You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

งานเลี้ยงซานหย่าช่างโหดร้ายเสียจริง ดื่มไปดื่มมาจนถึงตอนท้าย เฟยเฉียนก็จำไม่ได้แล้วว่าตัวเองเมาพับล้มลงไปเป็นคนที่เท่าไหร่

คนแรกที่ล้มไปเหมือนจะเป็นคนที่ชื่อเติ้งซี จากนั้นก็เป็นใครอีกล่ะ?

เฟยเฉียนนั่งเหม่อลอยอยู่ในห้องโถงของห้องพักในโรงเตี๊ยม เงยหน้าขึ้นพลางครุ่นคิดอยู่นาน แต่ก็คิดไม่ออก

ความทรงจำของเฟยเฉียนขาดหายไปช่วงหนึ่ง ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ทุกอย่างขาวโพลนไปหมด เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง พูดอะไรไปบ้าง เขาจำไม่ได้เลยแม้แต่น้อย จนถึงตอนนี้ในหัวก็ยังอื้ออึงอยู่เลย

อย่าเห็นว่าสุราจินเจียงมีรสหวานดื่มง่ายเชียว ถึงจะดื่มง่ายแค่ไหนแต่ก็ทนให้พวกขี้เมาคลั่งสุราเอาแต่รินเติมลงในจอกซานหย่าอย่างไม่หยุดหย่อนไม่ไหวหรอก เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าสุดท้ายแล้วสุราในจอกจี้หย่าถูกดื่มจนหมดหรือเปล่า? หรือว่ายังดื่มไม่หมดกันแน่…

ปวดหัวเหลือเกิน…

เฟยเฉียนกุมขมับ นั่งเหม่ออยู่นานกว่าจะเริ่มได้สติกลับมาบ้าง

ลุงฝูยกชามโจ๊กข้าวฟ่างเข้ามา ให้เฟยเฉียนรีบกินตอนร้อนๆ แล้วเอ่ยด้วยความปวดใจเล็กน้อย “นายน้อย สุราแม้จะดี แต่ก็ควรดื่มแต่พอเหมาะนะขอรับ…”

เฟยเฉียนยิ้มเจื่อน ในใจคิดว่า ‘ลุงฝู ท่านไม่รู้หรอกว่าสถานการณ์เมื่อวานมันเป็นยังไง ขืนไม่ดื่มก็ไม่ได้’ แต่ปากก็ตอบไปว่า “เข้าใจแล้ว ลุงฝู ไม่เป็นไรแล้วล่ะ…”

ลุงฝูเห็นว่าเฟยเฉียนยังมีท่าทีอ่อนเพลีย ระหว่างที่เก็บชามและตะเกียบ จึงเอ่ยปากแนะนำให้เฟยเฉียนพักผ่อนต่ออีกสักหน่อย

เฟยเฉียนพยักหน้า เพิ่งจะคิดอยากกลับไปงีบหลับต่อในห้องนอน ก็เห็นลูกจ้างโรงเตี๊ยมเดินมาที่หน้าประตู บอกว่าจู่จี้แห่งเมืองเซียงหยางแซ่อีมาขอพบ…

จู่จี้แซ่อี? อีจี๋งั้นหรือ? ในเมืองเซียงหยางยังมีใครแซ่อีอีกไหม?

สมองของเฟยเฉียนยังคงถูกฤทธิ์แอลกอฮอล์รบกวน ความเร็วในการประมวลผลลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้กระทั่งความทรงจำเกี่ยวกับตำแหน่งของอีจี๋เมื่อวานก็ยังเลือนราง

รอจนเฟยเฉียนผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสรรพ ออกไปต้อนรับที่ห้องโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยม ถึงได้แน่ใจว่าเป็นอีจี๋จริงๆ

เพียงแต่เมื่อเทียบกับอีจี๋ผู้สง่างามและมีสีหน้าสดใสแล้ว สภาพของเฟยเฉียนในตอนนี้ช่างห่างไกลกันลิบลับ หากบอกว่าตอนนี้อีจี๋ดูเหมือนดาราดังที่ดึงดูดสายตาทุกคนในงาน เฟยเฉียนก็คงเหมือนผู้ช่วยดาราที่หน้าตาจืดชืดเป็นตัวประกอบ…

