ตอนที่ 499 มองดู
แปลโดย เนสยังเกวียนเทียมวัวคันหนึ่งโยกเยกไปมา โดยมีทหารองครักษ์กว่าสิบคนคอยคุ้มกันอยู่ทั้งหน้าและหลัง กำลังเคลื่อนตัวไปตามถนนหลวง
ในเมื่อบอกว่าจะมา “มองดู” ก็ย่อมต้องมามองดูเท่านั้น
การมาเยือนอย่างเอิกเกริก ย่อมไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงมาเยือนอย่างเงียบเชียบ
คนฉลาดมักเชื่อมั่นในตนเองเสมอ การได้เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู จึงจะถือว่าเป็นความจริง ส่วนคำบอกเล่าของผู้อื่นนั้น มักจะใช้เป็นเพียงข้อมูลประกอบเท่านั้น ส่วนใหญ่พวกเขามักจะเลือกที่จะรับฟังให้มาก สังเกตให้มาก ทว่าไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นใดๆ และเรื่องราวส่วนใหญ่ในสายตาของพวกเขา ก็มักจะแฝงไปด้วยแผนการที่ซับซ้อน…
“แปลกจัง!” ชายวัยกลางคนในชุดบัณฑิตที่เอนกายอยู่บนเกวียนเทียมวัว จู่ๆ ก็สั่งให้หยุดรถ แล้วเลิกผ้าม่านขึ้นมองออกไปเบื้องล่าง
ถนนที่ราบเรียบสายหนึ่ง ทอดยาวจากปลายเท้าไปจนสุดสายตา…
บัณฑิตหนุ่มก้าวลงจากเกวียน เดินไปริมถนน หรี่ตาที่เรียวเล็กกวาดตามองไปรอบๆ
เห็นได้ชัดว่าถนนหลวงสายนี้เพิ่งได้รับการปรับระดับใหม่ แม้จะไม่ได้ปูด้วยอิฐเขียว ทว่าก็แน่นหนามาก คาดว่าน่าจะผ่านการทุบอัดมาแล้ว จากนั้นก็ถูกปรับแต่ง บดอัด และทุบอัดอีกรอบ ช่วงสองสามวันนี้อากาศค่อนข้างแห้ง เมื่อเหยียบลงไปกลับมีเพียงฝุ่นละอองฟุ้งขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ไม่เหมือนถนนส่วนใหญ่ที่เพียงแค่ก้าวเท้าเบาๆ ฝุ่นก็ฟุ้งตลบไปทั่ว
มิน่าล่ะ ตอนที่เกวียนแล่นมาถึงไม่ได้โคลงเคลงมากนัก แถมความกว้างของถนนหลวงสายนี้ก็…
บัณฑิตหนุ่มหรี่ตาลงจนแทบจะกลายเป็นเส้นตรง จ้องมองถนนที่ทอดยาวไปไกล พลางครุ่นคิดเงียบๆ
ความกว้างของถนนหลวง อย่างน้อยก็เกือบสี่สิบก้าว!
