You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

แม้ห้องพักในโรงเตี๊ยมเมืองเซียงหยางจะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่ก็ถือว่าไม่เลว มีหนึ่งห้องโถงสองห้องนอน ด้านนอกสุดเป็นห้องโถงสำหรับรับแขก เดินเข้าไปด้านในจะเป็นห้องนอนขนาดใหญ่และเล็กอย่างละห้อง เฟอร์นิเจอร์ข้าวของเครื่องใช้ที่ควรมีก็ล้วนครบครัน แน่นอนว่าค่าที่พักสำหรับห้องพักเช่นนี้ย่อมไม่ถูก

โชคดีที่นอกจากเงินทองที่เฟยเฉียนนำติดตัวมาจากบ้านแล้ว เขายังมีเงินอีกส่วนหนึ่งที่ชุยโฮ่วมอบให้ หากจ่ายเพียงแค่ค่าห้องพัก ต่อให้ต้องจ่ายล่วงหน้าสักหนึ่งปีก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร

แต่ห้องพักในโรงเตี๊ยมก็คือห้องพักในโรงเตี๊ยม พักอาศัยชั่วคราวก็ยังพอไหว แต่หากจะอยู่ระยะยาวก็ควรต้องหาสถานที่ตั้งหลักปักฐานเป็นของตัวเองเสียที

ดังนั้นในช่วงหลายวันนี้ ลุงฝูจึงมักจะออกไปดูบ้านตามที่คนแนะนำอยู่เสมอ

อย่างไรเสียหากจะตั้งรกรากในเมืองเซียงหยาง ก็ต้องหาแหล่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมให้ได้ก่อน ไม่ว่าจะเช่าหรือซื้อ อย่างน้อยก็คุ้มค่ากว่าการพักอยู่ในโรงเตี๊ยมระยะยาว

ไม่ใช่ว่าเฟยเฉียนไม่เห็นใจคนแก่ เพียงแต่บาดแผลบนศีรษะของเขายังไม่ตกสะเก็ด แม้จะไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่อะไร แต่ลุงฝูก็ยืนกรานหัวชนฝาไม่ยอมให้เฟยเฉียนออกไปตระเวนดูบ้านด้วยกัน เอาแต่บอกว่ารอให้หาที่ที่ดูเข้าทีได้ก่อนแล้วค่อยไปดูด้วยกันก็ยังไม่สาย

ดังนั้นเฟยเฉียนจึงทำได้เพียงเดินเล่นอยู่แถวๆ โรงเตี๊ยม พูดคุยสัพเพเหระกับหลงจู๊และลูกจ้างบ้าง หรือไม่ก็จับเข่าคุยกับบรรดาพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยริมทาง…

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เฟยเฉียนก็ยังได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเมืองเซียงหยางมาไม่น้อย

อย่างเช่นวันนี้ เฟยเฉียนไม่ได้ออกไปข้างนอก แต่เขานั่งอยู่คนเดียวในห้องพัก หยิบกระดาษและพู่กันออกมา ตั้งใจจะรวบรวมข้อมูลที่ได้มาในช่วงสองวันนี้

สถานการณ์นั้นเป็นไปตามที่เฟยเฉียนคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ แม้ว่าตอนนี้เมืองเซียงหยางจะยังไม่ตกอยู่ในยุคสมัยแห่งการแย่งชิงอำนาจของสามก๊ก แต่ก็มีขุมกำลังหลายฝ่ายแฝงตัวอยู่เงียบๆ

เมืองเซียงหยางในตอนนี้เปรียบเสมือนสระน้ำลึกที่ดูสงบนิ่งบนผิวน้ำ แต่แท้จริงแล้วเบื้องล่างกลับมีกระแสน้ำเชี่ยวกรากไหลวนอยู่นับไม่ถ้วนและรุนแรงอย่างยิ่ง

เฟยเฉียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเขียนคำว่า ‘เซียงหยาง’ ลงไป จากนั้นก็เขียนคำว่า ‘หนานหยาง’ ไว้ด้านบน และเขียนคำว่า ‘เจียงหลิง’ ไว้ด้านล่าง…

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะดินแดนแถบเซียงหยางนี้ได้รับความคุ้มครองจากสวรรค์หรือไม่ ถึงได้มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์และผืนดินอันเย้ายวนให้เพาะปลูก ดังนั้นในพื้นที่แถบนี้ โดยมีเมืองเซียงหยางเป็นศูนย์กลาง ทอดยาวขึ้นเหนือไปถึงหนานหยาง และลงใต้ไปถึงเจียงหลิง โดยพื้นฐานแล้วชาวนาทั่วไปอย่างน้อยก็สามารถหาเลี้ยงปากท้องได้จนอิ่มหมีพีมัน และด้วยเหตุนี้เอง ในช่วงกบฏโพกผ้าเหลืองของสามพี่น้องตระกูลจาง พวกเขาจึงไม่สามารถปลุกระดมผู้คนในพื้นที่เซียงหยางได้มากนัก

ดังนั้นหากมองจากจุดนี้ พื้นที่เซียงหยางจึงไม่ได้ถูกทำลายไปมากนักในช่วงกบฏโพกผ้าเหลือง ถือว่ายังคงรักษากำลังการผลิตพื้นฐานและการจัดหาเสบียงไว้ได้ค่อนข้างสมบูรณ์

แต่ก็เพราะดินแดนแห่งนี้ค่อนข้างมั่งคั่งนี่แหละ จึงก่อให้เกิดผลผลิตพิเศษเฉพาะถิ่นขึ้นมาอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ‘กองกำลังโจรตระกูล’

กองกำลังโจรตระกูลมักจะพบเห็นได้มากในทางตอนใต้ ส่วนทางตอนเหนือมักจะถูกชนเผ่าเซียนเปยและเชียงหูรุกรานอยู่บ่อยครั้ง จึงไม่ค่อยปรากฏสถานการณ์เช่นนี้ กองกำลังโจรตระกูลคือกลุ่มติดอาวุธภาคประชาชนที่เกิดจากการรวมตัวกันของตระกูลต่างๆ โดยมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือความเป็นคนบ้านเดียวกันเป็นสายใยผูกพัน พูดง่ายๆ ก็คือกลุ่มติดอาวุธส่วนตัวที่พวกผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นรวบรวมขึ้นมาเอง

ในบริเวณรอบเมืองเซียงหยาง มีกองกำลังโจรตระกูลน้อยใหญ่รวมกันกว่าห้าสิบกลุ่ม!

องค์กรโจรตระกูลประเภทนี้ เวลาวางดาบลงก็คือชาวนา แต่พอมีเรื่องให้ต้องจับดาบขึ้นมาปล้นสะดมชาวบ้านเมื่อใด ก็จะกลายเป็นโจรป่าไปในทันที

ดูเหมือนว่าเรื่องทำนองนี้ คนในกองทัพอย่างจางเหลียวน่าจะรู้ดีที่สุด และก็โชคดีที่เขารอบคอบ จัดเตรียมคนคุ้มกันมาให้ล่วงหน้า ไม่อย่างนั้นหากเฟยเฉียนที่ยังไม่รู้ประสีประสาต้องเดินทางมาคนเดียว ดีไม่ดีอาจจะได้ ‘เดินทาง’ ไปปรโลกจริงๆ ก็เป็นได้

เฟยเฉียนรู้สึกว่าการที่เขาสามารถเดินทางมาถึงเมืองเซียงหยางได้อย่างปลอดภัย คงต้องขอบคุณจางเหลียวจริงๆ…

แต่เรื่องบุญคุณนี้เอาไว้ค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้สิ่งที่ทำให้เฟยเฉียนปวดหัวที่สุดก็คือบรรดาตระกูลใหญ่ในจิงเซียง…

แค่เอาเฉพาะตระกูลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ก็มีทั้งตระกูลไคว่ ตระกูลช่าย ตระกูลผาง ตระกูลเฟ่ย ตระกูลหม่า ตระกูลเซี่ยง ตระกูลหวง ตระกูลไหล ตระกูลเหวิน ตระกูลหลี่ ตระกูลสี… เฟยเฉียนพบว่าถ้าให้เขียนลงไปทั้งหมด กระดาษแผ่นเดียวคงไม่พอแน่ๆ…

แถมตระกูลเหล่านี้ยังเกี่ยวพันกันไปมา มีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กัน จนกลายเป็นเหมือนใยแมงมุมที่ถักทอจนแน่นขนัด ครอบคลุมไปทั่วดินแดนจิงเซียง…

ตระกูลท้องถิ่นเหล่านี้ บวกกับตระกูลที่ลี้ภัยลงใต้มาเพราะกบฏโพกผ้าเหลืองทางตอนเหนือหรือสงครามระหว่างเฉาเชาและหยวนเซ่าในเวลาต่อมา ทำให้สถานการณ์ตอนนี้ราวกับสระน้ำเล็กๆ ที่ถูกจับปลายัดทะลักเข้าไปจนล้น แถมยังมีปลาตัวใหม่ๆ เบียดเสียดเข้ามาเพิ่มอยู่ตลอด…

เฟยเฉียนรู้สึกว่าการจะจัดการกับความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงของตระกูลใหญ่เหล่านี้ให้เข้าที่เข้าทาง ถือเป็นงานช้างเลยทีเดียว ขืนไม่มีเวลาสักหนึ่งหรือสองปีก็อย่าได้หวังเลย เขาจึงทำได้เพียงพึ่งพาประสบการณ์จากยุคหลัง นั่นคือ จับประเด็นความขัดแย้งหลักเอาไว้ก่อน ส่วนเรื่องรองก็ปล่อยผ่านไปก่อน…

เฟยเฉียนวงกลมชื่อตระกูลไคว่ ตระกูลช่าย และตระกูลผางบนกระดาษ จากนั้นก็ครุ่นคิดอย่างละเอียด แล้วจึงเขียนคำว่า ‘ซือหม่า’ และ ‘จูเก๋อ’ เพิ่มลงไปด้านข้าง…

หลังจากนั้นเขาก็เขียนชื่อหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิง

จากข้อมูลที่รวบรวมได้ในตอนนี้ หลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงเพิ่งจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการรัฐจิงโจวได้ไม่นาน น่าจะผูกมิตรกับตระกูลไคว่และตระกูลช่ายได้แล้ว อีกทั้งยังเข้าควบคุมและจัดการกับกองกำลังโจรตระกูลในท้องถิ่นไปแล้วกลุ่มหนึ่ง ถึงได้เข้ามาตั้งป้อมในเมืองเซียงหยางได้

แต่เมืองหนานหยางยังคงอยู่ในกำมือของหยวนซู่ และได้ยินมาว่าตอนนี้ผู้ว่าการเมืองหนานหยางเพิ่งจะเสียชีวิตลง ราชสำนักก็ยังไม่มีวิธีส่งคนมาแทนได้ในทันที นี่ก็หมายความว่าหยวนซู่แทบจะปิดแผ่นฟ้าเหนือเมืองหนานหยางได้ด้วยมือเดียวเลยไม่ใช่หรือ?

