ตอนที่ 49 ปลายทวนที่พุ่งมา
แปลโดย เนสยังลิโป้รีบร้อนมุ่งหน้าไปยังคลังอาวุธแห่งเมืองลั่วหยางด้วยความเบิกบานใจเพื่อตามหาทวนฟางเทียนฮว่าจี่ ทิ้งให้เผยเฉียนและเตียวเลี้ยวมองหน้ากันไปมา
สำหรับตำแหน่งผู้ดูแลคลังอาวุธแห่งลั่วหยางนั้น ตามปกติแล้วควรจะอยู่ภายใต้การจัดการของจิบกิมง้อ ทว่าในยุคของพระเจ้าฮั่นเลนเต้ ตำแหน่งนี้มักถูกมอบให้กับผู้ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ จนค่อยๆ กลายเป็นเพียงตำแหน่งเกียรติยศ คลังอาวุธจึงตกไปอยู่ในมือของกลุ่มขันที
ต่อมาเมื่อเกียนสิดถูกสังหาร ประกอบกับอ้วนเสี้ยวและโจโฉนำกำลังบุกทะลวงราชสำนัก สังหารหัวหน้าขันทีไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ตำแหน่งผู้ดูแลคลังอาวุธว่างเว้นมาเป็นเวลานาน บัดนี้เหลือเพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่างและผู้ดูแลทำความสะอาดเท่านั้น ย่อมเป็นธรรมดาที่ลิโป้อยากจะ “ดู” อย่างไรก็ย่อมได้ แม้กระทั่งจะนำกลับไป “ดู” ที่บ้านก็ไม่มีใครกล้าขัดขวาง…
แต่เดิมคลังอาวุธในยุคฮั่นนั้นมีสมบัติล้ำค่าอยู่มากมาย ทว่าในรัชศกหยวนคังปีที่ห้าแห่งรัชสมัยพระเจ้าฮั่นเซวียนตี้ ฟ้าได้ผ่าลงมาจนเกิดเพลิงไหม้ คลังอาวุธถูกทำลาย สมบัติหลายชิ้นมอดไหม้ไปในกองเพลิง มิฉะนั้นคงมีของวิเศษหลงเหลือมาถึงปัจจุบันมากกว่านี้
ลองมาดูรายการสมบัติล้ำค่าที่ถูกฟ้าผ่าทำลายไปในคราวนั้นเสียหน่อย
ศีรษะของหวังหมั่ง ศีรษะของอดีตฮ่องเต้ถูกนำมาทำเป็นของสะสมก็นับว่าประหลาดพอแล้ว แถมยังนำมาเก็บไว้ในคลังอาวุธอีก… ของล้ำค่าเช่นนี้หากได้มาไว้ในครอบครองจะช่วยเพิ่มค่าพลังอันใดกัน? เพิ่มความสำเร็จในการสาปแช่งศัตรูขึ้นหนึ่งร้อยส่วนอย่างนั้นหรือ?
รองเท้าเกี๊ยะของขงจื๊อ นี่คือสิ่งที่เคยสัมผัสอย่างแนบชิดและซึมซับกลิ่นอายจากเท้าของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่… หากสวมใส่แล้วจะช่วยเพิ่มอัตราการโน้มน้าวให้ศัตรูยอมจำนนขึ้นหนึ่งร้อยส่วนกระมัง?
กระบี่ฟันงูขาวของฮั่นเกาจู่ ในที่สุดก็มีของที่ดูเข้าเค้ากับการเป็นอาวุธขึ้นมาบ้าง… หากเปรียบเป็นของวิเศษก็น่าจะเป็นสมบัติที่ช่วยเพิ่มค่าโชคชะตาขึ้นหนึ่งร้อยส่วนเป็นแน่แท้…
นอกจากนี้ยังมีสมบัติล้ำค่าอื่นๆ ที่สูญสลายไปในกองเพลิงพร้อมกันอีกกว่าสองร้อยชิ้น รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์อีกนับไม่ถ้วน…
เตียวเลี้ยวเป็นคนละเอียดอ่อน เขากลัวว่าเผยเฉียนจะขุ่นเคืองกับการกระทำของลิโป้ เพราะไม่ว่าจะในยุคโบราณหรือยุคปัจจุบัน ย่อมไม่มีธรรมเนียมที่เจ้าภาพจะหนีไปกลางคันในระหว่างงานเลี้ยง เขาจึงกล่าวกับเผยเฉียนว่า “ท่านตูถิงโหวเป็นคนตรงไปตรงมาและทำตามใจคิด มิได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง หวังว่าจื่ออวิ๋นจะมิถือสาหาความ”
“เป็นคนตรงไปตรงมาสิดี! ข้าจะโกรธเคืองไปไย?” เผยเฉียนไม่ได้กล่าวตามมารยาทแต่อย่างใด ลองคิดดูสิ หากลิโป้ผู้มีวรยุทธ์สูงส่งถึงเพียงนั้นไม่ได้เป็นคนเรียบง่ายตรงไปตรงมา แต่กลับเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวราวกับซุนฮกขึ้นมาล่ะก็ ในแผ่นดินนี้จะมีผู้ใดต้านทานเขาได้อีก?