นี่นับเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายจริงๆ สมัยนี้แทบจะไม่มีถนนกว้างขนาดนี้ให้เห็นแล้ว
ภัยสงครามคือสิ่งที่ทำลายล้างมากที่สุด แม้แต่ถนนก็หนีไม่พ้นชะตากรรมนี้
ที่นี่เคยเป็นทางหลวงสายซ่างจวิ้นในสมัยราชวงศ์ฉิน เริ่มจากเสียนหยาง ผ่านซ่างจวิ้น ตรงไปยังโยวโจว เมื่อถึงเหลียวตงก็เลี้ยวกลับไปทางตะวันตกเฉียงใต้ และสิ้นสุดที่เล่อหลาง เป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมต่อส่วนกลาง ดินแดนเหอเทา และเหลียวตงในสมัยราชวงศ์ฉิน
ฉือเต้า (ทางหลวงสำหรับม้าเร็ว) หากทหารม้าเดินทางได้หกร้อยลี้ในหนึ่งวันหนึ่งคืนถือว่าได้มาตรฐาน หากเป็นกรณีฉุกเฉิน ก็ต้องเดินทางให้ได้แปดร้อยลี้ในหนึ่งวันหนึ่งคืน เดิมทีควรจะมีความกว้างถึงห้าสิบก้าว ทว่าเนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้อในช่วงปลายราชวงศ์ฉิน ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก และยังไม่ได้รับการซ่อมแซมมากนักจนถึงปัจจุบัน
ในช่วงต้นราชวงศ์ฮั่น สภาพเศรษฐกิจและฐานะการคลังของประเทศนั้นอ่อนแอเกินไป อีกทั้งยังขาดแคลนม้าศึกอย่างหนัก จนแม้แต่จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮั่นก็ยังไม่อาจหาม้าสีเดียวกันมาเทียมรถม้าพระที่นั่งได้ ขุนพลและอำมาตย์หลายคนจำต้องนั่งเกวียนเทียมวัว และเศรษฐกิจของราชวงศ์ฮั่นก็ต้องใช้เวลาฟื้นฟูอยู่นาน ผนวกกับการปกครองแบบปล่อยปละละเลย (อู๋เหวยเอ๋อร์จื้อ) มาอย่างยาวนาน จึงไม่ค่อยมีการเกณฑ์แรงงานจำนวนมากเพื่อมาซ่อมแซมถนน
ในช่วงเวลานี้ ถนนหลายสายถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้แคบลง หรือแม้กระทั่งเลือนหายไปอย่างสมบูรณ์
และระบบศักดินาในยุคต้นราชวงศ์ฮั่น ก็ยิ่งทำให้ความสำคัญของถนนลดลง ทางหลวงฉือเต้านั้นเห็นได้ชัดว่ามีไว้สำหรับการขนส่งระยะไกล และการเคลื่อนย้ายกำลังพล ทว่าในยุคราชวงศ์ฮั่น บรรดาเจ้านครรัฐต่างก็ยึดครองดินแดนของตน ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กัน ราษฎรในดินแดนต่างกันก็ไม่มีความจำเป็นต้องขนส่งสินค้าทางไกล เส้นทางการขนส่งจึงสั้นลง ทำให้ความจำเป็นในการซ่อมแซมทางหลวงฉือเต้าลดลงตามไปด้วย
แน่นอนว่า เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ก็ได้ทุ่มเทเงินคลังทั้งหมดไปกับการทำสงครามกับชาวซยงหนู การใช้งานทหารม้าจำนวนมาก ก็ทำให้ความต้องการใช้รถม้าลดลง จึงไม่ได้จัดสรรงบประมาณมาฟื้นฟูถนนหนทางมากนัก
ถนนที่กว้างขวางและราบเรียบ ย่อมอำนวยความสะดวกอย่างยิ่งต่อการเคลื่อนย้ายกำลังพลและการขนส่งเสบียงอย่างรวดเร็วทั้งสองฝั่งถนน หรือแม้กระทั่งระหว่างเมือง…
ทว่าการจะซ่อมแซมถนนเช่นนี้ได้ ย่อมต้องใช้แรงงานคนจำนวนมหาศาล การเกณฑ์แรงงานมากมายเช่นนี้ ไม่กลัวจะเกิดการลุกฮือของประชาชนหรือ?
บัณฑิตหนุ่มสังเกตเห็นชาวนาสองสามคนกำลังถอนวัชพืชอยู่ในนาข้างทาง จึงค่อยๆ เดินไปที่ริมคันนา ประสานมือคารวะชาวนาสูงวัยผู้หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ขออภัยท่านผู้อาวุโส ไม่ทราบว่าที่นี่เก็บภาษีเท่าใด และมีการเกณฑ์แรงงานเช่นไรบ้าง?”
