ตอนที่ 92 การแสดงฉากหน้า
แปลโดย เนสยังสิ่งที่เฟยเฉียนคาดไม่ถึงก็คือ หลังจากส่งจดหมายถึงหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงไปได้เพียงไม่กี่วัน หลิวเปี่ยวก็ส่งคนมารับเขาถึงที่โรงเตี๊ยมเลย!
คนที่มารับมีชื่อว่าผางจี้ นามรองจื่อลิ่ง อายุราวสามสิบกว่าปี ตาชั้นเดียว หน้าเสี้ยมแหลม แถมยังไว้หนวดเคราแพะ ยังไม่ทันอ้าปากพูดก็ส่งยิ้มมาก่อน ทำให้ดูเป็นมิตรอยู่ไม่น้อย
พอเจอกันปุ๊บ เขาก็ประเคนคำพูดยกยอเฟยเฉียนเป็นชุดๆ ฝีปากคล่องแคล่วไม่เบา
แน่นอนว่าเฟยเฉียนเองก็แสดงท่าทีถ่อมตนอย่างระมัดระวัง มีหรือที่จะหลงกลไปกับคำเยินยอของผางจี้ได้ง่ายๆ
หลังจากพูดจาอ้อมค้อมกันไปมา ผางจี้จึงได้เป็นตัวแทนของผู้ว่าการรัฐจิงโจว หลิวเปี่ยว เชิญเฟยเฉียนอย่างเป็นทางการ…
โชคดีที่แผลบนศีรษะของเฟยเฉียนหายดีเป็นส่วนใหญ่แล้ว เหลือเพียงรอยแผลเป็นเล็กๆ หากไม่สังเกตก็แทบจะมองไม่เห็น เฟยเฉียนจึงได้แต่ทำใจยอมรับสภาพเสียโฉมของตัวเองไปโดยปริยาย
เกิดในยุคสามก๊ก จะไม่ให้เสียโฉมเลยก็คงกระไรอยู่ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าพวกที่โดนดาบฟันโดนธนูยิงล่ะน่า?
เฟยเฉียนจัดแจงข้าวของเล็กน้อย เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แล้วเดินตามผางจี้ออกไปที่หน้าประตูโรงเตี๊ยม
พอเฟยเฉียนก้าวออกจากประตู เขาก็ต้องตกใจ หลิวเปี่ยวถึงกับส่งขบวนเกียรติยศของตัวเองมา ให้เฟยเฉียนนั่งรถม้าและใช้ขบวนของเขาเลยหรือ!
หลิวเปี่ยวเล่นใหญ่ขนาดนี้เลยเชียว?
ขืนขึ้น ‘รถโจร’ คันนี้ไปแล้ว จะลงก็คงไม่ง่ายเสียแล้วล่ะสิ!
แต่ถ้าไม่ขึ้น ก็เท่ากับเป็นการหักหน้าหลิวเปี่ยวกลางฝูงชน แล้วแบบนี้ต่อไปเขาจะไปอยู่ในจิงเซียงได้อย่างไร?
แม้ตอนนี้ท่าทีของหลิวเปี่ยวจะดูเหมือนให้ความสำคัญกับเฟยเฉียนมาก แต่เฟยเฉียนก็รู้ดีอยู่เต็มอกว่า นี่มันก็เหมือนกับรูปแบบการสร้างภาพลักษณ์ของพวกผู้นำในยุคหลังนั่นแหละ จุดประสงค์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวเขาหรอก
ไม่อย่างนั้นในอนาคต หนี่เหิง บัณฑิตผู้เย่อหยิ่งคนนั้น คงไม่ถูกหลิวเปี่ยวใช้เล่ห์เหลี่ยมยัดเยียดไปให้หวงจู่หรอก หวงจู่แม้จะเป็นถึงผู้ว่าการเมืองเจียงเซี่ย แต่ก็มีนิสัยเอนเอียงไปทางแม่ทัพนักรบ จะไปทนปากคอของหนี่เหิงได้อย่างไร…
นี่มันฉากการแสดงความเคารพต่อผู้มีความรู้ชัดๆ หลิวเปี่ยวสมกับเป็นคนของตระกูลหลิวจริงๆ ลูกไม้นี้คงจะสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ ถึงได้ใช้ได้คล่องแคล่วขนาดนี้…
ดังนั้นทางเลือกที่อยู่ตรงหน้าเฟยเฉียนจึงมีเพียงสองทาง หนึ่งคือขึ้นรถม้า ‘โจร’ ของหลิวเปี่ยว ซึ่งหมายถึงการยอมประนีประนอมกับหลิวเปี่ยวในระดับหนึ่ง สองคือปฏิเสธไม่ยอมขึ้น แล้วก็รอรับเกือกคู่เล็ก (รอโดนกลั่นแกล้ง) จากหลิวเปี่ยวในวันใดวันหนึ่งก็ไม่รู้…
เฟยเฉียนกัดฟัน กระทืบเท้า…
สุดท้ายก็ขึ้นรถม้าไป…
และก็เป็นอย่างที่คิด ผางจี้ที่อยู่ข้างๆ ไม่รู้ว่าเข้าใจเจตนาของหลิวเปี่ยว หรือหลิวเปี่ยวสั่งการมาตั้งแต่แรก เขาถึงได้นำขบวนรถม้าเกียรติยศของหลิวเปี่ยววนไปตามย่านต่างๆ รอบแล้วรอบเล่า แถมสองข้างรถยังมีคนคอยเดินประกบเพื่ออธิบายป่าวประกาศให้ชาวบ้านริมทางฟังอีกต่างหาก…
ยอมจ่ายทองพันชั่งเพื่อซื้อกระดูกม้าพันลี้ หึๆ เฟยเฉียนปรือตาลง ทำเป็นหูทวนลมตาบอดไปเสีย ใบหน้าเปื้อนยิ้ม นั่งตัวตรงแหน่วอยู่บนรถ ปล่อยให้ชาวบ้านริมทางชี้ไม้ชี้มือซุบซิบนินทากันไป คิดเสียว่าไม่ได้ยิน ยังไงเสียมาถึงขั้นนี้แล้ว จะกระโดดลงจากรถกลางคันก็ไม่ได้ไม่ใช่หรือ?
