ตอนที่ 106 ได้กินเนื้อแล้ว
แปลโดย เนสยังลู่เจิ้นผิงปิดประตูให้เรียบร้อย หิ้วเนื้อแพะเตรียมจะเดินไปที่บ้านเก่า โจวเจียวเจียวเพิ่งจะชะโงกหน้าเข้าไปมองในลานบ้าน ก็เห็นแค่รอยน้ำเปียกแฉะบนพื้น นอกนั้นก็มองไม่เห็นอะไรเลย พอเห็นว่าลู่เจิ้นผิงกำลังจะไป หล่อนก็รีบหันกลับมาขวางทางเอาไว้
“พี่ใหญ่ พี่แบ่งไปให้พ่อกับแม่เท่าไหร่ล่ะจ๊ะ แล้วเนื้อที่เหลือจะเอาไปให้หน่วยผลิตหมดเลยเหรอ จับแพะมาได้กี่ตัวล่ะจ๊ะเนี่ย?”
ลู่เจียเซวียนก็เดินตามมาด้วย เขาไม่ได้มีข้อโต้แย้งอะไรกับคำพูดของลู่เจิ้นผิง แต่พอเห็นโจวเจียวเจียวเป็นคนถาม เขาก็เลยเงียบปากเอาไว้
“มองไม่เห็นหรือไง ก็แค่นี้แหละ ส่วนที่เหลือถ้าไม่เอาไปให้หน่วยผลิต แล้วจะให้เก็บไว้กินเองหรือไง ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็รีบกลับบ้านไปซะไป!”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกจ้ะพี่ใหญ่ ฉันก็แค่คิดว่าแพะภูเขาตัวนึงมันก็ไม่ได้มีเนื้อเยอะแยะอะไร เอาไปให้หน่วยผลิตก็แบ่งกันยาก สู้เก็บไว้กินเองดีกว่า บ้านเราสองครอบครัวก็แบ่งกันกิน ส่วนที่เหลือก็เอาไปขายได้อีก คนในหมู่บ้านตั้งเยอะแยะ ต่อให้แบ่งให้ ก็คงจะได้กินเนื้อกันบ้านละนิดละหน่อย สู้ไม่ให้ดีกว่านะจ๊ะ สมัยนี้ใครล่าสัตว์ป่าอะไรบนเขามาได้ ก็เอาเก็บไว้เป็นของตัวเองทั้งนั้นแหละ เรื่องนี้ใครๆ เขาก็รู้กันอยู่แก่ใจ ทำไมพี่ใหญ่ถึงได้หัวแข็งยอมรับแต่กฎเกณฑ์แบบนี้ล่ะจ๊ะ!”
ตามความเห็นของโจวเจียวเจียว ก็ควรจะเอาเนื้อมาแบ่งกันกินสองบ้าน ทางที่ดีให้บ้านลู่ได้ส่วนแบ่งเยอะหน่อยก็ดี เพราะคนเยอะกว่า บ้านพี่ใหญ่มีกันแค่กี่คนเอง อากาศแบบนี้ เนื้อแพะเก็บไว้ได้ไม่นานก็เน่าเสียแล้ว ถึงเวลานั้นก็ต้องทิ้งเปล่าๆ เสียดายของแย่!
จริงๆ แล้วนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก เพราะคนในหมู่บ้านลู่ก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้น ถือว่าเป็นกฎที่รู้กันโดยไม่ต้องบอกกล่าว ที่บ้านมีเสบียงไม่ค่อยพอ ทุกคนก็ต่างคิดอยากจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ป่า หรือไม่ก็ไปหาผักป่ามาประทังความหิว ยิ่งถ้าล่าสัตว์ป่ามาได้ ก็ยิ่งอยากจะซุกซ่อนไว้ให้มิดชิด จะมีใครที่ไหนเหมือนลู่เจิ้นผิง ที่กระตือรือร้นจะเอาไปแจกจ่ายให้คนอื่นแบบนี้บ้างล่ะ
อยากจะทำตัวเป็นคนดี ก็ต้องเริ่มจากทำดีกับคนในครอบครัวตัวเองก่อนไม่ใช่หรือไง?
