ตอนที่ 101 ถ้าชอบก็มีอีกสักคนสิ
แปลโดย เนสยังพูดปุ๊บก็ลงมือปั๊บ หล่อนเริ่มจากการเอาวุ้นเส้นและใบงาไปแช่น้ำไว้ก่อน จากนั้นก็ใช้ชามกระเบื้องตักแป้งสาลีมาหนึ่งช้อนและแป้งข้าวโพดอีกหนึ่งช้อน เติมน้ำลงไปแล้วก็เริ่มนวดแป้ง
พอล้างถั่วฝักยาวแก่จนสะอาดแล้ว ก็เอามาหั่นเป็นชิ้นๆ ใส่ลงในกะละมัง เติมแป้งสาลีกับน้ำมันพืชลงไปนิดหน่อยแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน
หล่อนเทน้ำร้อนที่หมิงข่ายต้มไว้ใส่ลงในกระติกน้ำร้อน จากนั้นก็ผัดไข่ไก่เตรียมไว้ในชามก่อน พอเห็นว่าไข่เยอะดี ก็เลยใช้ตะเกียบคีบไข่ชิ้นหนึ่งป้อนให้ลู่หมิงข่าย เด็กน้อยกินไข่ไปก็ยิ้มจนตาหยี
จากนั้นหล่อนก็ตั้งกระทะใส่น้ำมันหมูลงไป พอเอาถั่วฝักยาวที่คลุกเคล้าไว้เทลงกระทะ ไม่นานก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว พอน้ำมันกับแป้งผสมเข้ากันจนกลายเป็นสีเหลืองทอง หล่อนก็ตักน้ำใส่ลงไปสองกระบวย แล้วก็ปิดฝากระทะ
“แม่ ซุปถั่วฝักยาวนี่หอมจังเลยฮะ!”
“ใช่ไหมล่ะลูก แม่นวดแป้งไว้ด้วยนะ เดี๋ยวจะห่อเกี๊ยวลูกโตๆ นึ่งให้กิน เที่ยงนี้กินเยอะๆ เลยนะ!”
“ฮะ!”
ลู่หมิงข่ายเฝ้ามองดูกระทะที่ส่งกลิ่นหอมฉุยด้วยความตื่นเต้น พลางคอยสังเกตไฟในเตาไปด้วย ท่าทางจริงจังสุดๆ
เสิ่นเมิ่งค้นหามะเขือเทศในตะกร้าผักมาสองลูก ล้างให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ ใส่ลงในกระทะ โรยวุ้นเส้นกับใบผักใบเขียวลงไปอีกกำหนึ่ง ปิดฝาอบไว้ประมาณห้านาที ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
ทางฝั่งนี้หล่อนก็เริ่มหั่นวุ้นเส้นกับใบงา คลุกเคล้าไส้ให้เข้ากัน แล้วก็รีดแป้งห่อเกี๊ยว
เติมน้ำลงในกระทะใบเล็ก วางชั้นนึ่งลงไป แล้วก็เริ่มนึ่งเกี๊ยว
พอทำกับข้าวเสร็จ หล่อนก็ไปเอาหัวไชเท้ามาหั่นเป็นเส้นๆ แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน อาหารกลางวันแบบง่ายๆ ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว
ลู่เจิ้นผิงกลับมาบ้านพร้อมกับเด็กทั้งสามคน พวกเขาได้กลิ่นหอมมาแต่ไกล เด็กๆ อย่างต้าชิ่งก็หิวจนน้ำลายสอ หมิงเลี่ยงแอบดึงเสื้อต้าชิ่งแล้วกระซิบว่าจะเอาของอร่อยๆ ไปฝาก ทำให้เด็กชายมองเขาด้วยความซาบซึ้งใจ
พอกลับมาถึงบ้าน พวกเขาก็จัดการล้างมือแล้วก็ยกกับข้าวกันเอง เสิ่นเมิ่งไม่ได้ทำอะไรเลย แค่นั่งรออยู่ในห้องโถง มองดูเกี๊ยวในกระด้งที่วางซ้อนกันจนสูงเป็นภูเขา
“หมิงหยาง ลูกไปหาผ้าขาวบางมานะ แล้วก็เอาเกี๊ยวไปให้อาสะใภ้สามกับเสี่ยวกังสักสองสามลูกนะจ๊ะ แม่นึ่งไว้เยอะเลย พอให้พวกเรากินกันแน่นอน”
“ได้เลยครับ!”