ชาวนาสูงวัยเงยหน้าขึ้นมอง พิจารณาดูครู่หนึ่ง เห็นว่าชายผู้นี้ดูท่าทางเหมือนข้าราชการ จึงไม่ได้ปิดบังอันใด ตอบไปว่า “ปีนี้เนื่องจากใช้ม้าและวัวของทางการมาไถนา จึงต้องจ่ายภาษีเพิ่มหนึ่งส่วน สรุปคือค่าเช่าที่ดินห้าส่วน ภาษีหนึ่งส่วน… ส่วนการเกณฑ์แรงงาน ในช่วงว่างเว้นจากการทำนาในฤดูร้อนและฤดูหนาว ต้องไปรับใช้แรงงานช่วงละหนึ่งเดือน…”
“ต้องจ่ายภาษีถึงหกส่วนเชียวหรือ แล้วเสบียงที่เหลือจะพอประทังชีวิตคนในครอบครัวหรือ?” ค่าเช่าภาษีนี้นับว่าค่อนข้างสูง ทว่าเมื่อเป็นการเช่าที่ดินทำกิน ก็ถือเป็นอัตราปกติ แต่การเกณฑ์แรงงานถือว่าค่อนข้างเบาบาง
การเกณฑ์แรงงานในยุคราชวงศ์ฮั่นนั้นค่อนข้างซับซ้อน สำหรับชาวนาทั่วไป ภาษีจ่ายเพียงปีละครั้ง และจ่ายตามสัดส่วนคงที่ของผลผลิต ซึ่งแท้จริงแล้วก็ไม่ได้หนักหนาอะไร ทว่าการเกณฑ์แรงงานนั้นต่างออกไป มักเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวนาล้มละลาย
ตามทะเบียนราษฎรของราชวงศ์ฮั่น ประการแรกคือการรับราชการทหาร หนึ่งปีแรกต้องเข้ารับการฝึกและดูแลความสงบเรียบร้อยในกองทหารประจำจังหวัดหรืออำเภอ ปีที่สองต้องไปรับราชการทหารในพื้นที่อื่นตามคำสั่งของรัฐ ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะเป็นพื้นที่อันตราย…
แน่นอนว่าการรับราชการทหารระดับชาติ ผู้ชายหนึ่งคนต้องรับใช้เพียงครั้งเดียวในชีวิต ทว่าหากเกิดสงคราม ก็ต้องพร้อมรับคำสั่งเรียกตัวเสมอ ห้ามขัดขืน…
ส่วนการรับใช้แรงงานที่ชายแดน ก็ใช้เวลา 1 ปีเช่นกัน ซึ่งสามารถจ่ายเงินทดแทนได้
ที่กล่าวมานี้ถือเป็นการเกณฑ์แรงงานแบบตายตัว ส่วนแบบที่ไม่ตายตัว คือการถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานชั่วคราวโดยคำสั่งจากจังหวัดและอำเภอ ซึ่งรวมถึงการก่อสร้าง การสร้างสะพานและถนน การควบคุมแม่น้ำลำคลอง การขนส่งเสบียง และอื่นๆ เรียกว่า เกิ้งอี้ (การผลัดเปลี่ยนแรงงาน) ซึ่งสามารถจ่ายเงินทดแทนได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ราชวงศ์ฮั่นยังยกเว้นการเกณฑ์แรงงานให้กับคนบางกลุ่ม เช่น เชื้อพระวงศ์ ชนชั้นสูง ขุนนางที่มีตำแหน่งสูงและเครือญาติ ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นซานเหลาในระดับอำเภอและตำบล รวมถึงผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้มีความกตัญญูและผู้ที่ขยันขันแข็งในการทำนา (เซี่ยวถี้ หลี่เถียน) ลูกศิษย์ของปรมาจารย์ด้านคัมภีร์ ผู้ที่เชี่ยวชาญคัมภีร์เล่มใดเล่มหนึ่ง และผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ผู้ที่เพิ่งให้กำเนิดบุตร ผู้ที่อยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือสงคราม หรือราษฎรในพื้นที่ที่จักรพรรดิเสด็จประพาสผ่าน ก็อาจได้รับการยกเว้นชั่วคราว ผู้ที่มีความดีความชอบในการควบคุมแม่น้ำก็อาจได้รับการยกเว้นเช่นกัน เป็นต้น