ลู่เจิ้นผิงหันกลับมากวาดสายตาเย็นชามองสำรวจโจวเจียวเจียวตั้งแต่หัวจรดเท้า สิ่งที่หล่อนพูดมันก็ไม่ผิดหรอก คนในหมู่บ้านแทบทุกคนก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น แต่นี่มันสังคมชนบทนะ บ้านเธอมีเรื่องเดือดร้อน บ้านฉันก็พร้อมจะช่วยเหลือ
เป็นเพื่อนบ้านกันมาตั้งหลายปี แทบจะนับไม่ถ้วนเลยว่าครอบครัวของตัวเองเคยได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นมามากน้อยแค่ไหน และคนอื่นก็เคยเสียสละช่วยเหลือมามากเท่าไหร่แล้ว
“ที่เธอพูดมันก็มีเหตุผลนะ แพะภูเขาตัวนึงมันก็ไม่ได้มีเนื้อเยอะแยะอะไร แบ่งกันกินคนนึงก็คงได้ไม่เท่าไหร่ สู้ไม่แบ่งเลยดีกว่า ฉันเข้าใจความหมายของเธอแล้ว ถ้างั้นพวกเธอตามสบายนะ ฉันจะกลับบ้านแล้วล่ะ เนื้อนี่เดี๋ยวค่อยให้เสี่ยวเมิ่งทำสุกแล้วเอาไปส่งให้พวกเธอกินก็แล้วกัน”
ลู่เจิ้นผิงพูดจบ ก็หิ้วเนื้อหันหลังเดินกลับเข้าบ้านไปดื้อๆ แล้วก็ปิดประตูดัง “ปัง”
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ทำแบบนี้หมายความว่ายังไง เจียวเจียวพูดผิดตรงไหน ใครๆ เขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้นแหละ ที่บ้านจะไม่มีข้าวกินอยู่แล้วนะ พี่จะมาอารมณ์เสียอะไรอีกล่ะ”
ลู่เจียเซวียนโกรธจัด ทุบประตูบ้านดังปังๆ โจวเจียวเจียวที่ยืนอยู่ข้างหลังหน้าซีดเผือด ไม่เข้าใจว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป ถึงได้ทำให้พี่ใหญ่คนนี้ใจแคบถึงขนาดหิ้วเนื้อกลับเข้าบ้านไปดื้อๆ
จะให้เสิ่นเมิ่งทำเสร็จแล้วเอาไปส่งให้เนี่ยนะ เสิ่นเมิ่งจะใจดีขนาดนั้นเชียวเหรอ จะยอมให้พวกเขากินของอร่อยๆ แบบสบายๆ ต่อให้หล่อนจะใจดีจริงๆ แล้วมันจะได้เนื้อสักกี่ชิ้นกันเชียว แล้วก็ไขมันแพะนั่นอีก ของดีๆ แบบนั้น เอาไปเจียวเอาน้ำมัน ไม่ว่าจะเอาไปผัดกับข้าวหรือต้มซุป มันก็อร่อยกลมกล่อม ราวกับได้กินเนื้อทุกวันเลยเชียวนะ แต่มันหายไปแล้ว หายวับไปกับตาเลย…
โจวเจียวเจียวเชิดคางขึ้น รีบก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปหาลู่เจียเซวียน เอื้อมมือไปดึงแขนเขาไว้
“เจียเซวียน เราไปกันเถอะ ฉันไม่คิดเลยนะว่าพี่ใหญ่จะใจแคบขนาดนี้ เมื่อก่อนตอนคุณอยู่บ้าน ไม่รู้ว่าต้องทนน้อยเนื้อต่ำใจมากแค่ไหน เขาเป็นพี่ใหญ่ แต่กลับเอาแต่สนใจลูกเมียตัวเอง ไม่เห็นแก่ความผูกพันฉันพี่น้องเลยสักนิด ในเมื่อเขาไม่สนใจ งั้นพวกเราก็ไม่ต้องไปคอยเอาใจเขาหรอกนะ ก็แค่เนื้อแพะนิดหน่อยเอง เราไม่กินก็ได้ รอให้คุณได้บรรจุเป็นพนักงานประจำเมื่อไหร่ เราก็แยกบ้านกันไปเลย จะได้ใช้ชีวิตครอบครัวของเราอย่างมีความสุข”
