ตอนที่ 523 ค่ำคืนที่นอนไม่หลับ
แปลโดย เนสยังดึกดื่นค่อนคืน ผู้คนยังไม่หลับใหล
พระเจ้าเล่าเหียบทรงพลิกพระวรกายไปมาบนพระแท่นบรรทม ไม่ทรงสามารถบรรทมหลับได้เสียที
แม้พระราชวังเว่ยยางในสมัยราชวงศ์ฮั่นจะค่อนข้างใหญ่โต แต่สถานที่สำหรับบรรทมของจักรพรรดิกลับไม่ใหญ่นัก
พระแท่นบรรทมดูเหมือนห้องขนาดเล็กที่ถูกย่อส่วน มีลวดลายแกะสลักล้อมรอบเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า เหลือเพียงพื้นที่ด้านหน้าสำหรับปีนขึ้นพระแท่นบรรทมเท่านั้น
พระเจ้าเล่าเหียบทอดพระเนตรตะเกียงน้ำมันที่จุดสว่างอยู่ไม่ไกลจากหัวพระแท่นบรรทม
ช่วงเวลานี้ น้ำมันในตะเกียงน้ำมัน ถูกเปลี่ยนจากน้ำมันเมล็ดเรพซีดเป็นน้ำมันปลา ไม่มีควันดำ ไม่มีกลิ่นเหม็นคาว ดูเหมือนไส้ตะเกียงจะเปลี่ยนด้วยกระมัง?
อย่างน้อยตอนนี้ก็แทบจะไม่ได้ยินเสียงไส้ตะเกียงระเบิดปะทุในตอนกลางดึกแล้ว
พระเจ้าเล่าเหียบทรงพลิกพระวรกาย ทอดพระเนตรเพดานพระแท่นบรรทม ผ่านม่านมุ้ง พอจะทอดพระเนตรเห็นลวดลายขนาดใหญ่และช่องสี่เหลี่ยมหลายช่องได้อย่างเลือนราง ด้านซ้ายมีแปดสิบเอ็ดช่อง ด้านขวาก็มีแปดสิบเอ็ดช่อง รวมกันเป็นหนึ่งร้อยหกสิบสองช่อง…
และลวดลายขนาดใหญ่นั้น นอกจากมังกรขดตัวอยู่ในหมู่เมฆตรงกลางแล้ว ยังมีนกกระเรียนห้าตัวและค้างคาวเก้าตัว นอกจากนี้ยังมีก้อนเมฆ กิ่งไม้ใบไม้ ดอกไม้ผลไม้ และอื่นๆ อีก…
ของพวกนี้ พระเจ้าเล่าเหียบทรงคุ้นเคยดี ถึงขั้นไม่ต้องทอดพระเนตรก็ทรงทราบดีว่าอะไรอยู่ตรงไหน
ถึงขั้นที่ว่าพระองค์ทรงทราบดีถึงทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้
กรงเล็บขวาของมังกรจำแลงที่แกะสลักอยู่บนยอดเสาต้นที่สามทางซ้ายมือในห้อง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ถึงได้ขาดหายไปที่ปลายนิ้วหนึ่ง…
ทางขวามีแผ่นไม้แกะสลักแผ่นหนึ่ง สงสัยจะโดนความชื้น สีเคลือบจึงเริ่มพองเป็นฟองเล็กๆ คาดว่าอีกไม่นานคงจะเริ่มหลุดร่อนออกมา…
เมื่อก่อนเวลาที่ทรงบรรทมไม่หลับในตอนกลางคืน พระเจ้าเล่าเหียบจะทรงนับครั้งแล้วครั้งเล่า ทอดพระเนตรครั้งแล้วครั้งเล่า จนกว่าจะทรงเหนื่อยล้าไปเอง ถึงจะทรงบรรทมหลับได้
ทว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา อืม น่าจะเริ่มตั้งแต่ตอนที่โจรขบถตั๋งโต๊ะถูกประหาร พระเจ้าเล่าเหียบก็มักจะทรงบรรทมหลับเมื่อถึงเวลา และสามารถบรรทมหลับยาวไปจนถึงเช้า
แต่ทว่าวันนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด พระเจ้าเล่าเหียบถึงทรงบรรทมไม่หลับอีกแล้ว…
พระเจ้าเล่าเหียบทรงพลิกพระวรกายด้วยความกลัดกลุ้มใจ ครั้งนี้ทรงขยับพระวรกายแรงไปหน่อย พระบาทจึงไปเตะโดนแผ่นไม้ของพระแท่นบรรทมเข้า เกิดเสียงดังทึบๆ
