ตอนที่ 66 อุดมการณ์
แปลโดย เนสยังในวันนี้ ชัวหยงนั่งตัวตรงอยู่ภายในห้องโถงด้านข้าง เบื้องหน้าจัดเตรียมพู่กันและหมึกไว้พร้อมสรรพ แต่เขากลับไม่ได้หยิบพู่กันขึ้นมา ราวกับกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด
ดังคำกล่าวที่ว่า เมื่อคนเราแก่ตัวลง สิ่งที่คอยอยู่เคียงข้างมักจะเหลือเพียงความทรงจำ ชัวหยงก็ไม่ข้อยกเว้น เขากำลังนึกย้อนไปถึงเส้นทางชีวิตที่เต็มไปด้วยพายุฝนที่เขาเคยเดินผ่านมา
ชีวิตของชัวหยงผู้นี้เต็มไปด้วยความพลิกผันอย่างแท้จริง
ครั้งแรกในสมัยพระเจ้าฮั่นฮวนเต้ เมื่อพระองค์ทรงเรียกตัวเขาเข้ารับราชการ ชัวหยงรู้สึกว่าในยามนั้นเหล่าขันทีควบคุมราชสำนักจนมืดมนเกินไป เขาจึงแกล้งทำเป็นป่วยระหว่างการเดินทาง และหันหลังกลับบ้านเกิด
ครั้งที่สอง เขาเข้ารับราชการจากการเสนอชื่อของเกี้ยวเหียน ขุนนางผู้มีชื่อเสียงด้านความซื่อสัตย์สุจริต โดยเข้ารับตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ช่วย และได้รับการดูแลอย่างดีจากเกี้ยวเหียน ต่อมาเขาก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายอำเภอเหอผิง และถูกเรียกตัวกลับมาเป็นหลางจง เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบตำราในหอสมุดหลวงตงกวน ก่อนจะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นอี้หลาง ศิลาจารึกแห่งรัชศกซีผิง (ซีผิงสือจิง) อันโด่งดังก็ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลานี้เอง
แต่ด้วยความที่ยังหนุ่มและขาดประสบการณ์ในการต่อสู้ทางการเมือง เขาจึงประเมินความตั้งใจในการฟื้นฟูบ้านเมืองของพระเจ้าฮั่นเลนเต้ผิดไป ในเวลานั้น เนื่องจากเกิดภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง พระเจ้าฮั่นเลนเต้ทรงรู้สึกไม่สบายพระทัย จึงเรียกตัวชัวหยงมาและให้เขาวิจารณ์ปัญหาของราชสำนักได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใด ผลก็คือชัวหยงเชื่ออย่างสนิทใจ และได้เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์ข้อบกพร่องของบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมาถวายขึ้นไป ผลลัพธ์คือเขาถูกขันทีเฉาเจี๋ยผูกใจเจ็บและใส่ร้าย จนชัวหยงถูกเนรเทศไปยังเมืองซั่วฟาง ซึ่งเป็นดินแดนทุรกันดารทางตอนเหนือของเป๊งจิ๋วที่ติดกับดินแดนของพวกเซียนเปย…
โชคดีที่ต่อมาพระเจ้าฮั่นเลนเต้ทรงประกาศอภัยโทษทั่วแผ่นดิน ชัวหยงจึงได้รับการเว้นโทษ หลังจากนั้นเขาต้องเร่ร่อนพเนจรไปทั่วแผ่นดิน อาศัยอยู่ในหลายสถานที่ และหลังจากพำนักอยู่ที่ดินแดนเจียงหนานทางใต้เป็นเวลานาน ในที่สุดเขาก็ถูกเรียกตัวกลับมายังเมืองลั่วหยางอีกครั้ง…
ด้วยนิสัยที่ซื่อตรงในวัยหนุ่ม ทำให้เขาต้องเผชิญกับความยากลำบากมาไม่น้อย แต่ทว่าหัวใจที่ซื่อสัตย์และบริสุทธิ์ดวงนี้ แม้จะผ่านพายุฝนมาอย่างหนักหน่วง ก็ยังไม่เคยแปรเปลี่ยน แล้วเหตุใดเมื่อมาถึงวัยชรา เขาจะต้องยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยเล่า?
ชัวหยงคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย เขาหยิบแท่งหมึกขึ้นมาฝนอย่างละเอียดบรรจง จากนั้นก็หยิบพู่กันขึ้นมา และตวัดพู่กันเขียนตัวอักษรลงไปหนึ่งบรรทัดอย่างรวดเร็ว
เผยเฉียนที่เดินตามพ่อบ้านตระกูลชัวเข้ามา พอดีได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้
เมื่อเห็นเผยเฉียนมาถึง ชัวหยงก็วางพู่กันลง และส่งสัญญาณให้เผยเฉียนนั่งลง
ชัวหยงพิจารณาลูกศิษย์ตรงหน้า แม้จะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่เขากลับรู้สึกว่าเผยเฉียนเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี สุภาพอ่อนโยนและมีมารยาท ซึ่งเข้ากับนิสัยของเขาได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น ในบางเรื่อง เผยเฉียนยังทำได้ดีกว่าตัวเขาในวัยหนุ่มเสียอีก รู้จักเหตุผลและรู้จักพลิกแพลง นับว่าเป็นบุคลากรที่หาได้ยากยิ่ง แน่นอนว่าหากสามารถพัฒนาความรู้ด้านวรรณกรรมให้ลึกซึ้งขึ้นได้อีกก็จะยิ่งประเสริฐ
เมื่อเผยเฉียนนั่งลงเรียบร้อย ชัวหยงก็เอ่ยถามว่า “ตำราจั่วจ้วน เจ้าสามารถอ่านจนคล่องแคล่วได้แล้วหรือยัง?”
เผยเฉียนทำท่าจะลุกขึ้นตอบ แต่ชัวหยงห้ามไว้ เขาจึงตอบว่า “ข้าน้อยสามารถอ่านได้อย่างคล่องแคล่วแล้วขอรับ” การอ่านออกเสียงให้คล่องแคล่วคือข้อกำหนดพื้นฐานของการศึกษาตำรา มาตรฐานของการอ่านคล่องคือการเข้าใจความหมายของตัวอักษรในตำรา ดังนั้นข้อกำหนดนี้ของชัวหยงจึงไม่ได้สูงเกินไปนัก
ชัวหยงพยักหน้า แล้วกล่าวว่า “ในตำราจั่วจ้วน ประการแรกสามารถศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อเป็นบทเรียนในปัจจุบัน ประการที่สองครอบคลุมเรื่องราวอันหลากหลาย ประการที่สามแฝงไว้ด้วยหลักการในการดำเนินชีวิต ในยามว่างจากการอ่าน เจ้าต้องพิจารณาไตร่ตรองให้ลึกซึ้ง”
เผยเฉียนพยักหน้ารับคำสั่งสอน
ชัวหยงกล่าวต่อไปว่า “เรื่องของฉงเอ่อร์ที่เจ้ากล่าวถึงเมื่อหลายวันก่อน แม้สิ่งที่เจ้าพูดจะไม่ผิด แต่ข้าผู้เฒ่าชราภาพมากแล้ว ข้าไม่อยากจะไปรับแผ่นดินของชาวบ้าน หรือรับน้ำล้างมือจากผู้อื่นอีกต่อไป!”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของเผยเฉียนก็เปลี่ยนไป ท่านอาจารย์ชัวหยงหมายความว่าจะไม่ยอมหนีไปไหนแล้วหรือ?
