ตอนที่ 84 เดิมพันสามปี
แปลโดย เนสยังเผยเฉียนมองดูท่าทีที่มั่นใจของกุยแก ในใจก็อยากรู้เช่นกันว่าชายหนุ่มผู้นี้ จะมีสติปัญญาที่คู่ควรกับสมญานามยอดกุนซืออัจฉริยะดังที่ปรากฏในนิยายสามก๊กหรือไม่…
“ขอเรียนถาม สิ่งใดคือกษัตริย์? สิ่งใดคือขุนนาง? สิ่งใดคือตระกูลใหญ่? สิ่งใดคือราษฎร?” เผยเฉียนโยนคำถามนี้ออกไป แม้จะดูเหมือนเป็นการขอคำอธิบายของคำศัพท์ทั้งสี่ แต่แท้จริงแล้วเผยเฉียนต้องการถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นทั้งสี่นี้ เพื่อดูว่ากุยแกมีความเข้าใจต่อแต่ละชนชั้นอย่างไร…
กุยแกคลี่ยิ้มอย่างผ่อนคลาย เขามองไปรอบๆ ราวกับกำลังมองหาสิ่งใดอยู่ จากนั้นก็เดินไปด้านข้างสองก้าว หยิบกิ่งหญ้าชี (蓍草) ที่ไม่รู้ว่าใครทำตกไว้ขึ้นมา ชี้ไปที่ศีรษะของตนเองแล้วกล่าวว่า “นี่คือกษัตริย์ “
เขาชี้ไปที่มือที่ถือหญ้าชี แล้วกล่าวต่อว่า “นี่คือขุนนาง “
เขาชูหญ้าชีขึ้น แล้วกล่าวว่า “นี่คือตระกูลใหญ่ “
สุดท้ายเขาชี้ไปที่ฝูงมดที่กำลังไต่คลานอยู่บนพื้นดิน แล้วกล่าวว่า “นี่คือราษฎร”
เผยเฉียนยิ้มออกมา หึหึ เจ้าหนุ่มนี่ ปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็วดีเยี่ยม อีกทั้งยังสามารถนำสิ่งของรอบกายมาเปรียบเปรยได้อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของคนส่วนใหญ่ในยุคนี้ ที่สำคัญคือการตอบคำถามนั้นช่างแนบเนียน
เผยเฉียนถามสี่คำถามแยกกัน แต่แท้จริงแล้วต้องการถามถึงความเชื่อมโยงของทั้งสี่ และกุยแกก็ตอบทั้งสี่คำถาม แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาใช้การเปรียบเปรยนี้เพื่ออธิบายถึงความเชื่อมโยงของทั้งสี่เช่นกัน…
กษัตริย์คือศีรษะ ที่คอยสั่งการขุนนาง ซึ่งเปรียบเสมือนมือ จากนั้นขุนนางก็จะเลือกใช้ตระกูลใหญ่ ซึ่งเปรียบเสมือนหญ้าชี และท้ายที่สุดตระกูลใหญ่ก็จะเป็นผู้ชี้นำราษฎร…
นี่คือรูปแบบการปกครองในสังคมศักดินาของราชวงศ์ฮั่น หรืออาจกล่าวได้ว่าเริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ยุคชุนชิวจ้านกั๋ว การปกครองแบบแบ่งแยกเป็นชั้นๆ ก่อเกิดเป็นโครงสร้างพีระมิดอันกว้างใหญ่ กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจสูงสุด ขุนนางผู้กุมอำนาจบริหาร ตระกูลใหญ่ผู้กุมอำนาจท้องถิ่น และราษฎรผู้โง่เขลา…
ช่างมีเหตุมีผลและเหมาะสมยิ่งนัก
แต่เผยเฉียนยังไม่พอใจเพียงเท่านี้ นี่เป็นเพียงกุยแกในวัยหนุ่ม อาจจะเป็นเพียงร่างที่กำลังเติบโต บางทีอาจจะต้องรออีกสักสองสามปี เมื่อเขาได้ไปอยู่กับโจโฉอย่างแท้จริง เขาจึงจะกลายเป็นกุยแกในร่างสมบูรณ์
เผยเฉียนต้อนต่อไปด้วยคำถามที่สอง “หากเป็นเช่นนั้น ในยามที่เกิดวิกฤตการณ์ใหญ่หลวง หากจำต้องสละสิ่งหนึ่งในสี่สิ่งนี้ จะสละสิ่งใด?” หากวันใดวันหนึ่งจำต้องตัดสิ่งใดสิ่งหนึ่งทิ้งระหว่าง กษัตริย์ ขุนนาง ตระกูลใหญ่ และราษฎร จะสละสิ่งใด?