เตียวเลี้ยวสัมผัสได้ว่าเผยเฉียนไม่ได้พูดปด จึงคลายความกังวลลง และทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจำเป็นคอยเชิญชวนให้เผยเฉียนดื่มสุราและรับประทานอาหารแทนลิโป้
ม้าเซ็กเธาว์นั้นวิ่งเร็วสมคำร่ำลือ เพียงไม่นาน ยังไม่ทันที่ตัวคนจะมาถึง ก็ได้ยินเสียงหัวเราะร่าของลิโป้ดังมาก่อน เขากำลังแบกทวนฟางเทียนฮว่าจี่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเบิกบานใจ
เมื่อเข้ามาถึงห้องโถงด้านหลัง ลิโป้ก็ไม่ได้สนใจแผ่นหินปูพื้นอันล้ำค่า เขากระแทกทวนฟางเทียนฮว่าจี่ลงกับพื้นเสียงดังสนั่น แผ่นหินสีเขียวอันแข็งแกร่งกลับถูกเจาะเป็นรูอย่างง่ายดายราวกับเป็นเพียงก้อนเต้าหู้
ลิโป้คว้าชามสุราขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด จากนั้นก็หยิบเหยือกสุราขึ้นมาหมายจะรินเพิ่ม แต่ก็รู้สึกว่าไม่ทันใจ จึงยกเหยือกสุรากรอกเข้าปากจนหมดไปกว่าครึ่งเหยือก ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขาลูบคลำทวนฟางเทียนฮว่าจี่ด้วยความภาคภูมิใจ แล้วกล่าวกับเผยเฉียนและเตียวเลี้ยวว่า “ช่างสำราญใจนัก! สำราญใจจริงๆ! มา! มาดูของวิเศษของข้า!”
เผยเฉียนลอบถอนหายใจ การพูดจาของลิโป้นี่มันช่าง…
ทว่าทวนฟางเทียนฮว่าจี่เล่มนี้ก็ดูคล้ายกับรูปแบบจำลองที่เผยเฉียนเคยเห็นในยุคหลังจริงๆ เพียงแต่ของจำลองเหล่านั้นไม่อาจเทียบกับของจริงที่ส่องประกายเย็นเยียบและแผ่รังสีอำมหิตเช่นนี้ได้เลย
ทวนฟางเทียนฮว่าจี่ตรงหน้า เผยเฉียนกะด้วยสายตาว่าน่าจะมีความยาวประมาณหนึ่งจ้างเศษ ที่ปลายด้ามทวนมีหัวทวนโลหะแบนยาวติดตั้งอยู่ สองข้างมีใบมีดรูปจันทร์เสี้ยวเชื่อมต่อกับหัวทวนด้วยก้านเล็กๆ สองก้าน คมมีดส่องประกายเย็นเยียบ มองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าคมกริบยิ่งนัก ทั้งบนหัวทวนและใบมีดจันทร์เสี้ยวล้วนมีลวดลายสลักเสลาอย่างวิจิตรตระการตา บริเวณรอยต่อระหว่างหัวทวนและด้ามมีรูปสลักสัตว์มงคลกลืนกินคมทวนอย่างประณีต ด้ามทวนเป็นสีแดงเข้ม มีลวดลายมังกรขดตัวเลื้อยพันจากบนลงล่างไปจนถึงปลายด้าม…
ลิโป้แสดงความภาคภูมิใจออกมาอย่างปิดไม่มิด เขากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “สิ่งนี้หลอมขึ้นจากเหล็กอุกกาบาตโดยกงซูฮว่า สามารถตัดเหล็กได้ดั่งหั่นดินเหนียว เป่าเส้นผมขาดได้ในดาบเดียว… ตอนแรกนายคลังอาวุธนั่นยังไม่ยอม ข้าจึง…”
ลิโป้รู้สึกตัวว่าเผลอพูดอะไรผิดไป จึงรีบหยุดชะงัก และหันไปดึงเตียวเลี้ยวให้ออกไปประลองฝีมือกัน เพื่อจะได้ทดสอบอาวุธและสัมผัสความรู้สึกในการต่อสู้จริง
เตียวเลี้ยวเองก็อยากรู้ว่าอาวุธใหม่ของลิโป้จะยอดเยี่ยมเพียงใด จึงตอบตกลงด้วยความยินดี ทั้งสองคนวิ่งออกไปที่ลานหลังบ้านแล้วเริ่มประลองกัน รังแกเหล่าดอกไม้ใบหญ้าที่เพิ่งจะรอดพ้นจากภัยพิบัติเมื่อครู่ให้ต้องรับเคราะห์อีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโครงสร้างของทวนฟางเทียนฮว่าจี่ หรือเป็นเพราะช่างตีเหล็กได้ซ่อนกลไกอะไรไว้ในทวน เมื่อลิโป้กวัดแกว่งทวนฟางเทียนฮว่าจี่ เสียงลมที่เกิดขึ้นนั้นแตกต่างจากเสียงของพลองยาวอย่างชัดเจน เสียงนั้นฟังดูราวกับมีสิ่งมีชีวิตสิงสู่อยู่ในทวน เมื่อลิโป้กวัดแกว่ง มันก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนจนสะเทือนเลื่อนลั่นไปถึงขั้วหัวใจ…