“หึ เจียวเจียวพูดถูกแล้วล่ะ พี่ใหญ่ตอนนี้ยิ่งทำตัวให้น่าผิดหวังมากขึ้นทุกที เรากลับกันเถอะ เมียจ๋า คุณวางใจได้เลยนะ ผมจะตั้งใจทำงานหาความก้าวหน้า จะทำให้คุณและลูกของเรามีชีวิตที่สุขสบายให้ได้”
หลังจากทั้งสองคนพูดจบ ต่างก็ส่งสายตาเคียดแค้นไปที่ประตูบ้านที่ปิดสนิทของลู่เจิ้นผิง ก่อนจะหันหลังเดินกลับบ้านตัวเองไป
เสิ่นเมิ่งมองลู่เจิ้นผิงหิ้วเนื้อและไขมันแพะเดินออกไป แล้วก็หิ้วกลับมาอีก หล่อนมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ
“มีเนื้อไม่เยอะหรอก สู้ไม่แบ่งเลยดีกว่า เดี๋ยวค่อยทำเยอะหน่อย แล้วตักไปให้สักชามก็พอแล้วล่ะ พวกนี้ก็เก็บไว้กินเองเถอะ เธอพักผ่อนไปก่อนนะ ฉันจะเอาแพะที่ยังไม่ได้ถลกหนังนี่ไปให้บ้านผู้ใหญ่บ้านล่ะ”
“ตกลง”
เสิ่นเมิ่งจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง คิดในใจว่าเขาร้อยทั้งร้อยคงจะไปบังเอิญเจอใครเข้าแน่ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่หิ้วเนื้อกลับมาดื้อๆ แบบนี้หรอก แต่เอากลับมาก็ดีเหมือนกันนะ ทางฝั่งบ้านลู่ คนที่หล่อนอยากจะให้กินเนื้อแพะด้วยก็มีแค่เซี่ยจิ้งห่าวกับลูกเท่านั้นแหละ ส่วนคนอื่นๆ หล่อนไม่อยากจะให้พวกเขากินเลยสักนิด
ลู่เจิ้นผิงถือมีดทำครัวมาหั่นแบ่งเนื้อแพะให้เรียบร้อย เขาเก็บไว้กินเองครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง เขาเฉือนขาหน้าออกไปข้างหนึ่ง แล้วก็เอาส่วนที่เหลือใส่กระสอบมัดไว้ ตั้งใจว่าเดี๋ยวจะปั่นจักรยานเอาไปให้บ้านแม่ยายซะเลย
หลังจากจัดการเสร็จสรรพ ลู่เจิ้นผิงก็หิ้วขาหน้าข้างหนึ่งกับแพะที่ยังสมบูรณ์อีกตัวหนึ่งเดินออกไป ขาหน้านั้นเขาเอาไปให้ลู่ฉางหง ส่วนแพะอีกตัวก็เอาไปให้ที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน เนื้อแพะมันมีไม่มาก เขาเสนอว่าพรุ่งนี้ก็ให้ลุงพ่อครัวในหมู่บ้านทำเป็นซุปเนื้อแพะก็แล้วกัน แบบนี้ทุกคนก็จะได้กินซุปเนื้อร้อนๆ ชามใหญ่กันถ้วนหน้า
ลู่ปังเต๋อดีใจจนแทบจะลืมชื่อแซ่ตัวเองไปเลย เมื่อตอนกลางวันยังเพิ่งจะคุยกับเลขาธิการพรรคจางหงฟาอยู่เลยว่า เมื่อไหร่จะมีโอกาสได้เชิญลู่เจิ้นผิงมาดื่มเหล้าด้วยกันสักหน่อย จะได้ลองตะล่อมถามดูว่าพอจะมีเส้นสายส่งคนในครอบครัวเข้าไปในกองทัพได้บ้างไหม ไม่คิดเลยว่าตกดึกอีกฝ่ายจะมาหาถึงบ้าน แถมยังเอาแพะภูเขาตัวเบ้อเริ่มมาให้อีก ทำให้คนในหมู่บ้านได้กินเนื้อซดน้ำซุปกันถ้วนหน้า ช่างเป็นคนดีจริงๆ!
