ตอนที่ 109 พูดจาเหลวไหลอะไรกัน
แปลโดย เนสยังหลังจากเติมเครื่องปรุงลงไป รสชาติก็ดีขึ้นเป็นกอง เสิ่นเมิ่งยกชามเนื้อแพะชามใหญ่เดินกลับเข้าไปในครัว ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยกชามใบเล็กๆ เดินกลับมา หล่อนใช้ตะเกียบคีบเนื้อแพะแบ่งให้ทุกคนคนละชิ้นใหญ่ๆ
หล่อนกลัวว่าลุงพ่อครัวจะทำออกมาได้ไม่ดี ก็เลยแอบเอาเนื้อแพะจากในมิติออกมา เป็นเนื้อแพะต้มจิ้มน้ำจิ้ม แถมยังเติมน้ำมันแพะรสชาติเผ็ดๆ ที่หล่อนเพิ่งเคี่ยวเมื่อตอนเที่ยงลงไปด้วย รสชาติก็เลยอร่อยกลมกล่อมขึ้นมาอีกเป็นกองเลยล่ะ
“นี่คือน้ำมันพริกที่ทำจากน้ำมันแพะกับพริกป่นนะ ใครอยากกินก็เติมลงไปได้เลย ส่วนใครกินเผ็ดไม่ได้ก็อย่าใส่เลยนะ รู้ไหมจ๊ะ? อ้อ แล้วก็ยังมีน้ำส้มสายชูด้วยนะ ใครอยากใส่ก็ใส่ได้ตามใจชอบเลย แม่ต้มวุ้นเส้นไว้ให้ด้วยนะ ถ้าอยากกิน ก็ให้พ่อเขาตักให้ได้เลยจ้ะ”
หล่อนไม่อยากจะเดินไปเดินมาอีกแล้วล่ะ ขืนเดินไปเดินมาเดี๋ยวพวกเด็กๆ ก็จะเอาแต่จ้องมองมาที่ขาของหล่อนอีก มันทำให้แม่แก่ๆ อย่างหล่อนรู้สึกอับอายขายหน้าจริงๆ นะ
หล่อนก้มหน้าก้มตากินข้าวของตัวเองต่อไป ส่วนลู่หมิงข่ายน่ะเหรอ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของลู่เจิ้นผิงที่เป็นคนป้อนข้าวให้อยู่แล้วล่ะ เด็กน้อยตอนนี้กำลังติดพ่อแจเลยล่ะ ไม่ยอมห่างไปไหนเลยแม้แต่วินาทีเดียว
เสิ่นเมิ่งเติมน้ำมันพริกไปหนึ่งช้อนพูน กินจนเหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว แถมยังกินแผ่นแป้งทอดงาไปตั้งสองแผ่น กินไปกินมา ก็เริ่มรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ พอหล่อนเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นว่าทุกคนบนโต๊ะอาหารกำลังจ้องมองมาที่หล่อนเป็นตาเดียว
“มีอะไรกันเหรอจ๊ะ?”
“แม่ เมื่อคืนแม่ไปทำอะไรมาเหรอจ๊ะ วันนี้ทำไมถึงได้หิวโซขนาดนี้ล่ะ?”
“นั่นสิแม่ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่ผมเห็นแม่กินข้าวตะกละตะกลามขนาดนี้ เหมือนจะกลืนชามข้าวลงท้องไปด้วยเลย”
“ชามเดียวคงไม่พอให้แม่กินหรอกจ้ะ ในชามกระเบื้องนั่นยังมีซุปเนื้อแพะชามใหญ่อีกนะแม่ ส่วนที่เหลือหนูกับพี่ๆ ไม่กินแล้วล่ะจ้ะ ยกให้แม่กินให้หมดเลยนะจ๊ะ”
เสิ่นเมิ่ง: “…”
พูดจาซะเกินจริงไปได้ ปริมาณอาหารที่หล่อนกินปกติก็ประมาณนี้อยู่แล้วไม่ใช่หรือไงกัน?