อาจเป็นเพราะเสียงนี้ทำให้ตกใจตื่น ศีรษะเล็กๆ สีดำก็โผล่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วในระยะไม่ไกล จากนั้นร่างหนึ่งก็ปีนขึ้นมาจากพื้นดิน ไม่กี่ก้าวก็มาถึงหน้าพระแท่นบรรทมของพระเจ้าเล่าเหียบ เมื่อมองปราดเดียวก็เห็นดวงพระเนตรของพระเจ้าเล่าเหียบที่ส่องประกายวิบวับในความมืด จึงเผลอหลุดปากถามออกไปตามสัญชาตญาณว่า “ฝ่าบาททรงบรรทมไม่หลับอีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
พระเจ้าเล่าเหียบทรงอืมตอบรับ ทรงยันพระวรกายลุกขึ้นนั่งกอดผ้าห่มแพรไว้ ตรัสว่า “ตั๋งฮวน เอาผ้าห่มของเจ้ามาตรงนี้เถอะ เรามาคุยกันหน่อย…”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยตั๋งฮวนเคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา ไม่นานก็อุ้มที่นอนผ้าฝ้ายมาปูลงบนพื้นตรงปลายพระแท่นบรรทมของพระเจ้าเล่าเหียบ
“…อีกสองวัน ก็จะถึงงานบวงสรวงใหญ่แล้วสินะ…” เมื่อพระเจ้าเล่าเหียบทรงนึกถึงเรื่องนี้ ก็ทรงรู้สึกว่าพระหทัยเต้นรัวอย่างแรง ไม่อาจสงบลงได้เลย
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” ตั๋งฮวนกอดผ้าห่มฝ้าย เอาแผ่นหลังพิงกับปลายพระแท่นบรรทมของพระเจ้าเล่าเหียบ ถูไถไปมาสองที แล้วทูลตอบ
“แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าเข้าร่วมงานบวงสรวงใหญ่ แต่ว่า… อืม…” พระเจ้าเล่าเหียบไม่ทรงทราบว่าจะอธิบายอย่างไรดี ทรงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตรัสว่า “…ยังไงซะมันก็ไม่เหมือนกัน…”
แม้สิ่งที่พระเจ้าเล่าเหียบตรัสจะฟังดูเข้าใจยากอยู่บ้าง แต่ตั๋งฮวนก็เข้าใจดี
ในฐานะขันทีน้อยที่เติบโตมาด้วยกันกับพระเจ้าเล่าเหียบตั้งแต่ยังเด็ก เรียกให้ฟังดูดีคือเพื่อนเล่น แต่ในความเป็นจริงแล้วคือคนที่ต้องรับเคราะห์แทนพระเจ้าเล่าเหียบ ไม่ว่าพระเจ้าเล่าเหียบจะทำผิดอะไร เช่น วิ่งออกไปข้างนอกในวันฝนตก หรือแอบไปจับแมลงเล่น ฯลฯ ขอเพียงละเมิดกฎเกณฑ์ คนแรกที่จะถูกลงโทษก็คือตั๋งฮวนเสมอ…
องครักษ์ที่ลงทัณฑ์ต่างก็รู้หนักเบาดี จะไม่ลงมือหนักหน่วง และจะไม่ทิ้งรอยช้ำในไว้ แต่จะตีที่บั้นท้ายของตั๋งฮวนจนเนื้อแตก เลือดสาดกระเซ็น ดูน่าสะพรึงกลัว…
ตีให้พระเจ้าเล่าเหียบทอดพระเนตร
ทว่าโชคดีที่พระเจ้าเล่าเหียบทรงปราดเปรื่อง เรื่องบางเรื่อง พอถูกตำหนิไปครั้งหนึ่งแล้ว ก็มักจะไม่ทำผิดซ้ำอีก ดังนั้นตั๋งฮวนจึงไม่ต้องรับโทษบ่อยนัก
ในช่วงเวลาดึกสงัดเช่นนี้ ก็จะเป็นเวลาที่ทั้งสองคนได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง แน่นอนว่าเมื่อพระเจ้าเล่าเหียบทรงมีพระชนมายุสิบสามชันษา ก็ต้องเริ่มอภิเษกสมรสกับฮองเฮาและพระสนมต่างๆ เมื่อถึงเวลานั้น ในห้องบรรทมเล็กๆ แห่งนี้ ก็จะมีคนอื่นเข้ามาเพิ่ม…
ตั๋งฮวนกราบทูลว่า “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ครั้งนี้ไม่เหมือนกันพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าเล่าเหียบตรัสอย่างตื่นเต้นว่า “รู้ไหม ครั้งนี้จะเปลี่ยนมาใช้การร่ายรำแบบบุ๋น!”