ลิโป้และเตียวเลี้ยวประลองกันได้ไม่กี่กระบวนท่า เตียวเลี้ยวที่ยังไม่ทันปรับตัวก็พลาดท่า หอกยาวในมือถูกกิ่งเล็กๆ ของทวนฟางเทียนฮว่าจี่เกี่ยวเข้า ลิโป้ฉวยโอกาสบิดข้อมือ เสียงดังฉับพลัน ปลายหอกที่หักกระเด็นก็ลอยละลิ่วพุ่งตรงมายังศีรษะของเผยเฉียน…
เผยเฉียนเห็นเพียงประกายเย็นเยียบพุ่งตรงเข้ามาที่ใบหน้า หนังศีรษะของเขาชาหนึบไปหมด…
ในจังหวะนั้นเอง ลิโป้ก็ออกแรงถีบเท้าลงพื้น ก้าวพรวดเดียวข้ามระยะทางมาอย่างรวดเร็ว แขนอันทรงพลังเหยียดออก กวัดแกว่งทวนฟางเทียนฮว่าจี่เข้าปัดป้อง เสียงดังตึกเบาๆ ปลายหอกนั้นก็ถูกปัดจนปลิวไปปักคาอยู่บนขื่อหลังคา…
เมื่อเผยเฉียนได้สติกลับมา ก็พบว่าลิโป้และเตียวเลี้ยวมายืนขนาบข้างเขาทั้งซ้ายและขวา ทั้งสองกำลังจ้องมองเขาด้วยแววตาเป็นประกาย…
“เหตุใดจึงมองข้าเช่นนั้น?” เผยเฉียนไม่ค่อยเข้าใจ
“…น้องชาย… เมื่อครู่เจ้าไม่หวาดกลัวเลยหรือ?” ลิโป้เอ่ยถาม
เผยเฉียนพยักหน้าพลางตอบว่า “เมื่อครู่ก็กลัวอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ก็ปลอดภัยแล้วมิใช่หรือ?” จะไม่ให้กลัวได้อย่างไร เพียงแต่ความกลัวมันช่วยอะไรไม่ได้ อีกอย่างก็ยังมีพวกท่านสองคนที่เป็นถึงยอดฝีมืออยู่ตรงนี้
ลิโป้หัวเราะลั่น กระแทกทวนฟางเทียนฮว่าจี่ลงบนพื้นหินสีเขียวอีกครั้ง ก่อนจะหยิบชามสุรายื่นให้เผยเฉียน “น้องชายช่างไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่เหมือนพวกบัณฑิตขี้ขลาดตาขาวเหล่านั้นเลย มาๆ ดื่มด้วยกันสักชาม…”
เตียวเลี้ยวก็ยกชามสุราขึ้นมาชนกับเผยเฉียน และดื่มรวดเดียวจนหมด แววตาของเขาแฝงไปด้วยความชื่นชม “พวกเราประลองอาวุธกัน อาวุธมักจะหักพังอยู่เสมอ ก่อนหน้านี้ก็เคยมีขุนนางฝ่ายบุ๋นประสบเหตุการณ์เช่นเดียวกับเจ้า แต่มีเพียงจื่ออวิ๋นเท่านั้นที่สีหน้าไม่เปลี่ยน ท่าทางยังคงสงบนิ่ง…”
เอ่อ ตอนนั้นข้าก็แค่ตกใจจนตัวแข็งทื่อไปเท่านั้นแหละ…
แต่เผยเฉียนก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ตอนนี้คือยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก กำลังจะเข้าสู่ยุคแห่งสงครามและความโกลาหล ขุนนางฝ่ายบุ๋นอย่างเขา หากไม่มีขุนพลอย่างลิโป้หรือเตียวเลี้ยวคอยคุ้มครอง หากเจอมีดพาดคอก็คงต้องสิ้นชื่อเป็นแน่… ในเมื่อตอนนี้มีสองยอดฝีมืออยู่ตรงหน้า จะขอเรียนรู้วิชาป้องกันตัวสักสองสามกระบวนท่า อย่างน้อยในยามคับขันก็ยังพอเอาตัวรอดได้มิใช่หรือ?
“น้องชายอยากเรียนวรยุทธ์หรือ? อืม ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผลอยู่บ้าง ทว่า…” ลิโป้เอื้อมมือมาลูบคลำตามตัวเผยเฉียน ก่อนจะขมวดคิ้วและกล่าวว่า “วรยุทธ์ของข้าเจ้าคงเรียนไม่ได้หรอก… ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากสอน แต่รูปร่างของน้องชายมัน…”
ลิโป้พูดจบก็ส่ายหน้าด้วยความรังเกียจ…

0 Comments