ลู่เจิ้นผิงมองดูภรรยาที่กำลังทำหน้างุนงง ในใจก็แอบหัวเราะชอบใจ เมื่อคืนนี้หล่อนออกจะดุดันแท้ๆ แต่วันนี้กลับเอาแต่ขวยเขินอยู่ได้ เขาก้มหน้าหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “เมื่อคืนนี้แม่ของพวกหนูไปทำงานที่ที่ดินส่วนตัวมาน่ะจ้ะ เหนื่อยมากเลยล่ะ กินเยอะหน่อยก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย เอาล่ะ พวกหนูรีบๆ กินข้าวกันเถอะ กินเสร็จจะได้ไปเล่นกัน”
เสิ่นเมิ่ง: “…”
พูดจาไร้สาระเป็นตุเป็นตะเชียวนะ!!!
กินข้าวเสร็จ ลู่เจิ้นผิงก็ไล่ให้เด็กๆ ออกไปวิ่งเล่นข้างนอก แล้วก็กดเสิ่นเมิ่งให้นอนลงบนเตียง พลอดรักกันอยู่นานสองนานถึงยอมปล่อยหล่อนไป ในจังหวะที่เสิ่นเมิ่งยกขาข้างหนึ่งขึ้นทำท่าจะเกี่ยวเขากลับมา เขาก็ตีลงที่ก้นของเสิ่นเมิ่งเบาๆ
“เธอพักผ่อนอยู่ที่บ้านให้สบายนะ เดี๋ยวฉันจะไปช่วยเจียเซิ่งสร้างบ้าน เธอไม่ต้องเป็นห่วงนะ บ่ายนี้เด็กๆ ไม่กลับมากวนเธอหรอก เสี่ยวเมิ่ง เธอนอนหลับอยู่ที่บ้านให้สบายใจเถอะนะ รอฉันกลับมานะ!”
มุมปากของเขายกยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไป
เสิ่นเมิ่ง: “…”
ยั่วซะจนคนเขาทำตัวไม่ถูก แล้วก็มาปลีกตัวหนีไปซะดื้อๆ แถมเมื่อกี้ที่เขาพูดมันหมายความว่ายังไงกัน ที่บอกให้หล่อนนอนหลับอย่างสบายใจ แล้วก็รอเขากลับมาน่ะ มันหมายความว่ายังไงกันแน่ ทำไมถึงรู้สึกเหมือนคำพูดเขามันมีนัยยะแอบแฝงยังไงก็ไม่รู้แฮะ
มีผู้ใหญ่บ้านและเลขาธิการพรรคคอยหนุนหลังให้ แถมคนที่ได้กินซุปเนื้อแพะไปแล้วก็ไม่มีใครกล้าพูดจานินทาอะไรอีก เพราะตอนเย็นยังมีให้กินอีกมื้อนึงนี่นา ดังนั้นตอนที่ลู่เจิ้นผิงเดินออกจากบ้าน คนที่บังเอิญเจอเขา ก็แทบจะเข้ามาทักทายเขากันทุกคนเลยล่ะ
คนที่มาช่วยทำงานที่บ้านลู่เจียเซิ่งมีเยอะกว่าปกติอยู่หลายคน เขาจ่ายค่าแรงให้นะ แต่ก็เป็นการสร้างบ้านดินดิบ ต่อให้จะจ่ายค่าแรงก็คงจะให้ได้ไม่เยอะเท่าไหร่หรอก ตอนนี้ไม่ใช่ช่วงฤดูทำนา แค่มีรายได้เข้ามาก็ถือว่าดีถมไปแล้ว จะมีใครมานั่งรังเกียจเรื่องเงินมากเงินน้อยกันล่ะ
ผ่านไปไม่กี่วัน บ้านดินดิบของลู่เจียเซิ่งก็สร้างใกล้จะเสร็จแล้ว หลังจากหาคนมาตีคานเสร็จ ลู่เจิ้นผิงก็ไปขอร้องให้คนช่วยไปหาซื้อกระเบื้องดำมาให้รถหนึ่ง บ้านดินดิบที่เขาสร้าง แต่ละห้องก็ดูสว่างไสวโปร่งสบายไปหมด ตอนแรกในมือเขาก็มีเงินแค่ไม่กี่สิบหยวนเท่านั้นแหละ ตอนที่แยกบ้าน ลู่เจิ้นผิงก็เลยไปแวะไปหาลู่ฉางจู้มาครั้งหนึ่ง