การร่ายรำแบบบุ๋นและแบบบู๊ เป็นระบำประกอบพิธีกรรมหลักในการบวงสรวงของราชวงศ์ฮั่น อันที่จริงคณะระบำไม่ได้แยกเป็นสองกลุ่ม แต่เป็นกลุ่มเดียวกัน เพียงแต่การแสดงออกถึงความเป็น “บุ๋น” หรือ “บู๊” จะแสดงผ่านอุปกรณ์และท่าทางการร่ายรำที่แตกต่างกัน การร่ายรำแบบบุ๋นจะถือขนนกและหางจามรี ส่วนการร่ายรำแบบบู๊จะถือโล่และขวาน
การเลือกระหว่างการร่ายรำแบบบุ๋นและแบบบู๊ ไม่มีปัญหาใดๆ ต่อพิธีบวงสรวง เพียงแต่ในช่วงปลายรัชสมัยพระเจ้าฮั่นเลนเต้ เกิดสงครามต่อเนื่องยาวนาน เริ่มจากพวกเชียงในซีเหลียง ต่อด้วยกบฏโพกผ้าเหลือง ดังนั้นจึงมักใช้การร่ายรำแบบบู๊ซึ่งเป็นตัวแทนของความกล้าหาญเสียเป็นส่วนใหญ่ และต่อมาเมื่อตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวง ด้วยความชอบส่วนตัวของตั๋งโต๊ะ จึงใช้แต่การร่ายรำแบบบู๊มาโดยตลอด…
ตั๋งฮวนเองก็รอคอยเช่นกัน ทูลว่า “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ดูเหมือนจะไม่ได้ชมการร่ายรำแบบบุ๋นมานานมากแล้ว…”
ขนนกและหางจามรีหลากสีสัน เมื่อเทียบกับโล่และขวานแล้ว อย่างน้อยในสายตาของตั๋งฮวน ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ก็ดูสวยงามกว่ามากทีเดียว…
พระเจ้าเล่าเหียบทรงส่งเสียงอืม ตรัสต่อว่า “…แถมยังต้องเพิ่มระบำ ‘เจาเต๋อ’ ในช่วง ‘เพลงบรรเลงประกอบการเสวย’ ด้วยนะ…” เมื่อทรงนึกถึงเรื่องนี้ พระเจ้าเล่าเหียบก็ทรงอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น ระบำเจาเต๋อถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระเจ้าฮั่นบุ๋นเต้ “เปิดสะพานด่านกั้น ไม่แบ่งแยกแดนไกล ลบล้างข้อหาหมิ่นประมาท ยกเลิกการลงทัณฑ์ทรมาน ประทานรางวัลแก่ผู้อาวุโส สงเคราะห์ผู้โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง เพื่อดูแลสรรพสัตว์” ความหมายนี้คือทรงหวังให้ข้าสามารถเป็นดั่งพระเจ้าไท่จง ปราบปรามความวุ่นวาย และฟื้นฟูพระบารมีของราชวงศ์ฮั่นอย่างนั้นหรือ?
