You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ทว่าคนเรานั้นจะบีบคั้นกันจนเกินไปไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเหลือความหวังไว้ให้บ้าง หากไร้ซึ่งความหวังเสียแล้ว ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายได้

เพียงแต่บางครั้ง คนบางคนก็มักจะคอยหาโอกาสเกาะกระแสเพื่อปีนป่ายขึ้นไป หวังจะฉวยโอกาสกอบโกยผลประโยชน์ให้ตนเองสักหน่อย พอเห็นแสงสว่างเพียงรำไรก็คิดจะเจิดจรัส…

ภายในห้องโถงของจวนที่ว่าการเมืองผิงหยาง ผู้คนเนืองแน่นจนแม้แต่โต๊ะก็ยังไม่มีที่วาง ต้องปูเสื่อให้นั่งแทน แถมยังไม่สามารถนั่งแยกคนละผืนได้ ต้องเบียดเสียดกันนั่งสองคนต่อหนึ่งผืนจนเต็มแน่นไปหมด

ชายชราผู้หนึ่งยืนตัวสั่นเทา น้ำเสียงเจือไปด้วยความโศกเศร้า น้ำตาไหลอาบสองแก้ม “…ชายชราผู้นี้มีชีวิตอยู่มาถึงหกสิบเจ็ดปี ไม่เคยพบเจอเรื่องราวอันน่าสลดใจเช่นนี้มาก่อน! บรรพบุรุษของข้าไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ทะนุถนอมบ้านเกิดเมืองนอน มุ่งมั่นทำการเกษตร สตรีตื่นแต่เช้าตรู่มาทอผ้า บุรุษตรากตรำทำนาค้างแรมกลางทุ่ง ขยันขันแข็ง บั้นปลายชีวิตหวังเพียงมีเสบียงตุนไว้บ้าง… ทว่าบัดนี้… ภัยพิบัติพลันมาเยือน เงินเลวระบาดหนัก ราคาสินค้าพุ่งสูงดั่งน้ำเดือด ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส… กิจการบ้านเรือนของพวกเรา ต้องพินาศย่อยยับลงในชั่วพริบตา ช่างน่าปวดใจ! น่าปวดใจนัก! อนิจจา! ชายชราผู้นี้แม้นตกตายไปสู่ปรโลก จะมีหน้าไปพบเจอบรรพบุรุษได้อย่างไร!”

กล่าวจบ สองมือก็ยกขึ้นปิดหน้า ร้องไห้คร่ำครวญออกมา

คำกล่าวของชายชรา ทำให้ฝูงชนในห้องโถงต่างรู้สึกสะเทือนใจอย่างสุดซึ้ง ชั่วขณะนั้น บ้างก็เห็นด้วย บ้างก็ถอนหายใจ บ้างก็ร้องไห้ตาม บรรยากาศพลันเต็มไปด้วยความโศกเศร้าหดหู่ วุ่นวายกันไปหมด

ตู้หย่วนลอบมองเผยเฉียน สถานการณ์เช่นนี้เขาก็คาดไม่ถึงเช่นกัน อีกทั้งผู้นำการคร่ำครวญยังเป็นชายชรา จะกล่าวห้ามปรามก็ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร จึงเกิดอาการทำตัวไม่ถูก

เผยเฉียนลุกขึ้นยืนช้าๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จู่ๆ เขาก็ยกแขนเสื้อขึ้นปิดบังใบหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “สิ่งที่บรรดาผู้อาวุโสแห่งหมู่บ้านกล่าวมา… ตัวข้าเองก็รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งนัก โศกเศร้าจนมิอาจควบคุมตนเองได้ ขอตัวสักครู่… เหวินเจิ้ง (ตู้หย่วน)…”

“ข้าน้อยอยู่นี่ขอรับ” ตู้หย่วนค้อมตัวตอบรับ

เผยเฉียนใช้แขนเสื้อปิดหน้า ส่งเสียงสะอื้นไห้ พลางเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปยังห้องโถงด้านหลัง พร้อมกล่าวว่า “…เตรียมน้ำชาให้พร้อม ห้ามละเลยแขกเด็ดขาด…” จากนั้นเขาก็หายลับไปหลังฉากกั้น เข้าสู่ห้องโถงด้านใน

ชายชราที่ยังมีคราบน้ำตาเกาะอยู่บนใบหน้าถึงกับยืนอึ้ง อ้าปากค้างพูดไม่ออก ยื่นมืออันสั่นเทาออกไปคล้ายกับต้องการจะรั้งตัวเผยเฉียนไว้ ในใจสับสนไม่รู้ว่าตนควรจะยืนต่อหรือนั่งลงดี

ตู้หย่วนได้สติ รีบตะโกนเรียกผู้ติดตามให้เข้ามาจัดเตรียมน้ำชาให้แก่ผู้คนที่อยู่ในห้องโถง จากนั้นก็ประสานมือคารวะ อ้างว่าจะเข้าไปปลอบประโลมเผยเฉียน แล้วเดินตามเข้าไปในห้องโถงด้านหลัง ทว่าภาพที่เห็นคือ เผยเฉียนกำลังเอามือไพล่หลัง เดินทอดน่องอย่างสบายใจอยู่บริเวณลานด้านหลัง ไม่มีร่องรอยของความโศกเศร้าใดๆ บนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย!