“แผ่นดินของชาวบ้าน น้ำล้างมือจากผู้อื่น” ที่ชัวหยงกล่าวถึงนั้น คือเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการหลบหนีของฉงเอ่อร์ เหตุการณ์แรกคือตอนที่ฉงเอ่อร์หนีไปถึงเมืองอู่ลู่ในแคว้นเว่ย เขากำลังหิวโหย จึงไปขออาหารจากชาวนาที่กำลังถากถางที่ดินรกร้าง แต่ชาวนากลับไม่ได้มอบอาหารให้เขา กลับหยิบก้อนดินจากพื้นขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “หากไม่มีอาหาร ก็จงกินสิ่งนี้เสียเถิด…”
เหตุการณ์ที่สองคือตอนที่ฉงเอ่อร์หนีไปถึงแคว้นฉิน จิ้นมู่กงได้มอบหญิงสาวห้าคนให้เป็นภรรยาน้อยของฉงเอ่อร์ หนึ่งในนั้นคือองค์หญิงหวยอิ๋ง บุตรสาวของจิ้นมู่กง มีอยู่ครั้งหนึ่ง หวยอิ๋งประคองภาชนะใส่น้ำมาให้ฉงเอ่อร์ล้างมือ เมื่อฉงเอ่อร์ล้างมือเสร็จ เขาก็สะบัดมือให้หวยอิ๋งเดินออกไปอย่างไม่ใส่ใจ
ผลก็คือหวยอิ๋ง บุตรสาวของจิ้นมู่กงโกรธจัด และกล่าวว่า “แคว้นฉินและแคว้นจิ้นต่างก็เป็นแคว้นใหญ่ที่ทัดเทียมกัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านเห็นข้าเป็นคนรับใช้หรืออย่างไร? เหตุใดจึงกระทำการล่วงเกินเช่นนี้ หรือท่านดูแคลนข้า?” ฉงเอ่อร์ที่กำลังพึ่งพาผู้อื่นรู้สึกหวาดกลัว จึงรีบถอดเสื้อผ้าแล้วขังตัวเองไว้ในห้อง เพื่อเป็นการขอขมาต่อจิ้นมู่กง
ในวัยหนุ่ม ชัวหยงเคยล่วงเกินขันทีเฉาเจี๋ยเพราะการพูดจาตรงไปตรงมา ทำให้เขาถูกเฉาเจี๋ยวางแผนใส่ร้าย จนต้องตกจากตำแหน่งขุนนางระดับสูงกลายเป็นนักโทษ และต้องถูกเนรเทศไปตกระกำลำบากอยู่ภายนอกนานถึงสิบสองปี ในช่วงเวลาสิบสองปีนี้ แม้ชัวหยงจะไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่เขาก็ได้ลิ้มรสความทุกข์ยาก และรับรู้ถึงความเย็นชาของโลกมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ชีวิตที่ต้องหลบหนีและพึ่งพาผู้อื่นเช่นนี้ สำหรับเขาแล้ว มันเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากจะลิ้มลองเป็นครั้งที่สองอีกแล้ว…
แม้ว่าตอนนี้เขาจะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดิน การหลบหนีอาจจะไม่ลำบากเหมือนในวัยหนุ่ม แต่ทว่าคนเราเมื่อแก่ตัวลง ย่อมไม่มีเรี่ยวแรงที่จะไปตกระกำลำบากอีกแล้ว…
เผยเฉียนตั้งใจจะพูดเกลี้ยกล่อมอีกสักหน่อย แต่เพิ่งจะอ้าปากก็ถูกชัวหยงห้ามไว้
ชัวหยงนำแผ่นกระดาษที่เขาเพิ่งเขียนเมื่อครู่ยื่นให้เผยเฉียน เพื่อให้เผยเฉียนได้อ่าน
เผยเฉียนรับมาดู ก็เห็นอักษรที่เขียนด้วยเส้นสายพลิ้วไหวประดุจมังกรเหินหงส์ร่อน: “เดินทางนับหมื่นลี้ฝ่าทะเลทราย เป็นขุนพลบุกตะลุยแดนซงหนู หนทางตีบตันอาวุธหักสะบั้น ไพร่พลสูญสิ้นชื่อเสียงมลายสูญ”
นี่มันมีความหมายว่าอย่างไร? เผยเฉียนคิดไม่ออกในทันที
ชัวหยงเห็นดังนั้นก็ยิ้ม แล้วถามว่า “จื่ออวิ๋น เจ้าเคยอ่าน ‘ฮั่นซู’ หรือไม่?” ฮั่นซูเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาที่ชัวเอี๋ยมเพิ่มให้เผยเฉียนในภายหลัง แน่นอนว่าหนังสืออ่านนอกเวลาเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ฮั่นซู แต่ยังมีหนังสืออื่นๆ อีกมากมาย…
“เคยอ่านผ่านๆ มาบ้างขอรับ” เผยเฉียนตอบ ในใจก็คิดว่า เหตุใดท่านอาจารย์จึงจู่ๆ ก็ถามถึงฮั่นซู?