หมิงเลี่ยงฉวยโอกาสพูดขึ้นมาว่า “แม่ครับ ผมขอเก็บไว้ให้ต้าชิ่งกับพวกเขาสักลูกนึงได้ไหมครับ อีกลูกเดียวก็พอ เวลาพวกเขาเดินผ่านหน้าบ้านเรา ก็เอาแต่มองตาละห้อย คงจะอยากกินน่าดูเลยครับ”
“ได้สิจ๊ะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ เกี๊ยวนี่ห่อด้วยใบงา ไม่ใช่ของมีค่าอะไรหรอก ลูกแบ่งให้ต้าชิ่ง เอ้อชิ่ง แล้วก็เกาเกา เหยาเหยา คนละลูกนะ เดี๋ยวตอนไปโรงเรียนค่อยเอาไปให้พวกเขา แบบนี้คุณย่ารองก็คงจะไม่ว่าอะไรหรอกจ้ะ”
ลู่เจิ้นผิงมองดูเด็กทั้งสองคนหยิบเกี๊ยวออกจากกระด้งไปส่วนหนึ่ง แล้วก็เอาไปให้คนอื่น เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร การที่ลูกชายมีน้ำใจรู้จักตอบแทนบุญคุณคนอื่น ถือว่าเป็นเรื่องดี ไม่ใช่คนขี้เหนียว
เมื่อคืนเขาก็ได้เจอกับอาหม่านและปู่ที่เสิ่นเมิ่งคอยช่วยเหลืออยู่ตลอด สุขภาพของคุณปู่ก็ดีขึ้นมากแล้ว ตอนนี้ก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเสื้อผ้าหรืออาหารการกินบ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ถึงแม้ที่พักจะยังซอมซ่ออยู่ แต่เรื่องอาหารการกินก็ถือว่าดีขึ้นมาก เพียงแต่ว่าที่นี่มันไม่ค่อยปลอดภัย พวกอันธพาลในหมู่บ้านก็มักจะมาแย่งของกินของพวกเขาอยู่บ่อยๆ
ทางฝั่งนี้เพิ่งจะเริ่มกินข้าวกัน ลู่หมิงหยางก็พาลู่เจียเซิ่งกลับมาด้วย ลู่เจียเซิ่งหน้าบูดบึ้ง เดินเข้ามาในห้องโถงแล้วก็ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นเลย
“พี่ใหญ่ เรื่องที่คุยกันคราวก่อนน่ะ วันนี้ถ้าพี่ว่าง ก็ช่วยจัดการให้ผมหน่อยเถอะ ผมไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านไว้เรียบร้อยแล้ว แยกบ้าน แยกบ้านเดี๋ยวนี้เลย ช่วงนี้ผมก็ไม่ได้ไปทำงานเลย ขนก้อนดินดิบมาได้พันสองพันก้อนแล้ว สร้างบ้านแป๊บเดียวก็เสร็จ ผมจะพาจิ้งห่าวกับลูกสองคนแยกไปอยู่กันเอง”
ลู่เจิ้นผิงมองปราดเดียวก็รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาขี้เกียจจะถาม ลู่เจียเซิ่งเคยพูดเรื่องแยกบ้านมาแล้ว ครั้งนี้ถึงกับไปหาผู้ใหญ่บ้านกับเลขาธิการพรรคด้วยตัวเอง ดูท่าทางคงจะเอาจริงแน่ๆ
“ตกลง เดี๋ยวฉันกินข้าวเสร็จแล้วค่อยแวะไปนะ”
ลู่เจียเซิ่งถอนหายใจอย่างโล่งอก พอได้กลิ่นหอมฉุยของอาหาร แล้วพอนึกถึงน้ำแกงใสแจ๋วที่บ้านตัวเองกิน ความคิดอยากจะแยกบ้านก็ยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก เขาเม้มปากแล้วหันไปพูดกับเสิ่นเมิ่งว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ ผมมีเรื่องน่าอายอยากจะขอร้องพี่หน่อยครับ”
เสิ่นเมิ่ง: “…”
ในเมื่อรู้ว่ามันน่าอาย งั้นก็อย่าพูดออกมาเลยดีกว่ามั้ง!!!
