนเห็นลูกตัวเองต้องมาเสียใจหรอก ดูอย่างลู่ซิงชางกับหวงเมาชุนแห่งบ้านลุงไกว่สิ นั่นก็คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เสิ่นเมิ่งก็เลยอยากจะให้เลิกรากันไปซะ ผู้หญิงดีๆ ในโลกนี้มีอีกตั้งเยอะแยะ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าเสี่ยวปินจะยอมหรือเปล่า ถ้าเขาดึงดันจะแต่งให้ได้ อย่างมากพอแต่งงานเสร็จ ก็ตัดขาดความสัมพันธ์กันไปเลยดีกว่า ไม่อย่างนั้นวันข้างหน้าก็คงจะมีแต่เรื่องวุ่นวายไม่จบไม่สิ้นแน่ๆ

“ผู้หญิงคนนั้นก็หน้าตาสะสวยดีนะ เสี่ยวปินก็คงจะชอบหล่อนอยู่หรอก แต่พอได้ยินข้อเรียกร้องพวกนั้น เขาก็เป็นฝ่ายปฏิเสธเองเลยล่ะ ตอนนั้นเขาเกือบจะหยิบไม้กวาดมาไล่ตีคนพวกนั้นออกจากบ้านด้วยซ้ำ แต่ผมห้ามไว้ ก็คนพวกนั้นมากันซะเยอะแยะขนาดนั้น ผมก็เลยให้พ่อกับแม่ทำกับข้าว เลี้ยงดูปูเสื่อพวกเขาให้เรียบร้อย แล้วค่อยให้กลับไป พอพวกเขาไปแล้ว ก็เลยไปบอกแม่สื่อว่า งานแต่งงานคงจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ข้อเรียกร้องช่วงแรกๆ ถ้าพ่อกับแม่ยอมบากหน้าไปกู้หนี้ยืมสินมา แล้วก็ทุ่มเงินจนหมดตัว ก็อาจจะพอหามาให้ได้ แต่ข้อเรียกร้องที่เหลือนี่สิ มันต้องตกมาเป็นภาระของพวกเราแน่ๆ ผมไม่มีปัญญาพอที่จะฝากฝังงานให้ใครได้หรอก แล้วก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะฝากฝังให้ใครเข้าเป็นทหารด้วย กองทัพเป็นสถานที่แบบไหน จะปล่อยให้คนแบบนี้เข้าไปสร้างความวุ่นวายได้ยังไง”

“ดีๆๆ คุณอย่าเพิ่งโมโหไปเลยนะ ในเมื่อเสี่ยวปินเองก็ไม่ยอม เรื่องนี้ก็ปล่อยให้มันจบๆ ไปเถอะ เดี๋ยววันหลังค่อยว่ากันใหม่ วันข้างหน้าถ้าเจอผู้หญิงดีๆ ก็ค่อยแนะนำให้เสี่ยวปินก็ได้ เขายังเด็กอยู่ ไม่ต้องรีบแต่งงานหรอก ผมคิดว่าจะหาเวลาว่างๆ ให้เขาไปเรียนวิชาชีพอะไรสักอย่าง แล้วก็มีเสี่ยวหลงด้วย เขาเองก็โตแล้ว น่าจะลองไปเรียนด้วยกันดูนะ”

ลู่เจิ้นผิงชะงักมือที่กำลังคีบข้าวเข้าปาก เรื่องเรียนวิชาชีพนี่มันก็เป็นเรื่องดีนี่นา

“เสี่ยวปินอายุขนาดนี้แล้ว การจะเรียนวิชาชีพก็คงต้องดูกันอีกที แต่เสี่ยวหลงนี่สิ ผมว่าน่าจะได้อยู่ ผมเห็นว่าให้เขาไปเรียนทำเฟอร์นิเจอร์กับเจียเซิ่งก็ดีนะ ช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนา เขาก็สามารถไปรับจ้างทำงานพิเศษที่เหมืองแร่ได้ คงหาเงินได้ไม่น้อยเลยล่ะ”

“ทำไมฉันถึงคิดไม่ถึงนะ ดีเลยๆๆ เอาตามนี้เลย เดี๋ยววันหลังฉันจะไปคุยกับพี่ใหญ่พี่สะใภ้ใหญ่ดู”