ชายชราแบ่งเงินให้ลูกชายคนที่สามคนนี้เยอะเป็นพิเศษ ต่อหน้าคนอื่นก็ให้ไปร้อยยี่สิบหยวน แต่พอลับหลังก็แอบให้เพิ่มไปอีกสามร้อยหยวน ตอนที่ลู่เจียเซิ่งรับเงินมา เขาถึงกับซาบซึ้งใจจนแทบจะคุกเข่าโขกศีรษะให้ชายชรากับลู่เจิ้นผิงเลยทีเดียว จริงๆ แล้วในใจเขาก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าลูกชายบ้านลู่คนไหนที่เป็นคนดี คนไหนที่ไม่ได้เรื่อง
เป็นเพราะเรื่องของไป๋ซูหยุน เขาถึงได้รู้สึกผิดต่อหลิวซานจิน ปกติแล้วเรื่องที่นางคอยจุนเจือบ้านแม่ของตัวเอง เขาก็เลยทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง ปล่อยผ่านไป เงินเดือนที่ลู่เจิ้นผิงส่งมาให้ เขาไม่เคยแตะต้องเลยสักนิด แต่เงินที่ไป๋ซูหยุนส่งมาให้ กลับอยู่ในกำมือเขาทั้งหมด
ตอนแรกลู่ฉางจู้ก็ตั้งใจจะเก็บเงินพวกนี้ไว้ รอให้วันข้างหน้าตอนที่ลู่เจิ้นผิงได้เลื่อนขั้นสูงขึ้นไปอีก เขาก็จะเอาเงินพวกนี้ให้ลูกชายคนโตไปทั้งหมด ถึงยังไงก็เป็นลูกที่เกิดจากผู้หญิงที่ตัวเองรัก ต่อให้เขาจะเกลียดชังที่ผู้หญิงคนนั้นไม่ยอมอยู่ร่วมกับเขาก็ตาม แต่เขาก็ยังคงตั้งความหวังไว้กับลู่เจิ้นผิงอยู่ดี
หลังจากที่ลู่เจียเซิ่งขึ้นคานเสร็จ เขาก็ให้เซี่ยจิ้งห่าวเตรียมโต๊ะอาหารไว้โต๊ะหนึ่ง เชิญคนที่มาช่วยสร้างบ้าน แล้วก็คนในครอบครัวลู่ทุกคนมาร่วมกินข้าวด้วยกัน สรุปแล้วก็จัดเลี้ยงไปทั้งหมดสองโต๊ะ
บ้านพวกเขาจะจัดงานเลี้ยง เสิ่นเมิ่งก็เลยไปช่วยงานตั้งแต่เช้าตรู่ ความจริงก็แค่อยากจะไปดูว่าที่บ้านพวกเขายังขาดเหลืออะไรบ้าง หล่อนจะได้ช่วยเตรียมให้ถูก ลู่เจียเซิ่งกับเซี่ยจิ้งห่าวสองคนไม่มีฐานะอะไรมากมาย แถมยังมีลูกอีกสองคนต้องดูแล ช่วงเวลานี้แหละที่พวกเขาต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด
หลังจากทำกับข้าวเสร็จ เสิ่นเมิ่งก็แวะกลับบ้านไปรอบหนึ่ง ตอนที่งานเลี้ยงใกล้จะเริ่มถึงได้กลับมา หล่อนให้ลู่เจิ้นผิงอุ้มผ้านวมผืนหนาหนักแปดชั่งมาผืนหนึ่ง ส่วนหล่อนก็หิ้วกระติกน้ำร้อนมาสองใบ ทั้งสองคนเดินเข้ามาในบ้านของลู่เจียเซิ่งด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
โจวเจียวเจียว อู๋เซียงหลาน และคนอื่นๆ ที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารเตรียมตัวจะกินข้าว พอเห็นท่าทางของเสิ่นเมิ่ง เปลือกตาก็กระตุกยิกๆ ขึ้นมาทันที
“นี่มาทำอะไรกันเนี่ย พี่สะใภ้ใหญ่มาทำอะไรกัน ทำไมถึงหอบข้าวหอบของมาเยอะแยะขนาดนี้ล่ะ?”