“แหะๆๆ ก็เรื่องอิฐกับกระเบื้องนั่นแหละครับ พี่พอจะช่วยขอใบจองกระเบื้องดำให้ผมสักใบได้ไหมครับ จริงๆ สร้างบ้านดินดิบหลังคาฟางก็อยู่ได้แหละครับ แต่ผมคิดว่าอุตส่าห์แยกบ้านสร้างบ้านทั้งที ก็อยากจะสร้างให้มันดีๆ ไปเลยน่ะครับ”
“เรื่องนี้อย่าไปถามพี่สะใภ้นายเลย ใบจองนั่นหล่อนก็ได้มาด้วยความบังเอิญ แถมยังต้องติดหนี้บุญคุณคนอื่นอีกตั้งเยอะแยะ เดี๋ยวเรื่องนี้ฉันจัดการให้นายเอง ในมือนายมีเงินเหลืออยู่เท่าไหร่ล่ะ ลองกะคร่าวๆ ให้ฟังหน่อยสิ”
ลู่เจียเซิ่งก็แค่ลองถามดู ไม่คิดเลยว่าจะได้เรื่องจริงๆ เขารีบผุดลุกขึ้นยืน เดินไปข้างๆ ลู่เจิ้นผิง แล้วก็หัวเราะ “แหะๆๆ” ออกมาหลายที
“พี่ใหญ่ ผมมีเงินเหลืออยู่ประมาณห้าสิบกว่าหยวน ผมกะว่าถ้าแยกบ้านก็น่าจะได้ส่วนแบ่งมาอีกหน่อย ถึงเวลานั้นถ้าจะซื้อกระเบื้องดำก็คงจะพอแหละครับ”
ลู่เจิ้นผิงจัดการเกี๊ยวลูกโตด้วยการกัดแค่สามคำ ซดน้ำซุปถั่วฝักยาวไปอึกหนึ่ง แล้วหันไปมองลู่เจียเซิ่ง
“ตกลง เดี๋ยวฉันไปถามให้ จะรีบจัดการให้เร็วที่สุดนะ พอแยกบ้านแล้ว นายก็ต้องเป็นเสาหลักดูแลครอบครัวตัวเองแล้วนะ ตั้งใจทำงานหาแต้มแรงงาน ช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนาก็ไปรับจ้างทำงานพิเศษให้เยอะๆ จะได้สร้างเนื้อสร้างตัวให้เจริญรุ่งเรือง”
พี่ใหญ่ที่ไม่ค่อยพูดค่อยจา จู่ๆ ก็มาพูดสั่งสอนเขาแบบนี้ ทำเอาลู่เจียเซิ่งถึงกับขอบตาร้อนผ่าว เขาปาดน้ำตา ตอบรับอย่างรวดเร็ว แล้วก็รีบวิ่งกลับไปบอกข่าวดีกับเซี่ยจิ้งห่าวทันที
“ทำไมไม่ให้ฉันไปหาหมอเฉิงล่ะ?”
