ตอนที่ 81 แวดวงเล็กๆ ของตระกูลสูงศักดิ์
แปลโดย เนสยังการบรรยายสาธารณะนั้นไม่มีการหยุดพักครึ่งเวลา ทว่า ผู้เข้าร่วมสามารถแอบออกไปทำธุระส่วนตัวได้ตราบใดที่ไม่รบกวนผู้อื่น
นี่คือข้อสรุปที่เผยเฉียนได้จากการแอบสังเกตผู้คนภายในงาน ซึ่งก็ถือว่าช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของเขาไปได้
ซุนฮกบรรยายต่อเนื่องไปจนถึงยามเที่ยง จากนั้นจึงเป็นเวลาสำหรับการถกเถียงอิสระประมาณหนึ่งชั่วยาม หากผู้ใดมีข้อสงสัยก็สามารถไปสอบถามซุนฮกได้ ในช่วงเวลานี้การเคลื่อนไหวของผู้คนไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในลานบรรยาย ผู้คนส่วนใหญ่จึงแยกย้ายกันไปจับกลุ่มพูดคุย กลายเป็นแวดวงเล็กๆ หลายกลุ่ม
เผยเฉียนไม่มีกะจิตกะใจจะไปตามหาแวดวงของบัณฑิตแห่งแม่น้ำฮวงโหและลั่วสุ่ย ประการแรกคือแม้ตัวเขาจะมาจากพื้นที่นั้น แต่ก็เป็นเพียงสายตระกูลสาขา ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยมีความสนิทสนมอันใด จึงไม่ค่อยคุ้นเคยนัก ประการที่สองคือได้ยินมาว่าตระกูลสุมาแห่งโหเน่ย์ไม่ได้ส่งผู้ใดมาร่วมงาน การไปหาบัณฑิตตระกูลอื่นๆ ในแถบนั้นจึงดูไม่ค่อยน่าสนใจเท่าใดนัก สู้ไปทำความรู้จักกับแวดวงบัณฑิตแห่งอิ่งชวนเสียยังจะดีกว่า
ด้วยความคิดนี้ เผยเฉียนจึงอ้างว่าจะไปทำความรู้จักกับวีรบุรุษแห่งอิ่งชวน และเดินตามจ่าวจือไป
แต่น่าเสียดาย หลังจากเดินวนเวียนอยู่สองรอบ เผยเฉียนก็พบว่าตนเองคงจะคาดการณ์ผิดไป
เดิมทีเขาคิดว่าจ่าวจือซึ่งอย่างน้อยก็เป็นคนฉางเซ่อในเขตอิ่งชวน น่าจะพอเป็นเจ้าถิ่นได้บ้าง แต่นึกไม่ถึงว่าเมื่อเดินตามจ่าวจือไป จ่าวจือก็ไม่ได้รับความสำคัญหรือการต้อนรับมากนัก บทสนทนาส่วนใหญ่ที่พูดกันก็มีเพียงการทักทายบอกชื่อและนามรองเมื่อแรกพบ จากนั้นก็แทบไม่มีใครสนใจพวกเขาสองคนอีกเลย…
หลังจากตามจ่าวจือเดินเข้าออกหลายแวดวงแต่ก็ยังไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปร่วมวงสนทนาได้ เผยเฉียนจึงแอบดึงแขนจ่าวจือแล้วเอ่ยถามว่า “จื่อจิ้งเคยเข้าร่วมงานชุมนุมเช่นนี้มาก่อนหรือไม่?”
“เอ๊ะ? ไม่เคยเลยขอรับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของข้าน้อย…” จ่าวจือมีสีหน้าขัดเขินเล็กน้อย นี่ท่านมองออกด้วยหรือ?
เผยเฉียนแทบอยากจะยกมือขึ้นกุมขมับ ข้ากะไว้แล้วเชียว เป็นครั้งแรกแท้ๆ แล้วเจ้าจะพาข้ามาทำไม ข้าก็ไม่ได้ชอบแบบนี้เสียหน่อย…
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ แวดวงของพวกตระกูลเฉินและตระกูลซุนที่อยู่ใกล้กับแท่นบรรยายนั้นดูจะมีระดับสูงเกินไป ชื่อเสียงของเขาในตอนนี้ยังน้อยนิดนัก ต่อให้ยกเอาชื่อของท่านอาจารย์ชัวหยงมาอ้างก็คงไม่ค่อยได้ผล สู้ลดระดับลงมาหน่อยแล้วไปหาคนอื่นๆ น่าจะดีกว่า…
จริงสิ เขายังไม่รู้เลยว่ากุยแกหน้าตาเป็นอย่างไร มาถึงอิ่งชวนทั้งที ได้พบกุยแกสักหน่อยก็คงจะดี…
เมื่อคิดได้ดังนั้น เผยเฉียนจึงเอ่ยถามจ่าวจือว่า “จื่อจิ้งพอจะรู้หรือไม่ว่า กุยแก อยู่ที่ใด?”
“ตระกูลกัวหรือ…” จ่าวจือหันซ้ายหันขวามองหา ก่อนจะชี้ไปที่มุมหนึ่งทางทิศตะวันออกของลานบรรยาย แล้วกล่าวว่า “…ตรงนั้นไงขอรับ จะไปหรือ?”
เผยเฉียนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที จะได้พบกุยแกแล้ว! เขาไม่ได้สังเกตให้ถี่ถ้วนนัก จึงรีบตอบตกลงทันที
แต่เมื่อเดินตามจ่าวจือไปถึงทางทิศตะวันออกของลาน และได้เห็นคนไม่กี่คนที่จ่าวจือชี้ให้ดู เขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ…
ชายทั้งสามคนเบื้องหน้าล้วนอยู่ในวัยกลางคน อายุราวสามสิบถึงสี่สิบปี คนซ้ายสุดรูปร่างเตี้ยอ้วน คนกลางผิวคล้ำ ส่วนคนขวาสุดรูปร่างผอมบาง เผยเฉียนพินิจดูแล้วแอบคิดในใจว่า คนไหนคือ กุยแก กันนะ? คนผอมทางขวานั่นหรือ?
เผยเฉียนก้าวเข้าไปทำความเคารพและแนะนำตัว
ชายผิวคล้ำที่อยู่ตรงกลางมองสำรวจเผยเฉียนตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ตระกูลเผยแห่งแม่น้ำฮวงโหและลั่วสุ่ยหรือ? ท่านเจี้ยนอี้ต้าฟู เผยหมิ่น นามรองจื่อเฮ่า เป็นอันใดกับท่าน?” สายตระกูลเผยมีมากมาย ท่านมาจากสายใดกัน?
“เป็นท่านอาของข้าเอง” เผยเฉียนตอบ
ถึงอย่างไรก็เป็นท่านอาจริงๆ จะนับเป็นสายตระกูลหลักหรือไม่ พวกท่านก็เดาเอาเองเถิด…
“อ้อ…” ชายผิวคล้ำสบตากับชายอีกสองคนข้างๆ ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง “เช่นนั้นครานี้ตั้งใจเดินทางมาฟังบรรยายที่ตระกูลซุนเป็นการเฉพาะหรือ?” คนของตระกูลหลักเหตุใดจึงไม่อยู่ศึกษาในตระกูลของตน แต่กลับมาฟังบรรยายที่ตระกูลซุนเล่า?
“มิใช่หรอกขอรับ เพียงแต่รับคำสั่งจากท่านอาจารย์ให้เดินทางไปศึกษาที่เกงจิ๋ว บังเอิญผ่านมาพบงานนี้พอดีจึงแวะเข้าร่วม”
“อ้อ ไม่ทราบว่าท่านกราบผู้ใดเป็นอาจารย์หรือ?” เดินทางมาศึกษาหาความรู้ ดูท่าจะเป็นระดับที่สูงขึ้นมาอีกขั้น ครอบครัวคงไม่ธรรมดาแน่
“ข้าน้อยไร้ความสามารถ โชคดีที่ท่านซื่อจง ชัวหยง รับไว้เป็นศิษย์” เผยเฉียนประสานมือคารวะไปทางทิศของลั่วหยางเพื่อแสดงความเคารพต่อท่านอาจารย์ชัวหยง
“โอ้! โอ้! เป็นท่านซื่อจง ชัวหยง หรือ?”
“ถูกต้องแล้ว!” ชื่อเสียงของตาแก่ชัวหยงอาจจะข่มพวกตระกูลใหญ่ระดับท็อปไม่ได้ แต่สำหรับตระกูลระดับกลางๆ นั้นถือว่าใช้ได้ผลดีทีเดียว…
ชายทั้งสามเบิกตากว้างขึ้นทันที นี่คือศิษย์ของชัวหยงเชียวนะ! พวกเขาจึงรีบทำความเคารพใหม่อีกครั้ง
“ข้าน้อย กัวต้าน นามรองหยวนอี้ แห่งอิ่งชวน” ชายวัยกลางคนผิวคล้ำประสานมือแนะนำตัว
คนนี้ไม่ใช่…
“ข้าน้อย กัวเฟิ่ง นามรองจ้งซิน แห่งอิ่งชวน” ชายวัยกลางคนรูปร่างเตี้ยอ้วนเอ่ยขึ้น
คนนี้ก็ไม่ใช่…
“ข้าน้อย กัวหลั่น นามรองจื่อป๋อ แห่งอิ่งชวน” ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมบางก็ประสานมือทำความเคารพเผยเฉียนเช่นกัน
…
เผยเฉียนรู้สึกเหมือนมีฝูงอีกาบินผ่านศีรษะไป…
ไหนบอกว่าเป็น กุยแก อย่างไรเล่า?
แล้วมายากลสลับตัวคนนี่มันหมายความว่าอย่างไร?
