ตอนที่ 552 แผนการของพยัคฆ์กังตั๋ง
แปลโดย เนสยังแม้ก่อนหน้านี้จะมีความขัดแย้งกันอยู่บ้าง แต่ภายใต้ความสัมพันธ์ฉันเครือญาติระหว่างตระกูลชัวและตระกูลฮอง เผยเชียนและเล่าเปียวจึงได้ก่อเกิดสายใยบางอย่างขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สายใยนี้แม้อาจจะไม่ได้มั่นคงดุจศิลา แต่ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ก็ทำให้เกิดความไว้วางใจได้มากกว่าคนทั่วไป
สถานการณ์นี้ก็คล้ายกับธุรกิจครอบครัวในยุคหลัง ที่บางครั้งพนักงานบัญชีตัวเล็กๆ แท้จริงแล้วอาจจะเป็นน้องเมียของประธานบริษัท หรืออาจจะเป็นบ้านเล็กบ้านน้อย ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ก็ล้วนมีความสัมพันธ์กัน แม้จะไม่สามารถไว้ใจกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยก็วางใจมอบหมายให้จัดการเรื่องบางเรื่องได้
ท่าทีที่ตระกูลเก๊งแสดงออกมา ทำให้เล่าเปียวรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่ไม่น้อย
แผนการที่ดูเหมือนจะมั่นคงปลอดภัยนั้น แท้จริงแล้วกลับเป็นประโยชน์ต่อตระกูลเก๊งเพียงฝ่ายเดียว แต่สำหรับเล่าเปียวหรือตระกูลชัวแล้ว มันไม่ใช่เรื่องดีเลย
เพราะสำหรับตระกูลเก๊งแล้ว ใครจะเป็นผู้ครองซงหยง หรือใครจะเป็นเจ้าแห่งเกงจิ๋วล้วนไม่สำคัญ ขอเพียงสามารถรักษากิจการของตระกูลเก๊งในเมืองลำกุ๋นไว้ได้ก็พอ…
แต่หากสูญเสียซงหยงไป สำหรับเล่าเปียวแล้ว ก็เท่ากับสูญเสียตำแหน่งข้าหลวงแคว้นเกงจิ๋วไปเลย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่เขาไม่อาจยอมรับได้อย่างเด็ดขาด
ตระกูลชัวก็เช่นกัน ในเมื่อตอนนี้ได้เข้ามาพัวพันใกล้ชิดกับเล่าเปียวถึงเพียงนี้ หากมีคนอื่นมาแทนที่ มีหรือที่จะยอมให้ตระกูลชัวยึดครองอำนาจอยู่ในซงหยงต่อไป?
เล่าเปียวในตอนนี้กำลังมุ่งเป้าไปที่การยึดครองพื้นที่ทางตอนใต้ของเกงจิ๋ว แม่ทัพนายกองส่วนใหญ่ในสังกัดถูกส่งไปประจำการตามเมืองต่างๆ ทางใต้เพื่อปราบปรามและทำศึก หากตอนนี้ถอนทัพกลับ ไม่เพียงแต่ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาจะสูญเปล่า แต่ชื่อเสียงและบารมีของเล่าเปียวก็จะถูกบั่นทอนอย่างหนัก
ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่สามารถปราบปรามให้สิ้นซากได้ในคราวเดียว แม้ในอนาคตจะมีโอกาสกลับมาโจมตีทางใต้ของเกงจิ๋วอีกครั้ง ก็ย่อมจะยากลำบากกว่าในตอนนี้มาก ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกอื่น ทางเลือกเดียว และเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ก็คือการมาหาเผยเชียน