“ตอนนั้นที่เธอช่วยเขาไว้ ก็คงไม่ได้หวังผลตอบแทนหรอกใช่ไหม น้ำใจคนเรามันก็มีวันหมดนะ ขืนไปรบกวนเขาบ่อยๆ มันก็คงไม่ดี ฉันพอจะรู้จักคนอยู่บ้าง แป๊บเดียวก็จัดการได้ ไม่เป็นไรหรอก”
เสิ่นเมิ่ง: “…”
นายคิดผิดแล้วล่ะพี่ชาย ฉันไม่ได้เป็นคนประเสริฐเลิศเลอขนาดที่นายคิดไว้หรอกนะ!!!
หลังจากเด็กๆ ไปโรงเรียนกันหมดแล้ว เสิ่นเมิ่งก็จูงมือลู่หมิงข่ายเดินตามลู่เจิ้นผิงไปที่บ้านตระกูลลู่ ความจริงหล่อนก็ไม่ได้อยากจะไปร่วมวงวุ่นวายด้วยหรอก แต่หล่อนคิดถึงเด็กผู้หญิงบ้านของเซี่ยจิ้งห่าวใจจะขาดแล้ว ตัวเล็กๆ นุ่มนิ่ม อุ้มไว้ในอกก็เหมือนลูกแมวน้อย น่ารักน่าชังสุดๆ ไปเลย
เซี่ยจิ้งห่าวก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการแยกบ้านเหมือนกัน หล่อนกับลูกสองคนนั่งคุยกับเสิ่นเมิ่งอยู่ในห้อง สีหน้าดูผ่อนคลายมาก หล่อนรู้สึกตื่นเต้นและคาดหวังกับชีวิตหลังจากแยกบ้านเป็นอย่างมาก
“ถ้าพี่สะใภ้ใหญ่ชอบเด็กผู้หญิง พี่ก็ลองมีลูกอีกสักคนสิจ๊ะ!”
หืม???
“ไม่เอาๆ ที่บ้านฉันก็มีเด็กตั้งสี่คนแล้ว วันๆ ก็ยุ่งจะตายอยู่แล้ว จะกล้ามีเพิ่มได้ยังไงล่ะ!”
ตอนที่เสิ่นเมิ่งพูดประโยคนี้ หล่อนก็เอามือลูบหน้าท้องตัวเองไปด้วย ก็ต้องขอบคุณเจ้าของร่างเดิมที่ทำงานหนักมาเป็นเวลานาน ไขมันย้วยๆ ที่หน้าท้องก็เลยหายไปหมดแล้ว เพียงแต่ตั้งแต่ที่หล่อนเข้ามาอยู่ในร่างนี้ หล่อนก็ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอย่างจริงจังเลย เนื้อก็เลยยังย้วยๆ อยู่ ผ่านมาตั้งหลายปีแล้วก็ยังเป็นแบบนี้ ถ้าขืนท้องอีกสักคน วันหลังก็ไม่รู้ว่าจะกลับมาหุ่นเพรียวแบบนี้ได้อีกหรือเปล่า
หล่อนน่ะชอบเด็กนะ แล้วก็เคยคิดอยากจะมีลูกเป็นของตัวเองสักคนเอาไว้เล่นด้วย แต่สภาพการแพทย์ในยุคนี้มันทำให้หล่อนรู้สึกไม่มั่นใจเอาเสียเลย หล่อนเคยต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ในใจก็เลยยังรู้สึกต่อต้านการไปโรงพยาบาลอยู่บ้าง
การแยกบ้านครั้งนี้ไม่เหมือนกับตอนที่เสิ่นเมิ่งแยกบ้าน ใช้เวลาไม่นาน ลู่เจิ้นผิงก็เดินมารับพวกเขากลับบ้านแล้ว ตอนที่เขามาถึงหน้าประตูก็บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนพอดี เขามองดูท่าทางปฏิเสธของเสิ่นเมิ่ง คิ้วก็กระตุกยิกๆ

0 Comments