ตู้หย่วนเดินเข้าไปใกล้เผยเฉียนและประสานมือคารวะ

เผยเฉียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบว่า “เรื่องพรรค์นี้ เดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องเร่งรีบ ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเต้นตามจังหวะของพวกเขา หรือยอมถูกพวกเขาจูงจมูก… ท่านส่งคนไปคอยจับตาดูไว้ก็พอ เมื่อใดที่พวกเขาเลิกพูดจาโวยวาย เมื่อนั้นท่านค่อยเข้าไป… หากยังมีคนร้องไห้คร่ำครวญ ท่านก็จงเดินออกมา…”

ตู้หย่วนอาจจะไม่มีประสบการณ์ แต่เผยเฉียนนั้นมีเต็มเปี่ยม

เรื่องทำนองนี้ เผยเฉียนเคยพบเจอมานักต่อนักในยุคหลัง กลุ่มคุณลุงคุณป้าคือตัวตั้งตัวตีชั้นดี จะแตะก็ไม่ได้ จะว่าก็ไม่ได้ หากหลงกลเต้นตามจังหวะของคุณลุงคุณป้าเหล่านี้ รับรองว่าจะถูกดึงออกทะเลไปไกลลิบ ต่อให้เป็นเทพเทวดาก็ยากที่จะดึงกลับมาได้

ดังนั้นวิธีเดียวคือการใช้ความเย็นชาเข้าสู้ ปล่อยให้ทุกคนสงบสติอารมณ์ แยกแยะความสำคัญให้ชัดเจน เมื่อพวกเขาตระหนักได้ว่า การไม่ร้องไห้โวยวายต่างหากคือหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา ถึงตอนนั้นค่อยมานั่งเจรจากัน

ทว่าพวกที่ชอบใช้การร้องไห้โวยวายเป็นเครื่องมือต่อรองนั้นกลับไม่มีให้เห็น อย่างไรเสียคนเหล่านี้ต่างก็เป็นผู้มีหน้ามีตาในตระกูล พอจะแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้บ้าง เมื่อเห็นว่าไพ่แห่งความสงสารใบนี้ใช้ไม่ได้ผล พวกเขาก็สงวนท่าทีมากขึ้น ไม่นานนักบรรยากาศก็เงียบสงบลง ไม่มีใครส่งเสียงพูดจา ทุกคนต่างนั่งรอกันอย่างเงียบๆ ภายในห้องโถง…

เผยเฉียนค่อยๆ เดินเข้ามา นั่งลงตรงกลางห้องโถง กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบ “ความโศกเศร้าอาดูร เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงมี ทว่าหากมัวแต่ระทมทุกข์อยู่เต็มอก จะสามารถทำให้ยุ้งฉางเต็มเปี่ยมได้หรือ? จะช่วยขจัดเงินเลวได้หรือ? จะช่วยหลีกหนีภัยพิบัติได้หรือ?”

ทุกคนต่างนิ่งอึ้งไร้คำพูด

เผยเฉียนรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก จึงหันไปถามชายชราที่เป็นผู้นำในการร้องไห้คร่ำครวญว่า “ผู้อาวุโส ขอทราบนามตระกูลของท่านได้หรือไม่?”

“ข้าน้อยคือตระกูลซุนแห่งเหวินสี่”

เผยเฉียนพยักหน้า จากนั้นก็สอบถามอีกสองสามคน ก่อนจะกล่าวว่า “มีท่านใดเป็นชาวเมืองผิงหยางบ้างหรือไม่?”

จะมีก็แปลกแล้ว…

ทุกคนต่างนิ่งเงียบ

เผยเฉียนยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “ทุกท่านล้วนเป็นชาวเหอตง และไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของข้า เหตุใดจึงมาหาข้าเล่า ควรจะไปหาท่านเจ้าเมืองเหอตง (หวังอี้) จึงจะถูก!” กล่าวจบเขาก็ทำท่าจะลุกขึ้นส่งแขก

ทันใดนั้นก็เกิดความวุ่นวายขึ้น มีผู้หนึ่งร้อนรนจนเผลอพูดโพล่งออกมา “ท่านหวังอี้ปิดประตูอ้างว่าป่วย จะไปขอเข้าพบได้อย่างไร!”

เพราะหาหวังอี้ไม่ได้ เลยมาหาข้าสินะ?

เผยเฉียนยิ้ม ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด

แท้จริงแล้ว ผู้คนที่อยู่เบื้องล่างต่างก็รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก รู้ทั้งรู้ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ เผยเฉียนมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่มาก ทว่าก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ ขนาดตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเหอตงยังต้องพ่ายแพ้ แล้วพวกเขากลุ่มเล็กๆ จะไปทำอะไรได้?