เพราะทหารม้าแปดร้อยนายในสังกัดของเผยเชียน ล้วนเป็นทหารผ่านศึกที่มากประสบการณ์ อีกทั้งเผยเชียนยังเป็นผู้มีประสบการณ์ในการนำทัพอย่างแท้จริง ซึ่งจุดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ในเมืองซงหยง แท้จริงแล้วไม่ได้ขาดแคลนกำลังพล เพียงแต่ขาดแม่ทัพที่เหมาะสมเท่านั้น
ชัวฮง หากหนุ่มกว่านี้สักสิบกว่าปี การนำทัพออกศึกก็คงไม่มีปัญหา แต่ด้วยอายุที่ล่วงเลยมาป่านนี้แล้ว แม้แต่การควบม้าก็ยังเป็นเรื่องยาก…
ส่วนเล่าเปียว หากให้แต่งกลอน ร่ายกวี เจรจาพาที หรือบริหารบ้านเมือง เขาสามารถทำได้อย่างไร้ที่ติ แต่หากต้องจับดาบนำทัพออกรบจริงๆ นั่นคงเป็นการฝืนความสามารถเกินไป
การนำทัพ ไม่ใช่การใช้เมาส์คลิกบนหน้าจออย่างในยุคหลัง แล้วปล่อยให้ทหารเดินไปโจมตีอัตโนมัติ มันเกี่ยวข้องกับปัจจัยมากมาย ทั้งสภาพภูมิประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ที่ราบ ป่าไม้ หรือริมน้ำ ควรโจมตีเมื่อใด ใช้เส้นทางไหน เป้าหมายคือจุดใด หากศัตรูใช้กำลังพลเท่านี้ ควรจะตอบโต้แบบไหน…
สิ่งที่เรียกว่ายอดขุนพล คือผู้ที่แม้จะได้รับมอบหมายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่เท่าเทียมกัน แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่มีทางเอาชนะเขาได้
แม้เผยเชียนจะไม่ใช่ยอดขุนพล และรู้ตัวดีว่าอาจจะไม่มีวันเป็นยอดขุนพลได้ แต่ในช่วงเวลาที่อยู่ที่เป๊งจิ๋ว อย่างน้อยเขาก็ได้เรียนรู้เรื่องการจัดทัพและการสั่งการมาบ้าง อย่างน้อยก็จะไม่ลุกลนทำอะไรไม่ถูกจนสั่งการผิดพลาดเมื่ออยู่ในสนามรบ
ยิ่งไปกว่านั้น ในครั้งนี้เผยเชียนก็ไม่ได้ตั้งใจจะนำทัพไปปะทะกับซุนเกี๋ยนตรงๆ พยัคฆ์แห่งกังตั๋งผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ แม้ตนเองจะมีทหารม้าหมาป่าเป๊งจิ๋วแปดร้อยนาย ซึ่งถือเป็นกองกำลังที่น่าเกรงขามสำหรับเกงจิ๋วที่ขาดแคลนทหารม้า แต่เผยเชียนก็ไม่คิดจะนำทหารม้าเหล่านี้ไปสูญเสียเปล่ากับการปะทะตรงๆ
การซุ่มโจมตี คือวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับกองทัพศัตรูเสมอ
แต่ประเด็นสำคัญคือ จะไปซุ่มโจมตีที่ไหน และอย่างไร…
×××××××××××××
ซุนเกี๋ยนนั่งอยู่ในค่ายใหญ่ รู้สึกหงุดหงิดใจ แม้จะเอาชนะฮองจอได้แล้ว แต่ในความเป็นจริงก็ยังไม่อาจชี้ขาดชัยชนะได้ อำเภอเตงเซี้ยยังไม่อาจตีแตกได้ในเวลาอันสั้น…
อันที่จริงก็ใช่ว่าจะตีไม่แตกเสียทีเดียว เพียงแต่หากต้องสูญเสียกำลังพลมากเกินไปที่อำเภอเตงเซี้ย ก็เท่ากับสูญเสียโอกาสในการบุกโจมตีเมืองซงหยง
สิ่งที่ซุนเกี๋ยนพึ่งพาอยู่ในตอนนี้ คือเหล่าทหารที่ติดตามมาจากบ้านเกิด และทหารผ่านศึกที่เคยประจันหน้ากับกองทัพของตั๋งโต๊ะมาแล้ว ทหารเหล่านี้คือกองกำลังหลัก หากสูญเสียไปมาก ก็เท่ากับตัดแขนตัดขาตัวเอง พลังรบและอานุภาพการทำลายล้างก็จะลดฮวบลงอย่างแน่นอน