พ่อค้ารายใหญ่หรือกลุ่มชนชั้นสูง ก็อาจใช้เงินซื้อตำแหน่งเพื่อหลีกเลี่ยงการเกณฑ์แรงงานได้ ด้วยเหตุนี้ ภาระการเกณฑ์แรงงานในยุคราชวงศ์ฮั่น จึงตกไปอยู่กับชาวนาระดับกลางลงมาทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพวกขุนนางกังฉินที่คอยหาประโยชน์เข้าตัวอีก…
ชาวนาสูงวัยได้ยินคำถามของบัณฑิตหนุ่ม ก็มองไปที่พืชผลในนาที่กำลังเจริญงอกงาม รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอย กล่าวว่า “หากสวรรค์เมตตา ก็น่าจะพออยู่พอกินกระมัง…”
“แล้วถนนสายนี้… ไม่ต้องเกณฑ์แรงงานชาวบ้านมาสร้างหรือ?”
ชาวนาสูงวัยหัวเราะร่วน กล่าวว่า “นั่นเป็นฝีมือพวกทาสเซียนเปยต่างหาก!” สีหน้าของเขาแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจ หลายปีมานี้ต้องทนทุกข์จากการรุกราน เข่นฆ่า และปล้นสะดมของพวกชาวหู มาบัดนี้ได้เห็นพวกเซียนเปยที่เคยหยิ่งผยองต้องตกเป็นทาสใช้แรงงาน ในใจย่อมรู้สึกสะใจอย่างเงียบๆ…
“พวกทาสเซียนเปยยอมเชื่อฟังหรือ?” ถึงกับใช้พวกเซียนเปยมาสร้างถนน! พวกชาวหูมักจะดุร้าย ไร้เหตุผล ป่าเถื่อน และไม่ยอมจำนน จะไม่มีการลุกฮือต่อต้านเลยหรือ?
ชาวนาสูงวัยหัวเราะหึๆ “ชาวหูก็เป็นคนเหมือนกัน มีหนึ่งหัวหนึ่งปาก… ท่านเดินต่อไปอีกนิด ก็จะได้เห็นเอง…”
บัณฑิตหนุ่มร้องอ้อ ล้วงเงินอีแปะสองสามเหรียญออกจากอกเสื้อ วางไว้ริมคันนา แล้วกล่าวว่า “ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ช่วยไขข้อข้องใจ ขอลาก่อน”
ชาวนาสูงวัยทอดสายตามองบัณฑิตหนุ่มที่เดินจากไป แล้วมองไปที่เหรียญอีแปะริมคันนา ส่ายหน้า แล้วก็หยิบเหรียญเหล่านั้นใส่ไว้ในอกเสื้อ พึมพำอะไรบางอย่างเบาๆ…
ขอคัดลอกบทกวีของหลิ่วหย่งมาให้อ่านหน่อย หึหึ…
แบบไหนถึงจะเรียกว่าผู้ประสบความสำเร็จ…
เหรินจงอะไรนั่น โลว์ไปเลย…
“ซือซือช่างงดงามเย้ายวน เซียงเซียงนั้นมีรักให้ข้ามากมาย อันอันยิ่งผูกพันเนิ่นนาน ทั้งสี่หลอมรวมเป็นหนึ่ง (คนเขียนกับสาวงามทั้งสาม) ทว่าเวลาช่างกระชั้นชิด ความรักของเราต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย แม้เขียนบทกวีใหม่ก็ต้องแก้ไขหลายครา อักษรคำว่า ‘เจี้ยน’ (หญิงสามคน) ประทับอยู่ในใจข้า”
(จบตอน)

0 Comments