“เรื่องนี้…” เป็นที่ชัดเจนว่าไม่เคยมีผู้ใดถามคำถามเช่นนี้มาก่อน และยังเป็นคำถามที่เจาะลึกจนยากจะหาคำตอบ กุยแกจึงไม่อาจตอบได้ในทันที และตกอยู่ในห้วงความคิด
ไอ้หนู ไม่เคยเจอคำถามแบบจำต้องเลือก (Multiple Choice) มาก่อนล่ะสิ? หึหึ นึกย้อนไปในยุคหลัง หากใครอยากจะเข้าทำงานในบริษัทที่ชอบวางมาดใหญ่โต ก็มักจะต้องเจอคำถามทำนองนี้ทั้งนั้น
ตัวอย่างเช่น เริ่มแรกก็จะถามว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมีกี่สิ่ง?
จากนั้นก็จะรู้สึกว่าคำถามนี้ง่ายดายเหลือเกิน จึงตอบไปยืดยาวว่า การสร้างผลงาน ความมั่งคั่ง คุณค่าของชีวิต บลาๆๆ…
แต่กลับไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วผู้สัมภาษณ์ไม่ได้สนใจคำตอบของคุณเลยแม้แต่น้อย เขาแค่ขุดหลุมรอให้คุณกระโดดลงไป แล้วก็โกยดินกลบฝังคุณเสีย
หากต้องสละสิ่งหนึ่งในบรรดาสิ่งที่คุณเพิ่งพูดมา คุณจะสละสิ่งใดเป็นอันดับแรก?
หากคำถามนั้นยังโหดไม่พอ ก็จะถามต่อว่า นอกจากสิ่งที่เพิ่งสละไป หากต้องสละอีกสิ่งหนึ่ง คุณจะสละสิ่งใด?
…
ในเวลานี้ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะตอบอะไรไป ก็มักจะต้องตกอยู่ในสภาวะคิดหนัก เช่นเดียวกับกุยแกในตอนนี้
สละกษัตริย์หรือ? ขาดศีรษะไปแล้วจะอยู่ได้อย่างไร? หลักคำสอนพื้นฐานของลัทธิขงจื๊อก็จะไร้จุดหมายทันที?
สละขุนนางหรือ? ตัดแขนขาทิ้งไป คนผู้นี้จะยังสมบูรณ์อยู่หรือ? แล้วจะไปควบคุมตระกูลใหญ่ได้อย่างไร? ประเทศชาติจะขับเคลื่อนได้อย่างไร?
สละตระกูลใหญ่หรือ? ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของตระกูลใหญ่ จะยอมขุดหลุมฝังตัวเองหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่มีตระกูลใหญ่ ขุนนางเพียงไม่กี่คนจะสามารถควบคุมพื้นที่ได้มากน้อยเพียงใด? คำสั่งจะไปถึงท้องไร่ท้องนาได้อย่างไร?
สละราษฎรหรือ? ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด แต่ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะถึงแม้จะเป็นชนชั้นที่ต่ำต้อยที่สุด แต่หากไม่มีราษฎรแล้ว ชนชั้นที่อยู่เบื้องบนจะมีความหมายอันใดอีกเล่า?