ดังนั้น การดึงดันสู้รบกับฮองจอ เอาชีวิตคนไปถมที่อำเภอเตงเซี้ยจึงเป็นแผนที่เลวร้ายที่สุด มีเพียงการคว้าโอกาสบุกทะลวงซงหยง สังหารเล่าเปียวเท่านั้น จึงจะสามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้ในคราวเดียว
และโอกาสก็มีเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว ตอนนี้กองทัพของเล่าเปียวแม้จะมีจำนวนมาก แต่กลับกระจายกันออกไป นี่คือจุดอ่อน หากรอให้เล่าเปียวรวบรวมกำลังพลกลับมาได้ ความหวังที่จะบุกซงหยงก็จะริบหรี่ลง
แต่ตอนนี้กลับมาติดแหง็กอยู่ที่นี่ จะทิ้งอำเภอเตงเซี้ยแล้วมุ่งหน้าไปซงหยง ก็เกรงว่าจะถูกตัดเส้นทางถอยหลัง แต่จะให้อยู่ที่นี่ต่อไป ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้เล่าเปียวมีเวลาเตรียมรวบรวมกำลังพลมากขึ้น…
ในขณะที่ซุนเกี๋ยนกำลังลังเลและกลัดกลุ้มอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีทหารม้าสอดแนมควบม้าฝ่าเข้ามาจากนอกค่าย บนร่างมีลูกเกาทัณฑ์ปักอยู่หนึ่งดอก และยังมีบาดแผลอีกหลายแห่ง เลือดไหลอาบร่างดูน่าสยดสยอง
เมื่อมาถึงหน้าค่าย ทหารสอดแนมผู้นั้นก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ร่วงหล่นจากหลังม้าดังตุ้บ
ทหารยามหน้าค่ายของซุนเกี๋ยนแตกตื่น ขุนพลน้อยที่เข้าเวรอยู่รีบสั่งให้เปิดประตูค่าย แล้วพยุงทหารสอดแนมเข้ามา
ตอนนี้ทหารสอดแนมหน้าซีดเผือดเพราะเสียเลือดมาก แต่ก็ยังคงฝืนทนกลั้นใจเอาไว้…
ขุนพลน้อยไม่กล้าชักช้า เมื่อเห็นสถานการณ์วิกฤต ก็ไม่กล้าแม้แต่จะทำแผลให้ รีบหามทหารสอดแนมเข้าไปในกระโจมใหญ่ของซุนเกี๋ยนทันที
หลังจากทหารสอดแนมรายงานสถานการณ์สั้นๆ สองสามประโยค ก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว คอพับสิ้นใจไป
ซุนเกี๋ยนถอนหายใจ สั่งให้คนหามศพทหารสอดแนมออกไป
ซุนเกี๋ยนเอามือไพล่หลัง เดินวนไปมาในกระโจม สีหน้าเคร่งเครียดดุจน้ำนิ่ง
โดยทั่วไปแล้ว ทหารสอดแนม มักจะคัดเลือกมาจากทหารม้าเบาที่มีความคล่องแคล่วว่องไว กล้าหาญ รอบคอบ และมีประสบการณ์โชกโชน ปกติจะปฏิบัติงานเป็นกลุ่ม กลุ่มละห้าคน เมื่อพบเห็นสถานการณ์ผิดปกติ สองคนจะรีบปลีกตัวออกมารายงาน ส่วนอีกสามคนจะอยู่รั้งท้ายเพื่อคุ้มกัน…
แต่คนที่หนีรอดมาถึงหน้าซุนเกี๋ยนได้ กลับมีเพียงคนเดียว ซ้ำยังบาดเจ็บสาหัสจนสิ้นใจ
ทหารราบหนึ่งพันนาย ทหารม้าประมาณหนึ่งร้อยนาย ผู้บัญชาการแซ่ฮอง…
แม้กองทัพศัตรูที่กำลังมุ่งหน้ามาจะมีจำนวนไม่มาก แต่เห็นได้ชัดว่ารับมือได้ไม่ง่ายเลย!