เฟยเฉียนเคยคิดว่าคอสุราของตัวเองก็พอใช้ได้แล้ว นึกไม่ถึงว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า ดูจากสภาพของอีจี๋แล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่ได้รับผลกระทบจากการดื่มสุรามากมายเมื่อวานเลยแม้แต่น้อย ท่าทางดูกระปรี้กระเปร่า สมกับเป็นนักรบที่ผ่านการทดสอบด้วยแอลกอฮอล์มาอย่างโชกโชน พลังการต่อสู้ระดับนี้เทียบไม่ติดเลยจริงๆ

เมื่อทั้งสองทำความเคารพกันเสร็จ เฟยเฉียนก็เชิญอีจี๋เข้าไปนั่งในห้องโถงรับแขกของตน แล้วให้ลูกจ้างโรงเตี๊ยมไปหาน้ำผึ้งผสมน้ำมาต้อนรับ

หลังจากอีจี๋นั่งลง เขาก็มองซ้ายมองขวา แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ท่านเปี๋ยเจี้ยเฟยมาพักอยู่ที่นี่ ช่างดูซอมซ่อเกินไปแล้ว”

“ปั๋วจีเกรงใจไปแล้ว เรียกข้าว่าจื่อเยวียนก็พอ ข้าเพิ่งมาถึงเซียงหยาง ยังหาที่พักไม่ได้เลย” เฟยเฉียนไม่อยากให้อีจี๋เรียกตำแหน่งขุนนาง แม้จะไม่ได้ผิดอะไร แต่คนวัยกลางคนผู้ละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนมาติดตามหลิวเปี่ยว จะยอมเรียกขุนนางหนุ่มที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างสนิทใจโดยไม่มีความตะขิดตะควงใจเลยหรือ?

อีจี๋ยิ้มแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้น ข้าก็ขอถือวิสาสะเรียกท่านว่าจื่อเยวียนก็แล้วกัน ข้าบังเอิญมีเรือนหลังเล็กอยู่หลังหนึ่ง แม้จะเรียบง่ายไปสักหน่อย แต่ก็เงียบสงบและร่มรื่น หากจื่อเยวียนไม่รังเกียจ ข้าขอยกให้ท่านดีหรือไม่?”

การที่มีคนยกบ้านให้เป็นเรื่องดีก็จริง แต่เขาไม่ได้มีความสนิทสนมอะไรกับอีจี๋ ทำไมพอมาถึงก็เล่นใหญ่ขนาดนี้?

ดังนั้นเฟยเฉียนจึงกล่าวว่า “ผู้ไม่มีความชอบ ย่อมไม่กล้ารับรางวัล ข้ามิอาจรับไว้ได้จริงๆ แต่หากปั๋วจีมีเรื่องอันใด ไม่สู้เอ่ยมาตามตรงเถิด”

อีจี๋กล่าว “นี่… ก็ได้ ไม่ปิดบังจื่อเยวียน นายท่านให้ข้าดำรงตำแหน่งจู่จี้แห่งเซียงหยาง หมายจะ ‘จัดระเบียบรูปโฉมของเซียงหยาง’ แต่ข้าขบคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี จึงตั้งใจมาขอคำชี้แนะจากจื่อเยวียน…”

เรื่องนี้ไม่เห็นจะยากตรงไหน ไม่ว่ายุคโบราณหรือยุคปัจจุบันก็มีหลักการเหมือนกันหมดนั่นแหละ มีเจ้านายบริษัทคนไหนบ้างที่รับตำแหน่งใหม่แล้วไม่สั่งทำความสะอาดครั้งใหญ่ เปลี่ยนสโลแกน แปะป้ายประกาศใหม่ๆ เพื่อให้คนทั้งในและนอกรู้ว่ามีผู้นำคนใหม่มาแล้ว…

