ตอนที่ 534 การจากลาที่ยากลำบาก
แปลโดย เนสยังหากบอกว่าเผยเชียนกำลังกลัดกลุ้มเพราะรู้สึกเหมือนถูกหลอกใช้ และลิฉุยกับกุยกีก็กำลังเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากว่าจะเลือกเข้าข้างฝ่ายใด สำหรับซุนเกี๋ยนในตอนนี้แล้ว ทางเลือกที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นแทบจะไม่มีเหลือเลย
แม้จิวอ๋องจะพ่ายแพ้ แต่สถานการณ์โดยรวมกลับไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แม้ซุนเกี๋ยนจะชนะการศึก แต่ในความเป็นจริงเขาก็พ่ายแพ้แล้ว
ก่อนหน้านี้อ้วนสุดก็ไม่ยินยอมให้ซุนเกี๋ยนบุกเข้าเมืองลกเอี๋ยง เพราะเหตุนี้จึงเคยตัดเสบียงของซุนเกี๋ยนไปครั้งหนึ่ง บีบให้ซุนเกี๋ยนต้องขี่ม้าไปพบอ้วนสุดเพียงลำพัง หลังจากชี้แจงเหตุผลแล้ว จึงได้รับการจัดสรรเสบียงให้ใหม่
แต่ตอนนี้…
เมืองลกเอี๋ยงกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังไปแล้ว
ไม่ใช่แค่นั้น พื้นที่โดยรอบเมืองลกเอี๋ยงในรัศมีประมาณร้อยลี้ กลับไร้ซึ่งร่องรอยของผู้คน…
ความรู้สึกอ้างว้างเดียวดายจากการเดินทัพมาทั้งวันโดยไม่พบเห็นผู้คนเลย สร้างความกดดันทางจิตใจให้กับกองทัพของซุนเกี๋ยนอย่างมหาศาล และค่อยๆ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกขึ้น
ความกดดันเช่นนี้ สำหรับแม่ทัพแล้วอาจจะพอควบคุมตัวเองได้บ้าง แต่สำหรับทหารเลวที่ไม่รู้หนังสือ ความรู้สึกที่มองไม่เห็นผู้คนเช่นนี้จะทำให้พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยวและไร้พลัง ราวกับว่าไม่ได้กำลังทำศึกกับมนุษย์ แต่กำลังต่อสู้กับฟ้าดิน
แน่นอนว่าซากศพและโครงกระดูกขาวโพลนที่อยู่ตามทุ่งหญ้า ริมถนน หรือใต้กอหญ้าสีเหลืองนั้น ไม่อาจนับว่าเป็นคนได้
สี่ทิศแปดทางว่างเปล่าอ้างว้าง
หมู่บ้านยังมีอยู่ แต่ก็เปิดประตูอ้าซ่า ไร้ควันไฟจากปล่องไฟ มีแต่บ้านร้าง หน้าต่างที่ไม่มีคนซ่อมแซมก็เหมือนกับท่อนแขนที่ถูกฟันขาดแต่ยังมีหนังติดอยู่ร่อแร่ แกว่งไกวไปมาอย่างไร้เรี่ยวแรงตามสายลม
สิ่งมีชีวิตเพียงอย่างเดียวคือสุนัขจรจัดสองสามตัวที่มีขนหลุดร่วงและเน่าเปื่อย พวกมันเบิกตาสีแดงขุ่นมัว มองเห็นอะไรก็เห่ากรรโชกอย่างบ้าคลั่ง…
พื้นที่กว้างใหญ่กลายเป็นทุ่งร้าง เต็มไปด้วยวัชพืช
ทหารธรรมดาอาจจะแค่รู้สึกตื่นตระหนกในใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าตนเองกำลังหวาดกลัวสิ่งใด และความหวาดกลัวนี้มาจากไหน แต่สำหรับซุนเกี๋ยน เขารู้ดีว่าความตื่นตระหนกนี้มาจากความกังวลต่ออนาคต
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่ต้องเผชิญต่อไปก็คือการต่อสู้ที่มีแต่ความสูญเสียโดยปราศจากการสนับสนุน
ไม่มีคน ไม่มีเสบียง ไม่มีกองกำลังเสริมหรือยุทธสัมภาระใดๆ แม้แต่ตะปูเหล็กหักๆ สักตัวก็อาจจะหาของมาทดแทนไม่ได้…
ซุนเกี๋ยนรู้สึกเจ็บปวดและสิ้นหวังมาก