ทุกคนค่อยๆ เงียบลง ชายชราตระกูลซุนผู้เป็นแกนนำก้าวออกมาประสานมือคารวะ “บัดนี้พวกเราไร้หนทางไปแล้ว ขอท่านขุนพลจงหลางโปรดชี้แนะด้วยเถิด!”

เผยเฉียนค่อยๆ อธิบายทีละข้อ พลางนับนิ้วไปด้วย “ประการแรก พวกท่านมิได้อยู่ใต้การปกครองของข้า และมิใช่ราษฎรของข้า ประการที่สอง การค้าขายแต่เดิมล้วนเกิดจากความสมัครใจ ประการที่สาม เงินเลวที่แพร่ระบาดก็มิใช่ฝีมือการหล่อของข้า ยิ่งไปกว่านั้น พวกท่านคิดว่าลำพังกำลังของข้าเพียงคนเดียว จะสามารถขจัดเงินเลวและตรึงราคาสินค้าได้เช่นนั้นหรือ?”

สิ่งที่เผยเฉียนกล่าวนั้นล้วนเป็นความจริงและสมเหตุสมผล

ไม่ว่าจะเป็นยุคโบราณหรือยุคปัจจุบัน ผู้ที่ครอบครองข้อมูลเป็นคนแรก ย่อมเป็นผู้นำ และเป็นผู้ที่ได้เปรียบ

ผู้คนต่างมองหน้ากันไปมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง สิ่งที่เผยเฉียนพูดไม่มีอะไรผิดเลย หากจะหาข้อโต้แย้งก็คงยาก หากไม่ใช่เพราะผลกระทบจากเงินเลวที่โผล่มาอย่างกะทันหันในยงโจว ป่านนี้คนส่วนใหญ่คงกำลังนั่งนับเงินกันอย่างเบิกบานใจแล้ว…

แม้ตอนนี้จะพอรู้เลาๆ ว่าเผยเฉียนอาจจะฉวยโอกาสจากเงินเลวนี้กอบโกยผลประโยชน์ไปมหาศาล แต่หลักฐานล่ะ? ใครจะไปคาดคิดว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อนจะล่วงรู้ได้ว่าตั๋งโต๊ะกำลังจะหล่อเงินเลว?

มีหลักฐานอะไร และใครจะยอมเชื่อ?

ชายชราตระกูลซุนก้าวออกมาด้วยความสั่นเทา คุกเข่าลงแล้วกล่าวว่า “หากท่านขุนพลยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ต่อไปนี้หากท่านมีคำสั่งใด ตระกูลซุนแห่งเหวินสี่จะมิปฏิเสธเด็ดขาด!”

ทุกคนพลันได้สติ รีบคุกเข่าลงตาม พร้อมกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน

เผยเฉียนรีบเข้าไปพยุงชายชราตระกูลซุนขึ้น และส่งสัญญาณให้ทุกคนลุกขึ้นยืน จากนั้นจึงนิ่งคิดอยู่นานก่อนจะกล่าวว่า “ทุกท่านควรจะมองการณ์ไกล เงินเลวจากนครฉางอันแพร่ระบาดมาถึงที่นี่ ใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือน ไม่ทราบว่าหากแพร่ระบาดไปถึงจี้โจวและอวี้โจว จะต้องใช้เวลาอีกสักเท่าใด?”

นี่คือปัญหาด้านวิสัยทัศน์ คนในห้องโถงนี้ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่แต่ในคฤหาสน์ของตน หากไม่ใช่เพราะผลกระทบจากเงินเลวในครั้งนี้ บางคนก็คงไม่เคยเดินทางไกลมาพบหวังอี้ หรือเผยเฉียนด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมองภาพรวมในระดับประเทศเลย

และหากมีวิสัยทัศน์เช่นนั้นจริง ตอนนี้พวกเขาคงไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่อาจจะกำลังเดินทางไปจี้โจวหรืออวี้โจวแล้ว…

เผยเฉียนไม่สนว่าคนพวกนี้จะเข้าใจความหมายของเขาหรือไม่ เขายิ้มและกล่าวว่า “ผิงหยางกำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟู ต้องการสิ่งของและเสบียงจำนวนมาก หากพวกท่านมีสิ่งใดเหลือเฟือ ก็สามารถนำมาแลกเปลี่ยนกันได้ตามต้องการ… เหวินเจิ้ง ดูแลบรรดาผู้อาวุโสให้ดี ข้ายังมีงานราชการ ต้องขอตัวก่อน…”

เรื่องดีๆ แบบนี้ ย่อมต้องมีส่วนร่วมกันหลายๆ คนถึงจะน่าสนใจ…

อีกทั้งด้วยนิสัยของคนพวกนี้ รับรองได้เลยว่าพวกเขาจะไม่หยุดอยู่แค่การระงับความเสียหาย แต่จะต้องหาทางช่วงชิงผลประโยชน์จากพื้นที่อื่นๆ ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากเงินเลวอย่างแน่นอน…

ก่อนที่อาหารจานหลักจะเริ่มขึ้น ก็มารับน้ำแกงชามแรกกันก่อนเถิด!

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note