นี่จะเป็นผู้ใดกัน?
แต่ไม่ว่าอย่างไร กองกำลังจำนวนแค่นี้ ย่อมไม่ใช่กองกำลังหลัก น่าจะเป็นกองกำลังเสริมที่ส่งมาช่วยฮองจอที่อำเภอเตงเซี้ยมากกว่า…
หากเป็นเช่นนี้ ซุนเกี๋ยนก็กลอกตาไปมา สั่งการเสียงดัง “ตีกลอง เรียกประชุมแม่ทัพ!”
ไม่นาน เทียเภา อุยกาย และฮันต๋งก็เข้ามาในกระโจม
ซุนเกี๋ยนกล่าวเสียงเครียด “เล่าเปียวแห่งซงหยง ส่งทหารหนึ่งพันนายมาเป็นกองหนุนให้ฮองจอ ตอนนี้อยู่ห่างออกไปสิบห้าลี้แล้ว!”
ทั้งสามคนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นประสานเสียงขออาสาออกรบ
ซุนเกี๋ยนโบกมือ กล่าวว่า “ศึกนี้ข้าจะนำทัพเอง… อย่าเพิ่งใจร้อน ฟังข้าพูดให้จบก่อน… ข้าจะไปกับอี้กงเพื่อตีพวกมันให้แตกพ่าย เต็กเมากับกงฮกจงอยู่เฝ้าระวังฮองจอที่อยู่ในเมือง เมื่อข้าจัดการกองหนุนพวกนี้ได้แล้ว จะนำธงรบของพวกมันมาปลอมเป็นกองทัพเล่าเปียวเข้าจู่โจมค่าย… เต็กเมา กงฮก พวกท่านรู้ใช่หรือไม่ว่าควรทำเช่นไร?”
เทียเภาและอุยกายสบตากัน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา กล่าวพร้อมกันว่า “ถึงตอนนั้นพวกเราก็แค่แสร้งทำเป็นแตกพ่าย รอจนฮองจอหลงกลเปิดประตูเมือง… หึๆๆ…”
ซุนเกี๋ยนยิ้ม ลุกพรวดขึ้น ตะโกนสั่งการเสียงดัง “เช่นนั้นเต็กเมา กงฮก จงทำตามแผน… อี้กง ไปเตรียมทหารกับข้า ออกศึก!”
เทียเภา อุยกาย และฮันต๋ง ลุกขึ้นประสานมือ ตอบรับเสียงดัง “รับบัญชา!”
××××××××××××××
บนกำแพงเมืองเตงเซี้ย ฮองจอมองเห็นค่ายของซุนเกี๋ยนที่อยู่ห่างออกไปเกิดความวุ่นวายขึ้น จากนั้นก็เห็นกองทหารกองหนึ่งชูธง “ซุน” มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ เขาอดสงสัยไม่ได้ว่า หรือกองหนุนจากซงหยงจะมาถึงแล้ว?
เช่นนั้นตนเองก็ควรจะเตรียมตัวไว้บ้างดีหรือไม่?
เพียงแต่ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนนำทัพ และไม่รู้ว่าจะสู้รบชนะไอ้สารเลวซุนเกี๋ยนผู้นั้นได้หรือไม่…

0 Comments