เซี่ยจิ้งห่าวก็มองเสิ่นเมิ่งด้วยความตกตะลึง ตอนที่หล่อนกลับไปก็บอกแค่ว่าจะกลับไปหยิบของนิดหน่อย นี่มันนิดหน่อยตรงไหนกันล่ะเนี่ย หอบมาซะเยอะแยะเลย
“จิ้งห่าว เจียเซิ่ง พวกเธอใกล้จะย้ายเข้าบ้านใหม่แล้วนะ ผ้านวมผืนนี้แล้วก็กระติกน้ำร้อนอีกสองใบ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ตั้งใจเตรียมไว้ให้พวกเธอแต่เช้าเลยนะ น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ขอให้พวกเธอแยกบ้านแล้ว มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น มีความสุข แล้วก็เจริญรุ่งเรืองนะจ๊ะ”
เซี่ยจิ้งห่าวกับลู่เจียเซิ่งสองคนสบตากัน ต่างฝ่ายต่างก็มองเห็นความตกตะลึงในแววตาของกันและกัน
“นี่… จะทำแบบนี้ได้ยังไงกันจ๊ะพี่ใหญ่พี่สะใภ้ใหญ่ ของตั้งเยอะแยะขนาดนี้ ของขวัญมันมีค่าเกินไป พวกเราไม่กล้ารับหรอกจ้ะ”
“มีอะไรที่ไม่กล้ารับล่ะจ๊ะ วันข้างหน้าพวกเธอต้องเป็นเสาหลักของครอบครัวใช้ชีวิตกันเองแล้วนะ แถมยังต้องดูแลลูกอีกสองคน นี่แหละคือช่วงเวลาที่ได้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วล่ะ อีกอย่าง พ่อกับแม่ แล้วก็เจียวเจียวกับเซียงหลาน ก็ต้องเตรียมของขวัญมาให้พวกเธอเยอะกว่านี้แน่นอน เธอสิ พอทางนี้เพิ่งจะเริ่มงานเลี้ยง พวกเขาก็รีบมาร่วมงานเลย สงสัยคงจะลืมหยิบของขวัญติดมือมาแน่ๆ ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เดี๋ยวตอนเย็นพวกเขาก็ต้องเอามาให้แน่นอนจ้ะ”
หลิวซานจิน: “…”
โจวเจียวเจียว: “…”
อู๋เซียงหลาน: “…”
หล่อนพูดจาพล่อยๆ อะไรออกมาเนี่ย เรียกให้มาร่วมงาน ก็แค่มากินข้าวกันเฉยๆ ไม่ใช่เหรอไง ทำไมถึงได้ลามปามไปถึงเรื่องการให้ของขวัญได้ล่ะ ถึงแม้ว่าพี่น้องแยกบ้านสร้างบ้านใหม่จะต้องมีของขวัญขึ้นบ้านใหม่ก็เถอะ แต่ว่าพวกนางยังไม่ได้เตรียมอะไรมาเลยจริงๆ นะ!!!
หลิวซานจินปวดหัวตึบๆ หันไปมองลู่ฉางจู้แวบหนึ่ง ลูกชายทั้งสี่คนของบ้าน แยกออกไปอยู่ข้างนอกสองคนแล้ว ทางฝั่งเจียเซวียนก็ยังจะมาโวยวายขอแยกบ้านอีก วันข้างหน้าหล่อนกับตาเฒ่าก็คงจะเหลือแต่ลู่เจียเหอที่ไม่ได้เรื่องอยู่ข้างกาย แบบนี้มันจะต่างอะไรกับการอยู่ตัวคนเดียวล่ะ
พอนึกถึงชื่อเสียงดีๆ ที่หลิวซานจินอุตส่าห์สะสมมาตั้งนาน ต้องมาพังทลายลงจนหมดสิ้น หล่อนก็โกรธจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว!!!

0 Comments