ทันใดนั้น เผยเฉียนก็นึกขึ้นได้ มิน่าล่ะชัวหยงถึงถามถึงฮั่นซู ที่แท้ประโยคนี้ก็มาจากฮั่นซู และผู้ที่เป็นเจ้าของเรื่องราวก็คือบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ซูอู่
ในสมัยพระเจ้าฮั่นอู่ตี้ กองทัพฮั่นได้ยกทัพไปปราบปรามซงหนูอย่างต่อเนื่อง จนความสัมพันธ์เลวร้ายลง เมื่อถึงปีแรกแห่งรัชศกเทียนฮั่น เชี่ยตีโหวฉานอวี๋ได้ขึ้นเป็นผู้นำของซงหนู ด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกราชวงศ์ฮั่นโจมตี เขาจึงมีท่าทีอ่อนน้อมต่อราชวงศ์ฮั่น และได้ส่งตัวคณะทูตฮั่นที่ถูกจับกุมไว้ก่อนหน้านี้กลับคืน พระเจ้าฮั่นอู่ตี้เพื่อเป็นการตอบแทนการกระทำของฉานอวี๋ จึงได้ส่งซูอู่ในฐานะจงหลางเจียง เป็นตัวแทนถือคทาอาญาสิทธิ์คุ้มกันทูตซงหนูที่ถูกราชวงศ์ฮั่นจับกุมไว้กลับประเทศ และได้มอบของขวัญให้แก่ฉานอวี๋ เพื่อแสดงความขอบคุณ
แต่เมื่อซูอู่เดินทางไปถึงดินแดนซงหนู เขากลับพบว่าซงหนูไม่ได้ยอมจำนนจริงๆ แต่เป็นเพียงแผนถ่วงเวลา ประจวบเหมาะกับที่เกิดความขัดแย้งภายในของซงหนู พวกเขาจึงฉวยโอกาสนี้ลอบสังหารฉานอวี๋ แต่น่าเสียดายที่แผนการล้มเหลว ซูอู่ถูกจับกุม และเมื่อเขาปฏิเสธที่จะยอมจำนน เขาก็ถูกฉานอวี๋เนรเทศไปเลี้ยงแกะที่ทะเลสาบเป่ยไห่
ในขณะเดียวกัน หลี่หลิง ซึ่งดำรงตำแหน่งซื่อจงเหมือนกับซูอู่ กลับไม่มีอุดมการณ์เช่นนั้น เขาได้ยอมจำนนต่อซงหนู ต่อมาเมื่อซูอู่ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับราชวงศ์ฮั่น หลี่หลิงได้ไปส่งและแต่งบทกวีสี่ประโยคนี้ขึ้น “เดินทางนับหมื่นลี้ฝ่าทะเลทราย เป็นขุนพลบุกตะลุยแดนซงหนู หนทางตีบตันอาวุธหักสะบั้น ไพร่พลสูญสิ้นชื่อเสียงมลายสูญ”
ความหมายของหลี่หลิงคือ ในอดีตข้าก็เคยเดินทางนับหมื่นลี้ ข้ามผ่านทะเลทราย เพื่อนำทัพต่อสู้กับซงหนูเพื่อฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่น แต่สุดท้ายเมื่อกองทัพพ่ายแพ้ ไร้หนทางถอย อาวุธหักสะบั้น ทหารล้มตายจนหมดสิ้น ข้าจึงจำต้องยอมจำนน และบัดนี้ชื่อเสียงของข้าก็พังทลายลงจนหมดสิ้น…
นี่คือบทกวีที่หลี่หลิงแต่งขึ้นเพื่อแก้ต่างให้กับการยอมจำนนของตนเอง และเป็นการแสดงความนับถือต่ออุดมการณ์ของซูอู่ ซึ่งเป็นความในใจที่เขาระบายออกมา
การที่ชัวหยงเขียนบทกวีสี่ประโยคนี้ ย่อมไม่ได้หมายความว่าเขาจะยกย่องหลี่หลิง แต่เขาต้องการแสดงเจตนารมณ์ว่า เขาต้องการจะเป็นเหมือนซูอู่ ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์และศักดิ์ศรีของตน…
เผยเฉียนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนใจ ท่านอาจารย์ชัวหยง ท่านรู้หรือไม่ว่าหากทำเช่นนี้ โศกนาฏกรรมก็จะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้ง?
ข้าควรจะช่วยท่านอย่างไรดี ท่านอาจารย์ชัวหยง?
และข้าจะช่วยศิษย์พี่ชัวเอี๋ยมได้อย่างไร?

0 Comments