หลังจากที่ลู่เจิ้นผิงทำงานเสร็จและอาบน้ำล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย พอกลับเข้าห้องก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่าแล้ว เขานึกว่าเสิ่นเมิ่งคงจะพาเด็กๆ เข้านอนไปแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าพอเขาเพิ่งจะผลักประตูเข้าไป ก็ถูกใครบางคนดึงตัวเข้าไปข้างใน แถมคนคนนั้นยังเป่าตะเกียงน้ำมันก๊าดจนดับไปอีกต่างหาก
ภายในห้องมืดสนิทลงในพริบตา อาศัยเพียงแสงจันทร์สลัวๆ เขาก็มองเห็นผู้หญิงตรงหน้าที่ผลักเขาติดประตูแล้วก็กดเขาเอาไว้ หล่อนสวมเสื้อผ้าบางเบา เส้นผมยาวสลวยดุจน้ำตก ปล่อยสยายมาโดนปลายนิ้วของเขา กลิ่นหอมกรุ่นโชยมาแตะจมูกเป็นระยะๆ ทำเอาลู่เจิ้นผิงรู้สึกใจสั่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ทำอะไรน่ะ?”
“แกล้งทำเป็นไม่รู้ไปได้ ฉันไม่เชื่อหรอกนะว่าคุณจะไม่รู้ว่าฉันอยากจะทำอะไร นี่ไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการหรอกเหรอ?”
เสิ่นเมิ่งขยับตัวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด เอียงคอเป่าลมใส่หูเขาเบาๆ ชายหนุ่มถูกหล่อนยั่วจวนจนตัวเกร็ง หันหน้าหลบไปนิดหนึ่ง หล่อนส่งเสียงหัวเราะอย่างผู้ชนะออกมาเบาๆ มือที่กดทับมือชายหนุ่มไว้ก็ค่อยๆ เลื่อนต่ำลงไปเรื่อยๆ เลื่อนลงไปจนในที่สุดก็ไปหยุดอยู่ที่กล้ามท้องที่หล่อนอยากจะสัมผัสมาตั้งนานแล้ว
ลู่เจิ้นผิงไม่ได้ขัดขืนเลยแม้แต่น้อย ยืนนิ่งๆ ยอมให้หล่อนทำตามใจชอบ แต่พอเสิ่นเมิ่งเอาแต่ลูบไล้ไปมาอยู่แค่ตรงนั้นที่เดียว ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว พลิกตัวกลับมาเป็นฝ่ายกดหล่อนติดประตูบ้าง คราวนี้เขาเป็นฝ่ายคุมเกมแล้ว
“สัมผัสเป็นยังไงบ้างล่ะ?”
เสิ่นเมิ่งยกแขนขึ้นโอบรอบคอเขา กลืนน้ำลายลงคอแล้วตอบว่า “ดีมากเลยล่ะ”
“คนก็ยิ่งดีกว่านะ อยากจะลองดูไหมล่ะ?”
เสิ่นเมิ่งประหม่าจนนิ้วมือเริ่มหงิกงอ หล่อนก็อยากจะลิ้มลองเนื้อชิ้นนี้อยู่หรอก แต่ไม่คิดเลยว่าพอผู้ชายคนนี้โดนยั่วจวนแล้ว จะดูดุดันน่ากลัวขนาดนี้ หล่อนเผลอหดตัวถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ
“ฉัน อื้อ…”
หล่อนเพิ่งจะหลุดคำพูดออกมาได้แค่คำเดียว ก็ถูกลู่เจิ้นผิงกัดริมฝีปากเข้าให้อย่างแรง

0 Comments