เฟยเฉียนเพิ่งจะอ้าปากเตรียมอธิบาย แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของอีจี๋ เขากลับรู้สึกได้ในทันทีว่ารอยยิ้มนั้นแฝงอะไรบางอย่างอยู่ จึงหุบปากลง แล้วเชิญให้อีจี๋ดื่มน้ำผึ้งก่อน

คำว่า “จัดระเบียบรูปโฉมของเซียงหยาง” เป็นคำที่เขาพูดตอนเสนอแผนให้หลิวเปี่ยวเมื่อวานนี้ ตอนนั้นมีแค่เขากับหลิวเปี่ยวสองคน ไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย หลังจากนั้นก็คืองานเลี้ยงซานหย่า แม้เขาจะดื่มไปเยอะ แต่หลิวเปี่ยวกับอีจี๋ก็ดื่มไปไม่น้อยเช่นกัน

เมื่อวานหลิวเปี่ยวได้คุยเรื่องนี้กับอีจี๋ในงานเลี้ยงด้วยหรือ?

สถานการณ์ตอนนั้นวุ่นวายมาก ไม่อาจฟันธงได้ว่าไม่ได้คุยกัน แต่หากวิเคราะห์ตามหลักเหตุผล ท่ามกลางผู้คนมากมายขนาดนั้น ย่อมไม่สะดวกที่จะพูดคุยเรื่องนี้แน่ๆ ดังนั้นจึงต้องเป็นวันนี้ที่หลิวเปี่ยวเพิ่งบอกอีจี๋ ซึ่งหมายความว่าหลิวเปี่ยวบอกอีจี๋ในตอนที่เขามีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ปัญหาก็เกิดแล้วล่ะสิ

เวลาที่เจ้านายมอบหมายงานแบบตัวต่อตัว หากลูกน้องไม่เข้าใจวิธีทำงาน จะไม่ถามเจ้านายให้ชัดเจนตรงนั้นเลย แต่กลับมารอถามเพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แทนงั้นหรือ?

ความผิดพลาดแบบนี้ต่อให้เป็นพนักงานหน้าใหม่ก็อาจจะไม่ทำเลย นับประสาอะไรกับอีจี๋ที่ติดตามหลิวเปี่ยวมานานปี?

หากเป็นคนจากฝักฝ่ายอื่น ก็ยังพอเป็นไปได้ว่าหลิวเปี่ยวอาจจะจงใจกลั่นแกล้ง แต่หากจะบอกว่าหลิวเปี่ยวจงใจหาเรื่องคนของตัวเอง เว้นเสียแต่ว่าเมื่อวานหลิวเปี่ยวจะดื่มจนแอลกอฮอล์เป็นพิษทำลายสมองไปแล้ว

อีกความเป็นไปได้หนึ่งคือ ไม่เพียงแต่อีจี๋ที่ไม่เข้าใจ แม้แต่หลิวเปี่ยวเองก็ไม่เข้าใจ จึงต้องมาถามเฟยเฉียนผู้เสนอแผน แต่เป็นไปได้หรือ? มองยังไงทั้งสองคนนี้ก็ไม่ได้ดูเหมือนคนที่มีระดับสติปัญญาต่ำเตี้ยขนาดนั้น…

เมื่อเชื่อมโยงกับเรื่องที่ว่า ชายวัยกลางคนรูปงามอย่างอีจี๋ ผู้นี้มักจะได้รับหน้าที่เป็นทูตไปเยือนขุนศึกฝ่ายอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ งานที่ทำก็ไม่ต่างอะไรกับสายลับเจมส์บอนด์ในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออกเลย…

ดังนั้นเมื่อเฟยเฉียนคิดทบทวนไปมา ก็เหลือเพียงความเป็นไปได้เดียว

เฟยเฉียนจึงเอ่ยขึ้น “ข้าไม่รู้จริงๆ ว่า ‘จัดระเบียบรูปโฉมของเซียงหยาง’ หมายความว่าอย่างไร?”

ดวงตาของอีจี๋ทอประกาย เขาเอ่ยถามเพื่อยืนยันอีกครั้ง “จื่อเยวียนไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนจริงๆ หรือ?”

“เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกนี่แหละ” เฟยเฉียนมองท่าทางของอีจี๋ ก็ยิ่งมั่นใจในความคิดของตนเอง เป็นอย่างที่เขาเดาไว้ไม่มีผิด หลิวเปี่ยวคนนี้นี่นะ…

มิน่าล่ะ ถึงมีทหารในกำมือตั้งแสนนาย แต่สุดท้ายกลับต้องยอมสยบเพราะฟังคำยุยงของสตรี

ยังไงเสียเฟยเฉียนก็แค่กะจะมาตั้งหลักชั่วคราวอยู่แล้ว ไม่ได้คิดจะลงเรือลำเดียวกันกับหลิวเปี่ยวไปจนตาย ตอนนี้พอเห็นแล้วว่าหลิวเปี่ยวเป็นคนแบบไหน

มิน่าล่ะ ช่วงก่อนหน้านี้หลิวเปี่ยวถึงเอาแต่พูดว่าแผนการของสองพี่น้องตระกูลไคว่คือ ‘ข้อเสนอของยงจี้’ และ ‘อุบายของจิ้วฟั่น’ ที่แท้เจตนาที่แท้จริงของหลิวเปี่ยวไม่ได้ต้องการจะชมสองพี่น้องตระกูลไคว่ แต่กำลังจะบอกว่าตัวเองคือผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลอย่างจิ้นเหวินกงต่างหาก…

จิ้นเหวินกงคือใคร? หนึ่งในห้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคชุนชิวเชียวนะ!

หึๆ ก็ไม่แปลกใจเลยที่พออีจี๋เห็นหลิวเป้ยแล้วจะรีบเข้าไปตีสนิท ส่งสายตาให้กันขนาดนั้น มีเจ้านายแบบนี้ ใครบ้างจะไม่มีแผนสำรองในใจ?

โชคดีนะที่ข้าผ่านโลกการทำงานในยุคหลังมาบ้าง ไม่อย่างนั้นคงถูกหลอกลงเหวไปแล้ว?

เฟยเฉียนและอีจี๋สบตากัน แล้วต่างก็หัวเราะออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย

อีจี๋กล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็คงต้องไปหาวิธีเอาเองแล้ว แต่หากจื่อเยวียนคิดแผนการดีๆ ออก ก็ขอได้โปรดอย่าหวงวิชา ชี้แนะข้าด้วยเถิด”

คำพูดของอีจี๋แฝงความนัยไว้ ซึ่งเฟยเฉียนก็ฟังเข้าใจดี จึงตอบไปว่า “ปั๋วจี เชิญวางใจเถิด”

เห็นได้ชัดว่าอีจี๋ก็รับรู้ถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเฟยเฉียนเช่นกัน เขาจึงหัวเราะฮ่าๆ ลุกขึ้นและกล่าวลากลับ

ตอนที่กำลังจะจากไป อีจี๋ทำทีราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงหันมากล่าวกับเฟยเฉียนว่า “เมื่อวานข้าเมามายนัก ตอนนี้ก็ยังไม่สร่างดี เกือบจะลืมเรื่องสำคัญไปเสียแล้ว แย่จริงๆ แย่จริงๆ! นายท่านฝากข้ามาบอกว่า พรุ่งนี้ยามเฉินสามเค่อ จะมอบตราประทับและสายป้ายตำแหน่งเปี๋ยเจี้ยให้แก่จื่อเยวียนที่จวนผู้ว่าการ อย่าได้ไปผิดเวลาเชียวล่ะ!”

เฟยเฉียนย่อมต้องกล่าวขอบคุณ แต่ในใจกลับแอบค่อนขอดว่า ‘เหอะ! เมื่อกี้ท่านดูเหมือนคนไม่สร่างเมาตรงไหน? หากเมื่อครู่ข้าตอบไม่เข้าหู เรื่องนี้ก็คงจะถูกลืมไปทันทีเลยสินะ…’

อย่าคิดว่ายุคโบราณจะอยู่ลื่นไหลได้ง่ายๆ การเล่นเล่ห์เหลี่ยมพวกนี้ในแผ่นดินจีนมันมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note