ผางจี้ที่อยู่ข้างๆ แอบสังเกตเห็นท่าทีสงบนิ่งของเฟยเฉียน ในใจก็แอบให้คะแนนประเมินเฟยเฉียนสูงขึ้นมาอีกหน่อย แต่ก็แค่หน่อยเดียวเท่านั้น ลึกๆ แล้วเขาก็ยังรู้สึกไม่ค่อยยอมรับอยู่นั่นเอง
ยังไงเสีย ตัวเขาเองก็ถือว่าเป็นกลุ่มบัณฑิตรุ่นแรกๆ ที่มาสวามิภักดิ์ต่อหลิวเปี่ยว แต่กลับไม่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เลย แล้วตอนนี้กลับปล่อยให้เด็กหนุ่มที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมมาเสวยสุข จะให้ผางจี้ยอมรับได้อย่างไร?
นั่งรถวนไปไม่รู้กี่ย่าน เฟยเฉียนรู้สึกเหมือนตัวเองนั่งรถวนรอบเมืองเซียงหยางไปแล้วรอบหนึ่งเต็มๆ กว่าทัวร์ชมเมืองเซียงหยางหนึ่งวันจะจบลง และมาถึงหน้าจวนผู้ว่าการของหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิง
เห็นได้ชัดว่าหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงได้รับรายงานจากคนรับใช้ล่วงหน้าแล้ว เขาถึงได้มารออยู่ที่หน้าประตูจวนแต่เนิ่นๆ…
หลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงสมแล้วที่เป็นหนึ่งในแปดผู้ยิ่งใหญ่ รูปร่างหน้าตาหล่อเหลา ท่วงท่าสง่างาม เมื่อยืนอยู่บนบันไดหน้าจวนผู้ว่าการ ก็แผ่กลิ่นอายความเป็นสุภาพบุรุษผู้องอาจผ่าเผย ดูเป็นชายหนุ่มใหญ่วัยกลางคนที่หล่อเหลาไร้ที่ติจริงๆ
ก่อนจะลงจากรถ เฟยเฉียนแอบปรายตามองฝูงชนที่มามุงดูเรื่องสนุกอยู่หน้าประตูจวนอย่างรวดเร็ว ในใจอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ ความชอบมุงดูเรื่องชาวบ้านนี่มันเป็นขนบธรรมเนียมอันดีงามของชนชาติจีนจริงๆ คนตั้งมากมายมารวมตัวกันที่นี่ ก็เพื่อมาดูข้าเล่นละครลิงงั้นรึ?
เอาเถอะ ในเมื่อจะเล่นละครแล้ว ก็ต้องเล่นให้สมบทบาทหน่อยไม่ใช่หรือ?
เฟยเฉียนก้าวลงจากรถอย่างมั่นคง ค่อยๆ จัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย ทุกท่วงท่าเป๊ะปังไร้ที่ติ จากนั้นก็ค่อยๆ ค้อมกายคารวะหลิวเปี่ยวอย่างเต็มพิธีการ…
ในฐานะผู้ที่ต้องเล่นบทบาทผู้นำที่เคารพนบนอบต่อผู้มีความรู้ หลิวเปี่ยวจะมายืนรับการคารวะจากเฟยเฉียนหน้าตาเฉยได้อย่างไร ขืนทำแบบนั้นละครก็โป๊ะแตกพอดีสิ? เขาจึงรีบก้าวเข้าไปพยุง…
ทันทีที่ท่อนแขนของทั้งสองสัมผัสกัน ต่างฝ่ายต่างก็เผลอสบตากัน พลันก็เกิดความรู้สึกรู้ไส้รู้พุงกันขึ้นมา…
แค่น้ำหนักในการค้อมตัวแค่นี้ เจ้าคงรอให้ข้าเข้าไปพยุงอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ?