กุยแกแอบเบ้ปาก เผยเฉียน เผยจื่ออวิ๋นผู้นี้ ภายนอกดูเหมือนจะเป็นคนมีเมตตา สุภาพอ่อนโยน แต่ที่แท้ภายในกลับซ่อนความเจ้าเล่ห์เอาไว้ ไม่ทันระวังตัวก็ขุดหลุมให้ข้ากระโดดลงไปเสียแล้ว…
กุยแกกลอกตาไปมา ในที่สุดเขาก็กล่าวว่า “จื่ออวิ๋นเปี่ยมด้วยปัญญา ไม่สู้ช่วยชี้แนะข้าที?” เอาล่ะ คำถามของท่านนั้นยอดเยี่ยม แต่หากท่านสามารถตอบได้เอง ข้าถึงจะยอมรับว่าท่านมีปัญญาอย่างแท้จริง…
เผยเฉียนยิ้มกริ่ม แม้เขาจะรู้ว่าในยุคหลังได้สละตระกูลใหญ่ทิ้งไป และใช้ความรู้ของตระกูลใหญ่มาบ่มเพาะราษฎรที่เคยโง่เขลา ให้เติบโตเป็นฝูงแกะที่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี จากนั้นก็สามารถปกครองฝูงแกะเหล่านั้นได้โดยตรง แต่ในเวลานี้เขาไม่สามารถนำเรื่องนี้มาพูดได้
เพราะรากฐานสำคัญของเส้นทางนี้คือการเปิดปัญญาให้แก่ราษฎร และการเปิดปัญญาที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การสอนให้ราษฎรรู้จักตัวหนังสือเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น แต่จะต้องมอบสิทธิในการตัดสินใจ สิทธิในการรับรู้ และอำนาจในการปกครองตนเองอย่างเต็มที่…
มิฉะนั้น ลองดูเกาหลีเหนือในยุคหลังเป็นตัวอย่างสิ จะบอกว่าราษฎรที่นั่นไม่รู้หนังสือหรือ? แต่พวกเขาก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองของผู้มีอำนาจที่ทำตัวดุจเทพเจ้าอยู่ดีมิใช่หรือ?
เส้นทางที่ต้องใช้เวลาหลายพันปีในการก้าวเดิน และยังไม่แน่ว่าจะเดินได้สำเร็จ หากนำมาพูดให้กุยแกที่ยังไม่เคยผ่านประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชนฟังในเวลานี้ เขาคงจะคิดว่าเป็นการพูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระเป็นแน่
ดังนั้น เผยเฉียนจึงกล่าวว่า “ข้าเองก็ไม่อาจล่วงรู้ แต่เรามาพนันกันดูดีหรือไม่…”
กุยแกไม่ได้ตอบรับในทันที เขาเพียงแต่นิ่งฟัง แสดงให้เห็นว่ายังมีความสนใจอยู่บ้าง
ดูเหมือนว่าหลังจากโดนหลอกไปครั้งหนึ่ง เจ้าหนุ่มนี่จะเรียนรู้ที่จะระวังตัวแล้วสิ ไม่ยอมรับปากทันที แต่ขอฟังให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ แต่ทว่า…
เผยเฉียนกล่าวว่า “ข้าได้รับคำสั่งจากท่านอาจารย์ให้เดินทางไปศึกษาหาความรู้ อย่างน้อยก็หนึ่งปี อย่างมากก็สามปี หากในช่วงเวลานี้ ท่านสามารถหาคำตอบได้ ท่านชนะ แต่หากข้าหาคำตอบได้ ข้าชนะ ท่านเห็นด้วยหรือไม่?” การหาคำตอบในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการตอบด้วยคำพูดเพียงประโยคสองประโยค แต่ต้องมีขั้นตอนและวิธีการในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม มิฉะนั้นก็คงเรียกว่า “ตอบ (答)” ด้วยปากเปล่า ไม่ใช่ “แก้ (解)” ด้วยการปฏิบัติจริง
กุยแกชั่งน้ำหนักดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็เห็นว่าเป็นการเดิมพันที่ยุติธรรมดี การใช้ความรู้มาเป็นเดิมพันก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เขาจึงกล่าวว่า “แล้วเดิมพันคือสิ่งใด? หากมีคำตอบแล้ว จะไปตามหาท่านได้อย่างไร?” ความหมายแฝงก็คือ ข้าต้องเป็นผู้ชนะอย่างแน่นอน!