เนื้อพะโล้ที่ทั้งหอมทั้งหนึบหนับ ลู่เจิ้นผิงจัดการเนื้อในจานสองใบจนหมดเกลี้ยง กินหมั่นโถวไปอีกสี่ลูก แม้แต่ผักแนมเครื่องเคียงก็ไม่เหลือเลยสักนิด

พอดื่มเหล้าเข้าไปนิดหน่อย ตกกลางคืนเขาก็เลยไม่ยอมปล่อยเสิ่นเมิ่งไปง่ายๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้เสิ่นเมิ่งตื่นสายอีกตามเคย โชคดีที่เนื้อพะโล้ยังมีเหลืออยู่เยอะ เขาเอาไปอุ่นมาให้กิน ตอนเช้าก็เลยได้กินเนื้อกันถ้วนหน้า พวกลู่หมิงหยางกินอิ่มหนำสำราญก็ไปโรงเรียน ส่วนหมิงข่ายพอกินเสร็จ ก็กำเนื้อชิ้นสวยๆ ที่แย่งมาได้ไว้ในมือแน่น ไม่ยอมกินสักที

“นี่เก็บไว้ให้พ่อเหรอ?”

“ไม่ให้พ่อหรอก” ลู่หมิงข่ายไม่เพียงแต่ไม่ยอมให้ แต่ยังเอามือที่ถือเนื้อไพล่ไปข้างหลังอีกด้วย

ลู่เจิ้นผิงตอนแรกก็กะจะแหย่เขาเล่นๆ แต่พอเห็นท่าทางแบบนั้น ก็เลยย่อตัวลงมานั่งยองๆ ตรงหน้าเขา เนื้อนี่สงสัยคงจะเก็บไว้ให้เมียรักของเขาแน่ๆ

“ถ้างั้นก็เก็บไว้ให้แม่ล่ะสิ งั้นเอาให้พ่อเถอะ เดี๋ยวพ่อเอาไปให้แม่กิน ดีไหม?”

ลู่หมิงข่ายส่ายหน้า ไม่กล้าพูดอะไร เพราะกลัวว่าพ่อจะแย่งเนื้อเขาไป

เรื่องนี้มันแปลกๆ แฮะ ปกติไอ้หนูนี่ถึงจะอายุน้อย แต่ก็ฉลาดแกมโกงจะตายไป มีของดีๆ อะไรก็ต้องเก็บไว้ให้เสิ่นเมิ่งตลอด ทำตัวขี้งกไม่ยอมแบ่งให้ใครแบบนี้ นี่เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย!

ลู่เจิ้นผิงก็เลยตัดสินใจว่าจะปล่อยเขาไปก่อน เดินกลับเข้าไปในห้องโถง รินน้ำเปล่าแก้วหนึ่ง แล้วก็เดินเข้าไปในห้องฝั่งทิศตะวันออก

พอเห็นพ่อเดินเข้าห้องไป ลู่หมิงข่ายก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งเตาะแตะออกไปข้างนอก ลู่เจิ้นผิงที่รออยู่ที่ประตูห้องโถง พอเห็นเขาวิ่งออกไป ก็รีบเดินตามไปติดๆ เขาเคยเป็นถึงทหารลาดตระเวนเชียวนะ ไอ้หนูนี่คิดจะหลอกเขาเหรอ ไม่มีทางหรอก

ลู่หมิงข่ายวิ่งไปจนถึงหน้าบ้านร้างทางตอนใต้ของหมู่บ้าน หอบหายใจแฮกๆ แต่ในมือก็ยังคงกำเนื้อเอาไว้แน่น ผ่านไปสักพัก ก็มีเด็กวัยรุ่นหลายคนเดินเข้ามารุมล้อมเขา

“เอาของที่บอกให้เอามา มาหรือยัง แกอย่าทำตัวดื้อล่ะ ไม่อย่างนั้นพวกฉันจะไปรุมตีพี่ชายกับพี่สาวแกนะ ถ้าพวกเขาโดนตี แกก็อย่ามาโวยวายก็แล้วกัน”