แค่น้ำหนักในการพยุงแค่นี้ ท่านยังคิดว่าข้าจะก้มหัวกราบท่านจริงๆ ใช่ไหมล่ะ?
แทบจะพร้อมๆ กัน ทั้งสองคนต่างก็จับแขนกันหัวเราะร่วน จากนั้นก็ผายมือเชิญกันและกัน เดินผ่านประตูจวนผู้ว่าการเข้าไป ทิ้งเสียงโห่ร้องชื่นชมของฝูงชนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางไว้เบื้องหลัง…
พอเข้ามาในจวน หลิวเปี่ยวก็เลิกพยุงเฟยเฉียน เขาเดินนำหน้าเข้าไปในห้องโถง นั่งลงที่โต๊ะของตัวเอง โดยไม่ได้สั่งให้คนรับใช้รินชา และไม่ได้เชิญให้เฟยเฉียนนั่ง ปล่อยให้ยืนรอเก้ออยู่แบบนั้น
เอาเถอะ ก็ยังเป็นหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงคนเดิมในประวัติศาสตร์ที่ใจแคบและขี้ระแวง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้เขาขุ่นเคืองจนเกินไป…
เฟยเฉียนก้าวไปข้างหน้า ประสานมือค้อมกายลงจนสุด คารวะหลิวเปี่ยว
เมื่อเสร็จพิธี สีหน้าของหลิวเปี่ยวจึงค่อยผ่อนคลายลงบ้าง แต่ก็ยังมีความขุ่นเคืองอยู่ เขาถามว่า “เจ้ามีความสามารถอะไร?” หนอย กล้ามาเล่นละครตบตาข้า ลองบอกมาสิว่าเจ้ามีดีอะไร? ถ้าพูดไม่ออกล่ะก็ หึๆ…
เหตุผลที่เฟยเฉียนกล้าต่อกรกับหลิวเปี่ยว ก็เป็นเพราะเขามีแผนการอยู่ในใจแล้ว การที่เขาสละเวลาไปสืบข่าวเมืองเซียงหยางที่โรงเตี๊ยมหลายวันก็ไม่ได้สูญเปล่า อย่างน้อยเขาก็พอจะรู้สถานการณ์ปัจจุบันของหลิวเปี่ยวอยู่บ้าง
ในเวลานี้ หลิวเปี่ยวเพิ่งจะเข้ารับตำแหน่งต่อจากหวังรุ่ย ได้เป็นผู้ว่าการรัฐมาไม่นาน ในมือแทบจะไม่มีคนที่ไว้ใจได้เลย ที่น่าชื่นชมคือหลิวเปี่ยวมีสายตาเฉียบแหลม แม้จะบุกเดี่ยวมาที่เมืองเซียงหยาง แต่พอมาถึงก็ตรงดิ่งไปหาตระกูลไคว่ซึ่งเป็นเจ้าถิ่นทันที เขาเกลี้ยกล่อมพี่น้องตระกูลไคว่จนสำเร็จ และนำแผนการของไคว่เหลียงกับไคว่เยว่ไปใช้ ล่อลวงและสังหารหัวหน้าโจรตระกูลน้อยใหญ่ไปถึงห้าสิบห้าคน จากนั้นก็รวบรวมกองทัพโจรเหล่านั้นมาจัดระเบียบใหม่
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ตอนนี้หลิวเปี่ยวมีทหารให้ใช้บ้างแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทหารของตัวเองทั้งหมดและยังไม่ได้รับการฝึกฝน มีคนให้ใช้ทำงานบ้าง แต่คนสนิทที่ไว้ใจได้จริงๆ กลับนับนิ้วได้…
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อหลิวเปี่ยวได้รับจดหมายแนะนำตัวจากช่ายยง เขาจึงจัดฉากอย่างยิ่งใหญ่ หลิวเปี่ยวต้องการดึงดูดคนให้มาสวามิภักดิ์ต่อเขาจริงๆ นึกไม่ถึงว่าจะต้องมาเจอกับเฟยเฉียนผู้ช่ำชองในวงการออฟฟิศจากยุคหลัง…
คำถามของหลิวเปี่ยวอยู่ในความคาดหมายของเฟยเฉียนอยู่แล้ว การเข้าพบหลิวเปี่ยวก็ไม่ต่างอะไรกับการสอบสัมภาษณ์เข้าทำงานในยุคหลัง ถึงแม้คนและยุคสมัยจะต่างกัน แต่สาระสำคัญก็ยังเหมือนเดิม…
เฟยเฉียนยิ้มบางๆ แล้วตอบว่า “ข้าสามารถช่วยท่านกุมอำนาจในจิงเซียงได้!”

0 Comments