ผู้คนในเมืองหยางเฉิงหนีไปเกือบหมดแล้ว
ตอนแรกตั๋งโต๊ะส่งทหารมาสังหารหมู่ที่หยางเซ่อ คนก็หนีไปกลุ่มหนึ่ง ต่อมาลิปุนก็พ่ายแพ้ให้กับชีหยง คนก็หนีไปอีกกลุ่มหนึ่ง ขงมอ ข้าหลวงแคว้นอิจิ๋วก็เสียชีวิต ผู้คนมากมายเห็นสถานการณ์เลวร้ายลง ก็หนีไปอีกกลุ่มหนึ่ง และเมื่อไม่นานมานี้อ้วนเสี้ยวก็ส่งจิวอ๋องมาโจมตี สุดท้ายก็เหลือแต่คนที่หนีไม่รอดจริงๆ เท่านั้น…
ที่นี่เคยเป็นอาณาเขตในฝันที่เขาปรารถนา เป็นพื้นที่ที่เป็นของเขาอย่างแท้จริง แต่ตอนนี้กลับต้องยอมทิ้งมันไปกับมือ เพราะถ้าไม่ทิ้งก็เท่ากับรนหาที่ตาย…
เขาเคยขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดแห่งอำนาจของราชวงศ์ฮั่น เคยปักธงรบของตนเหนือเมืองหลวง แต่ตอนนี้มันกลับไม่มีความหมายใดๆ เพราะที่นั่นถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว…
ยกเว้นเพียงตราหยกตรานั้น
ซุนเกี๋ยนกำหมัดแน่น ท่อนแขนสั่นระริก
อ้วนสุดแม้จะไม่ได้ส่งคนมาเจรจาเรื่องใดๆ แต่กลับตัดเสบียงของเขาเสีย
จากความคุ้นเคยที่ซุนเกี๋ยนมีต่ออ้วนสุด คุณชายตระกูลใหญ่ผู้หยิ่งยโสผู้นี้ ถึงกับไม่ยอมลดตัวลงมาพูดคุยถึงผลประโยชน์แลกเปลี่ยนใดๆ เขารู้ว่าตราหยกอยู่กับซุนเกี๋ยน แต่เขาคิดว่าการยื่นมือขอจะทำให้เขาเสียหน้า ราวกับว่าการกระทำเช่นนั้นจะทำให้เขาดูเหมือนพ่อค้าที่หน้าเงิน…
ดังนั้นอ้วนสุดจึงดูสงบนิ่ง ราวกับว่าตราหยกนั้นอยู่ในมือของตนแล้ว
ตอนแรกที่อ้วนสุดเพิ่งมาถึงลำหยง ยังถูกเจ้าเมืองลำหยงทำให้อึดอัด ต้องอาศัยดาบของซุนเกี๋ยนช่วยปลดโซ่ตรวนที่พันธนาการไว้ให้
แต่ตอนนี้อ้วนสุดกลับมีแขกเหรื่อเต็มบ้าน งานเลี้ยงในจวนไม่เคยขาดสาย ผู้คนจากหลากหลายพื้นที่หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ยืนรอคอยอย่างนอบน้อม…
ดูเหมือนว่าศัตรูเพียงคนเดียวของอ้วนสุด ก็เหลือเพียงอ้วนเสี้ยว ส่วนคนอื่นๆ…
สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมถึงเพียงนี้!
ปัง! ซุนเกี๋ยนตบโต๊ะดังสนั่น ดึงดูดสายตาของแม่ทัพทั้งสามที่อยู่ในห้องโถง
เทียเภา อุยกาย ฮันต๋ง
และยังมีที่นั่งว่างอยู่อีกหนึ่งที่ ซึ่งเคยเป็นที่ของโจเมา
ซุนเกี๋ยนทอดสายตามองไปยังที่นั่งอันว่างเปล่านั้น ส่วนเทียเภา อุยกาย และฮันต๋งต่างก็รอคอยให้ซุนเกี๋ยนตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้าย
หนึ่ง ยอมมอบตราหยกให้ แล้วอ้วนสุดจะกลับมาส่งเสบียงให้ดังเดิมอย่างแน่นอน
สอง ถอนทัพออกจากหยางเฉิง ซึ่งก็เท่ากับสูญเสียตำแหน่งข้าหลวงแคว้นอิจิ๋วไปอีกครั้ง…
ชนะการศึก แต่กลับเหมือนพ่ายแพ้ ต้องยอมยกพื้นที่ในมือให้คนอื่นไป นี่นับเป็นการเย้ยหยันอันโหดร้ายอย่างยิ่ง
ถึงตอนนั้นจิวอ๋องเพียงแค่ส่งทหารมาสักกอง ก็สามารถยึดเมืองหยางเฉิงคืนได้อย่างง่ายดาย…
หรือว่าตนเองจะต้องยอมมอบตราหยกสี่เหลี่ยมนี้ให้จริงๆ หรือ?
ยอมมอบตราหยกอันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของราชวงศ์ฮั่น ซึ่งแลกมาด้วยชีวิตของโจเมาและทหารอีกมากมายกระนั้นหรือ?
แล้วก็ก้มหัวยอมจำนน หงายท้องเก็บกรงเล็บและเขี้ยวเล็บ กลายเป็นสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของอ้วนสุด?
นี่คือสิ่งที่ซุนเกี๋ยนต้องการ หลังจากที่พาพี่น้องและทหารกล้าตีฝ่าวงล้อมออกมาจากเตียงสาหรือ?
กลายเป็น…
สุนัขตัวหนึ่ง?
“เต็กเมา…” ซุนเกี๋ยนเอ่ยขึ้น “ตามความเห็นของท่าน พวกเราควรทำเช่นไร?”
เทียเภามีอายุมากที่สุด ทั้งในหมู่แม่ทัพและในสายตาทหารเขามีบารมีมาก ดังนั้นในยามที่ซุนเกี๋ยนลังเลตัดสินใจไม่ได้ เขาจึงอยากฟังความคิดเห็นและคำชี้แนะจากเทียเภา
เทียเภารูบหนวดเครา กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เคยมีคนกล่าวไว้ว่า หากมีเรื่องยากตัดสินใจ จงถามใจตนเอง นายท่านโปรดทำตามที่ใจปรารถนาเถิด”
ซุนเกี๋ยนยิ้มบางๆ แล้วกล่าว “…ถามใจของข้าหรือ?”
ตลอดเส้นทางการเดินทางของชีวิต มีทิวทัศน์งดงามมากมาย และก็มีขวากหนามมากมายเช่นกัน แต่จะสามารถรักษาความปรารถนาในใจตั้งแต่วันแรกที่เริ่มออกเดินทาง และมุ่งมั่นก้าวเดินไปสู่เป้าหมายเดิมอย่างแน่วแน่ได้หรือไม่?
การยอมแพ้นั้นง่ายดาย แต่การรู้ว่าควรยอมแพ้สิ่งใดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“ร่วมกันยกทัพหมายกอบกู้บ้านเมือง แต่ในยามที่กบฏจวนจะพ่ายแพ้ กลับมาแยกย้ายกันเช่นนี้ ข้าจะไปร่วมแรงร่วมใจกับผู้ใดได้อีก!” ซุนเกี๋ยนถอนหายใจอย่างหดหู่ หลับตาลง น้ำตาหยดหนึ่งค่อยๆ ไหลรินจากหางตา
เนิ่นนานผ่านไป ซุนเกี๋ยนจึงเอ่ยขึ้นทีละคำ “กงฮก ถ่ายทอดคำสั่งข้า… รวบรวมกำลังพล เก็บสัมภาระ เตรียมตัวถอนทัพ”
อุยกายนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่ได้เอ่ยคำใด ประสานมือรับคำสั่งแล้วจากไป
××××××××××××××
บันทึกประวัติศาสตร์: “ตั๋งโต๊ะย้ายเมืองหลวงหนีเข้าด่านกวนจง เผาทำลายเมืองลกเอี๋ยง ซุนเกี๋ยนจึงยกทัพบุกเข้าเมืองลกเอี๋ยง ซ่อมแซมสุสานหลวง กลบหลุมที่ตั๋งโต๊ะขุดไว้ เมื่อเสร็จสิ้นจึงยกทัพกลับ ไปตั้งมั่นอยู่ที่หลู่หยาง”
นี่เป็นช่วงเวลาที่ซุนเกี๋ยนเข้าใกล้อำนาจศูนย์กลางของราชวงศ์ฮั่นมากที่สุดในชีวิตของเขา หลังจากนี้ไป เขาก็ยิ่งห่างไกลออกไปเรื่อยๆ และไม่เคยได้กลับมายืนบนดินแดนแห่งนี้อีกเลย…

0 Comments