เผยเฉียนกำลังจะหันไปถามจ่าวจือว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น แต่ก็พลันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เขาถามถึง “กุยแก (กัวเจีย)” แต่คำตอบที่จ่าวจือให้น่าจะเป็น “ตระกูลกัว (กัวเจีย)” แน่นอนเลย ช่างเป็นความเข้าใจผิดที่น่าปวดหัวจริงๆ…
เรื่องนี้จะโทษใครได้เล่า ก็ต้องโทษตัวเขาเองที่ตื่นเต้นจนลืมไปว่า ในยุคฮั่นการเรียกขานกันจะต้องเรียกด้วยนามรอง คำว่า “เจีย (嘉)” กับ “เจีย (家)” มันออกเสียงเหมือนกันเสียนี่ หากไม่เรียกนามรอง จ่าวจืออาจจะคิดว่าเขามีความแค้นกับกุยแกจนต้องเรียกชื่อเต็มๆ แบบนี้เสียด้วยซ้ำ…
แต่ในเมื่อมาถึงแล้ว จะให้หันหลังกลับทันทีก็คงดูเสียมารยาทเกินไป
ถ้าเช่นนั้นก็คุยเล่นไปสักห้าอีแปะก่อนก็แล้วกัน เผยเฉียนรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยที่ไม่ได้พบกุยแก
การจะแทรกซึมเข้าสู่แวดวงของผู้อื่นอาจเป็นเรื่องยากสำหรับจ่าวจือ แต่สำหรับเผยเฉียนแล้วเรื่องนี้ถือว่าสบายมาก ในยุคหลังผู้ที่เคยผ่านงานเลี้ยงค็อกเทลมาย่อมสามารถพูดคุยอย่างกลมกลืนกับคนแปลกหน้าที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยได้อย่างราบรื่น นับประสาอะไรกับการรับมือกับชายวัยกลางคนตระกูลกัวที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงทั้งสามคนนี้?
เริ่มจากการฟังสิ่งที่พวกเขาพูด จากนั้นก็สรุปและต่อยอดประเด็นออกไป วิธีนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นว่าเขาตั้งใจฟัง แต่ยังช่วยจุดประกายบทสนทนาใหม่ๆ ได้อีกด้วย การเล่นลูกไม้นี้เผยเฉียนทำได้อย่างเชี่ยวชาญนัก
จ่าวจือมองเผยเฉียนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใส เขาไม่นึกเลยว่าเพียงไม่กี่ประโยค เผยเฉียนก็สามารถสนทนากับคนแปลกหน้าได้อย่างกลมกลืนและเป็นกันเองราวกับสหายเก่า ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ… ยิ่งไปกว่านั้น เขาเป็นถึงศิษย์ของท่านซื่อจงชัวหยง แต่ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ เขากลับไม่เคยโอ้อวด หรือทำตัวเย่อหยิ่งจองหองเลย ช่างเป็นวิญญูชนผู้ถ่อมตนอย่างแท้จริง…
เผยเฉียนไม่ได้สังเกตเห็นประกายระยิบระยับในดวงตาของจ่าวจือ เขาเพียงแค่ต้องการรู้จากคนทั้งสามว่ากุยแกอยู่ที่ใด ในเมื่อล้วนเป็นคนตระกูลกัว ก็น่าจะพอรู้เรื่องอยู่บ้างใช่หรือไม่?
และก็เป็นไปตามคาด เมื่อเผยเฉียนอ้างว่ามีสหายที่ลั่วหยางเคยกล่าวถึงกุยแก เขาจึงเอ่ยถามชายทั้งสาม กัวต้านชายผิวคล้ำก็มีสีหน้าประหลาดใจและกล่าวว่า “โอ้? กัวฟ่งเสี้ยวหรือ? สหายของท่านถามถึงเขาด้วยเหตุใดกัน?”
“เรื่องนี้… ข้าเองก็ไม่ทราบแน่ชัด เพียงแค่ได้ยินเขาเอ่ยถึงเท่านั้น…” จะให้ข้าบอกว่าอ่านเจอในนิยายสามก๊กยุคหลังได้อย่างไรเล่า?
“เป็นเพียงคนชอบเล่นพนันและติดสุราเท่านั้น หรือว่าเขาไปหลอกลวงสหายของท่านเข้าให้แล้ว?” กัวเฟิ่งชายเตี้ยอ้วนเอ่ยขึ้น
“หา?! กัวฟ่งเสี้ยวหลอกลวงคนรึ?” เผยเฉียนแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
กัวหลั่นชายร่างผอมกล่าวเสริม น้ำเสียงดูราวกับเหนื่อยใจที่ตระกูลกัวมีคนเช่นนี้ “บ้านเขานั้นไร้ทรัพย์สิน อีกทั้งยังติดสุราอย่างหนัก อาศัยเพียงสติปัญญาที่มีอยู่บ้าง มักจะไปท้าพนันกับผู้อื่น หลอกเอาเงินทองไปซื้อสุรากิน… เฮ้อ…”
อะไรนะ?!
กุยแกเป็นผีพนัน? แถมยังชอบเล่นพนันเพื่อเอาเงินไปซื้อสุราอีก?
สวรรค์!
เขาไม่ควรจะเป็นบัณฑิตหนุ่มรูปงามผู้มีความสามารถล้ำเลิศ เป็นที่รักของทุกคน และมีบุคลิกสง่างามหรอกหรือ?
เรื่องนี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว ทำเอาโลกทัศน์ของเผยเฉียนพังทลายลงในพริบตา…

0 Comments