“สุราชั้นดีร้อยไหเป็นอย่างไร? ข้าเดินทางไปศึกษาที่เกงจิ๋ว หากข้ามีคำตอบ แล้วข้าจะไปตามหาท่านได้อย่างไร?” คำตอบของเผยเฉียนก็หมายความว่า ผู้ใดจะชนะนั้นยังไม่แน่!
กุยแกหัวเราะลั่น “ดี! ท่านไม่ต้องกังวล ข้าจะหาคำตอบให้จงได้!” พูดจบเขาก็ประสานมือและเตรียมจะเดินจากไป
“ฟ่งเสี้ยวช้าก่อน!” เผยเฉียนหันไปหยิบกระดาษและพู่กันที่ตระกูลซุนเตรียมไว้ให้ เขาเขียนข้อความลงไปว่า “เดือนเก้า รัชศกเจาหนิง ณ เรือนรับรองตระกูลซุน ซุนฮกบรรยายเปิดนำร่อง ซุนซองเป็นผู้บรรยายหลัก” จากนั้นก็ลงชื่อ “เผยเฉียน แห่งแม่น้ำฮวงโหและลั่วสุ่ย” ไว้ที่ด้านซ้ายล่าง แล้วยื่นกระดาษและพู่กันให้กุยแก
กุยแกมองดูแล้วก็เข้าใจเจตนาของเผยเฉียนทันทีโดยไม่ต้องอธิบาย เขาปรบมือแล้วกล่าวว่า “จื่ออวิ๋นช่างรอบคอบยิ่งนัก วิธีนี้ช่างแยบยลยิ่ง!”
ในยุคโบราณการส่งข่าวสารไม่ได้สะดวกสบายเหมือนยุคหลัง หากทั้งสองฝ่ายต่างหาคำตอบได้ แล้วจะตัดสินได้อย่างไรว่าผู้ใดหาคำตอบได้ก่อน? วิธีการของเผยเฉียนสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างคร่าวๆ
การเขียนคำตอบพร้อมบันทึกเวลา สถานที่ เหตุการณ์ และบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ไว้ด้วยกัน ทำให้การทุจริตเป็นไปได้ยาก ตัวอย่างเช่น การเขียนเวลาและเหตุการณ์ล่วงหน้า แต่ระยะเวลาในการส่งคำตอบสามารถนำมาคำนวณได้ หากตรวจสอบแล้วพบว่าเขียนเวลาไว้เมื่อปีที่แล้ว แต่คำตอบเพิ่งจะมาถึงในปีนี้ จากอิ่งชวนไปเกงจิ๋ว ต่อให้เดินทางช้าแค่ไหนก็คงไม่ใช้เวลาถึงหนึ่งปีใช่หรือไม่?
ดังนั้นอย่างมากก็คงล่วงหน้าได้เพียงหนึ่งหรือสองเดือน ไม่มีทางล่วงหน้าได้มากไปกว่านี้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อีกประการหนึ่ง เผยเฉียนจงใจเซ็นชื่อไว้ที่ด้านซ้าย เพื่อแสดงความถ่อมตน และเว้นที่ด้านขวาไว้ให้กุยแก ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อความเย่อหยิ่งของกุยแก…
กุยแกจับพู่กันด้วยความยินดี ตวัดพู่กันเซ็นชื่ออย่างรวดเร็ว ถือเป็นการยืนยันข้อตกลงอย่างเป็นทางการ
แต่นึกไม่ถึงว่าเผยเฉียนจะยื่นกระดาษมาให้อีกแผ่น พร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ข้ามีความชื่นชอบในการสะสมลายเซ็น รบกวนฟ่งเสี้ยวช่วยเซ็นให้อีกแผ่นได้หรือไม่…”

0 Comments