ตั๋งฮวนกราบทูลอย่างจริงจังว่า “ฝ่าบาทต้องทรงสามารถเป็นดั่งฝ่าบาทไท่จง พระบารมีแผ่ไพศาลทั่วฟ้าดิน สร้างคุณูปการไปทั่วสี่คาบสมุทรได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อกล่าวถึงพระเจ้าไท่จงฮ่องเต้ พระเจ้าเล่าเหียบก็ทรงหุบรอยแย้มพระสรวล ปั้นพระพักตร์ขึงขัง พยักพระพักตร์ตอบรับอย่างจริงจัง จากนั้นก็ตรัสว่า “พรุ่งนี้ข้าอยากจะไปศาลบรรพชนก่อน… มาอยู่ฉางอันก็นานพอสมควรแล้ว ไม่ค่อยได้ไปกี่ครั้งเลย… ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษบนสวรรค์ จะคิดว่าลูกหลานอย่างข้าอกตัญญูหรือไม่นะ…”
ศาลบรรพชนในฉางอันและศาลบรรพชนในลั่วหยาง หากจะว่ากันตามตรงแล้ว ไม่ได้อยู่ในระบบเดียวกัน ศาลบรรพชนในฉางอันมีพระเจ้าฮั่นโกโจ เป็นสายหลัก ส่วนศาลบรรพชนในลั่วหยางมีพระเจ้าฮั่นกวงอู่เต้ เป็นสายหลัก…
แม้พระเจ้าเล่าเหียบจะทรงแซ่เล่า แต่ในแง่หนึ่ง สายเลือดของพระองค์ค่อนไปทางพระเจ้าฮั่นกวงอู่เต้มากกว่า ส่วนกับพระเจ้าฮั่นโกโจ ปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นนั้น อืม ถือว่าเจือจางมากทีเดียว
ทว่าตอนนี้ศาลบรรพชนในลั่วหยางได้กลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว จึงเหลือเพียงศาลบรรพชนในฉางอันแห่งนี้ แม้จะมีการนำป้ายวิญญาณของพระเจ้าฮั่นกวงอู่เต้เข้ามาไว้ด้วยแล้ว แต่ว่า…
จะพูดยังไงดีล่ะ…
ยังไงเสียในพระทัยของพระเจ้าเล่าเหียบก็ยังทรงรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง ดังนั้นจึงไม่ค่อยเสด็จไป
แต่ตอนนี้ ควรจะไปกราบทูลบรรพบุรุษสักหน่อยแล้วกระมัง?
ขุนนางกังฉินที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ราชวงศ์ฮั่นได้ถูกประหารแล้ว ต่อจากนี้ไป ภายใต้ความช่วยเหลือของเสนาบดีอ้อง ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน!
พระเจ้าเล่าเหียบทรงกำหมัดแน่น ทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย ทรงเฝ้ารอ ทรงจินตนาการ…
ผ่านไปครู่หนึ่ง จู่ๆ พระเจ้าเล่าเหียบก็ทรงนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงตรัสว่า “จริงสิ เจ้าเคยเจอจงหลางเฟยคนนั้น เจ้าคิดว่าคนผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง?”
“…”
พระเจ้าเล่าเหียบทรงรออยู่นานก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากตั๋งฮวน จึงทรงชะโงกพระพักตร์ไปทอดพระเนตร ก็ทรงเห็นว่าตั๋งฮวนทนไม่ไหว ฟุบหลับพิงปลายพระแท่นบรรทมไปเสียแล้ว
พระเจ้าเล่าเหียบทรงเบ้พระโอษฐ์ แต่ก็ไม่ได้ทรงปลุกตั๋งฮวน ทรงขยับพระวรกายเอนพระวรกายลงบรรทมอีกครั้ง ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ทรงหลับพระเนตรลง ลมหายใจค่อยๆ ทุ้มต่ำลง และทรงบรรทมหลับไปเช่นกัน
เหตุการณ์เช่นนี้ สองนายบ่าวได้เผชิญมาหลายครั้งแล้วในพระราชวังเว่ยยางแห่งนี้ เพียงแต่ครั้งนี้อาจจะแตกต่างออกไปบ้าง…
แต่ใครจะรู้ล่ะ?

0 Comments