ลู่หมิงข่ายกลัวจนตัวสั่น เขายื่นมือที่ถือเนื้อออกไป เด็กตัวเล็กแค่นี้อายุเพิ่งจะสามขวบกว่าๆ พูดก็ยังไม่ค่อยชัดเลยด้วยซ้ำ โดนหลอกง่ายจะตายไป เด็กที่เป็นหัวโจกคือเต๋อจื่อ ลูกชายคนโตของไหลจื่อ เขาก็ทำตามอย่างพ่อเขานั่นแหละ วันๆ เอาแต่ทำตัวขี้เกียจสันหลังยาว เด็กในหมู่บ้านก็แทบจะโดนเขารังแกกันมาหมดแล้ว

ที่ลู่หมิงข่ายกลัวเขา ก็เพราะตอนที่เจ้าของร่างเดิมยังอยู่ มักจะดุด่าทุบตีพวกลู่หมิงหยางอยู่เสมอ เต๋อจื่อก็รู้ว่าพวกเขาไม่ค่อยได้รับความรักความอบอุ่น เวลาอยู่ข้างนอกก็เลยมักจะมารังแกพวกลู่หมิงหยาง ลู่หมิงเลี่ยง และลู่หมิงฟาง ลู่หมิงข่ายก็เลยจำฝังใจมาตลอด

เขากลัวว่าพี่ๆ จะโดนตีเหมือนเมื่อก่อน ดังนั้นตอนที่เต๋อจื่อมาหาเขาเมื่อเช้า เขาทำได้แค่พยักหน้าอย่างว่าง่าย

“มีแค่นี้เองเหรอ แกมันโง่หรือเปล่า ทำไมไม่เอามาให้เยอะกว่านี้ล่ะ ฉันได้ยินมาว่าแม่แกทำของอร่อยๆ ตั้งเยอะแยะ แกเอามาให้ฉันแค่นี้ กะจะไล่ฉันไปหรือไง ถ้าฉันไม่สั่งสอนแกซะบ้าง แกคงไม่รู้ฤทธิ์ฉันสินะ”

เต๋อจื่อฉีกเนื้อออกเป็นชิ้นๆ ตัวเองเก็บชิ้นที่ใหญ่ที่สุดไว้ ส่วนที่เหลือก็แบ่งให้เด็กอีกสองคนที่ตามมาด้วย พอกินเนื้อเสร็จ เขาก็มองลู่หมิงข่ายด้วยสายตาดุดัน

ลู่หมิงข่ายถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว มองดูเต๋อจื่อที่กำลังถลกแขนเสื้อขึ้น เขาก็ยิ่งกลัวจนตัวสั่น น้ำตาไหลพราก ร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนสัตว์ตัวน้อยๆ

ลู่เจิ้นผิงปรากฏตัวขึ้นในจังหวะที่มือของเต๋อจื่อกำลังจะฟาดลงบนตัวลู่หมิงข่ายพอดี เขาคว้าแขนของเต๋อจื่อเอาไว้ เด็กอีกสองคนที่เห็นว่ามีผู้ใหญ่มา ก็ตกใจวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง

“อ๊า~ พ่อ ฮือๆๆ พ่อ เขาจะตีผม ฮือๆ เค้ากลัว!”

“ไอ้ลูกหมา ตอนนี้ถึงได้รู้ตัวว่ากลัวสินะ ทีเมื่อกี้ทำไมไม่ร้องล่ะ มาหาพ่อมาลูก”

ลู่หมิงข่ายร้อง “ฮือๆๆ” เดินเข้าไปกอดขาลู่เจิ้นผิงไว้แน่น น้ำมูกน้ำตาไหลเปรอะเปื้อนขากางเกงของลู่เจิ้นผิงไปหมด ถึงแม้ว่าจะเป็นลูกแท้ๆ แต่ในจังหวะนี้ ลู่เจิ้นผิงก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกรังเกียจ

“แกมันไอ้ขี้แพ้ แกกล้าฟ้องผู้ใหญ่เหรอ ฉันดูถูกแก ถุย ฉันไม่อยากกินเนื้อบ้านแกหรอก ไม่อร่อยเลยสักนิด”

เต๋อจื่อถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างแรง จ้องหน้าลู่เจิ้นผิงด้วยความไม่พอใจ

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note