และทหารพ่ายแพ้กลุ่มนั้นที่ประตูเมืองเมื่อหลายวันก่อน ว่ากันว่าเดิมทีเป็นกองทหารที่หลิวเปี่ยวเตรียมจะส่งไปหนานหยาง ส่วนจะส่งไปทำอะไรนั้น เฟยเฉียนเดาว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับหยวนซู่ แต่ด้วยความที่เขาไม่ใช่คนในเหตุการณ์ จึงทำได้เพียงคาดเดาไปต่างๆ นานา

เมืองหนานหยางทางตอนเหนือนั้นหยวนซู่ยึดไว้แน่นหนา คาดว่าหลิวเปี่ยวคงไม่กล้ายื่นมือเข้าไปสอดสักเท่าไหร่…

ส่วนทางใต้น่ะหรือ หึๆ เมืองเจียงเซี่ยมีหวงจู่ ซึ่งก็เป็นผู้ว่าการเมืองหน้าเก่า ปกครองเจียงเซี่ยมาหลายปี ทั้งชื่อเสียง บารมี ความศรัทธาจากผู้คน และกำลังทหาร ล้วนมีพร้อมสรรพ นับเป็นกระดูกชิ้นโตที่เคี้ยวยากทีเดียว จากสถานการณ์ในยุคหลังที่เฟยเฉียนรู้มา กว่าหลิวเปี่ยวจะยื่นมือเข้าไปในเจียงเซี่ยได้ก็ต้องรอจนหวงจู่ตายไปแล้วโน่น…

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องการคนไปใช้งานอย่างเร่งด่วน หากตอนนี้เขาไปหาหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิง ก็ไม่น่าจะถูกเมินเฉย ดีไม่ดีอาจจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางตำแหน่งเล็กๆ ด้วยซ้ำ เพราะยังไงเสียตอนนี้ไพ่ในมือที่เขาสามารถใช้งานได้ก็ยังมีไม่มากนัก…

แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น เขาควรจะรับตำแหน่งขุนนางนี้ดีหรือไม่นะ?

รับก็มีข้อดี ไม่รับก็มีข้อดี… เอาเป็นว่าเรื่องนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนกันไป

เฟยเฉียนยังตัดสินใจไม่ถูกในตอนนี้…

ยังไงเสียแผลบนหัวก็ยังไม่หายสนิท จะให้แปะแผลแบบนี้ไปเข้าพบหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงก็ดูไม่เหมาะ สู้รอให้คิดให้ตกก่อนแล้วค่อยว่ากันจะดีกว่า…

เพราะยังไงเสีย ในเรื่องนี้ ภูมิหลังครอบครัวของเขาก็สู้คนอย่างหยวนเซ่าไม่ได้ รายนั้นยิ่งลาออกจากราชการ ตำแหน่งยิ่งใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ แต่หากเขาได้เป็นขุนนางของเมืองเซียงหยาง แล้วถูกเหมารวมว่าเป็นคนของฝ่ายหลิวเปี่ยว ศัตรูในอนาคตก็จะไม่ใช่แค่หลิวเป้ยจอมแทงข้างหลังที่ร้ายกาจราวกับหมาป่า แต่ยังต้องเผชิญหน้ากับเฉาเชาผู้แข็งแกร่งและจ้องจะตะครุบเหยื่อตาเป็นมัน เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีซุนเฉวียนที่คอยลอบกัดอยู่ข้างหลังอีก…

แค่คิดก็รู้สึกได้เลยว่าระดับความยากมันพุ่งทะลุหลอดไปแล้ว…

ทำไมคนอื่นทะลุมิติมาถึงได้เจอแต่ความยากระดับเด็กอนุบาล ไปถึงก็เตะต่อยคนแก่ในบ้านพักคนชราได้สบายๆ กระทืบเด็กอนุบาลที่เป๋ยไห่ได้ชิลๆ แต่พอเป็นข้า ทำไมระดับความยากถึงได้อัปเกรดเป็นโหมดนรกไปได้ล่ะเนี่ย…

เฟยเฉียนได้แต่โอดครวญอยู่ในใจอย่างสุดซึ้ง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องส่งจดหมายสองฉบับนั้นไปก่อน มาถึงถิ่นคนอื่นแล้วก็ต้องเข้าไปคารวะเจ้าถิ่นก่อนถึงจะดี เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะถูกเรียกพบเมื่อไหร่ก็เท่านั้น…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note