You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

หลังจากจิบชา ก็เป็นเวลาของงานเลี้ยง

แม้เมืองผิงหยางจะทรุดโทรมไปบ้าง แต่งานเลี้ยงต้อนรับระหว่างชนชั้นสูงก็ยังพอจัดขึ้นได้ ทว่าพวกการแสดงร่ายรำหรือดนตรีอะไรพวกนั้นไม่มีหรอก เพราะใครจะไปพกของพรรค์นั้นอย่างเครื่องสายหรือระฆังหินติดตัวมารบด้วยล่ะ?

เนื้อสัตว์น่ะมีพร้อม แต่ผักใบเขียวกลับมีไม่มาก เพราะที่นี่เพิ่งจะเริ่มฟื้นฟูการเพาะปลูก ใครจะไปเสกผักนานาชนิดขึ้นมาให้กินได้ทันใจล่ะ…

เผยเฉียนสังเกตเห็นว่าเว่ยวั่งกินแค่กุยช่ายผัดไข่กับผักชุน แล้วก็ซดน้ำแกงเนื้อแกะ ส่วนพวกเนื้อย่างแทบจะไม่แตะเลย เหล้าก็ดื่มไปแค่สองสามจอก…

เจริญอาหารดีนะ แต่ดูเหมือนฟันจะไม่ค่อยดี

แต่ที่น่าอึดอัดก็คือตรงนี้แหละ

ฟันไม่ดี กินอะไรก็เลือกมาก ถ้าต้องกินแต่ของเหลวๆ เละๆ ก็คงน่าเบื่อแย่ แต่พอเป็นของที่ต้องเคี้ยวก็เคี้ยวไม่ไหว ทำได้แค่มองคนอื่นกินตาปริบๆ…

ซ้ำร้ายยังเจริญอาหารอีกต่างหาก นี่มันความทรมานชัดๆ

แถมเพื่อให้ยังคงมาดชนชั้นสูงผู้ดีมีสกุล ก็ยังต้องเก็บอาการ ไม่ให้ใครเห็นความทรมานนี้อีก

ไม่ใช่ว่าเผยเฉียนตั้งใจจะแกล้งหรอก แต่เป็นเพราะเว่ยวั่งเอาแต่พูดอ้อมค้อมไม่ยอมเข้าเรื่องสักที น่ารำคาญจริงๆ ตัวเขาเองยังมีงานอีกเป็นภูเขาเลากาต้องจัดการ จะมานั่งเสียเวลาอยู่ที่นี่ก็ใช่ที่

ในระหว่างการเยินยอกันไปมาเมื่อครู่ เว่ยวั่งไม่หลุดคำว่า “ป๋อปอ” (กลุ่มกบฏ) ออกมาเลยแม้แต่คำเดียว เผยเฉียนก็เล่นตามน้ำ แกล้งทำเป็นลืมไปเสียสนิท แต่ในความเป็นจริง หญิงรับใช้ที่กำลังเดินขวักไขว่เสิร์ฟเหล้าเสิร์ฟอาหารอยู่ในโถงตอนนี้ ก็คืออดีตสาวใช้จากบ้านของเว่ยจี้ (เว่ยโป๋อวี๋) ทั้งนั้น จะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นจริงๆ หรือ?

สำหรับเว่ยวั่ง เผยเฉียนไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ให้เลย ตระกูลเว่ยแห่งเหอตงมีชื่อเสียงโด่งดัง หยั่งรากลึก แผ่อิทธิพลไปทั่วราวกับโรคเรื้อนที่รักษายาก หากเขาไม่ใช้ไม้แข็ง ก็ไม่อาจแสดงความเด็ดขาดออกมาได้ ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไร ก็ต้องเลือกใช้ความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวไว้ก่อน

อาจเป็นเพราะการได้แต่มองคนอื่นกินมันช่างน่าอึดอัด เว่ยวั่งจึงวางตะเกียบเงินลง แล้วพูดกลั้วรอยยิ้มว่า “ข้าน้อยไร้ความสามารถ รับตำแหน่งซานเหลา รู้สึกละอายใจยิ่งนักที่มิได้สร้างประโยชน์อันใดให้แก่การขัดเกลาจิตใจ รู้สึกผิดหวังและเป็นกังวลอยู่ตลอดเวลา บัดนี้ได้ยินว่าท่านขุนพลจงหลางคิดจะเปิดสำนักศึกษา นับเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก ข้าน้อยจึงหน้าด้านมาขอพบ หากสามารถร่วมสมทบทุนได้บ้าง ก็ถือเป็นความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของข้าน้อย แม้ตายก็ตาหลับแล้ว!”

เผยเฉียนยิ้มรับ แต่ในใจกลับเริ่มคิดคำนวณ

มาเพื่อเรื่องนี้จริงๆ ด้วย แถมยังพูดยกยอเสียใหญ่โต ราวกับเป็นคำสั่งเสียก่อนตายก็ไม่ปาน

กะจะมาขอแบ่งส่วนบุญล่ะสิ

สำหรับคนในวัยอย่างเว่ยวั่ง เงินทองและลาภยศคงไม่มีความหมายอะไรมากเท่ากับการทิ้งชื่อเสียงไว้ให้คนรุ่นหลัง เงินทองของมีค่า แม้ใครๆ ก็อยากได้ แต่ตายไปก็เอาไปไม่ได้ เมื่อสะสมถึงจุดหนึ่งก็หมดความหมาย เหมือนกับตอนนี้ ต่อให้มีอาหารเลิศรสวางอยู่ตรงหน้า แต่ไม่มีฟันจะเคี้ยว แล้วจะมีประโยชน์อะไร?

ทว่าชื่อเสียงนั้นต่างออกไป แม้มันจะไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของได้โดยตรง แต่มันช่วยให้มีสิทธิมีเสียงในสังคม ต่อให้ตายไปก็ยังคุ้มครองลูกหลาน หรือแม้แต่ยกระดับสถานะของตระกูลได้ โดยเฉพาะการสร้างสำนักศึกษา ถือเป็นเครื่องมือชั้นดีในการสร้างชื่อเสียง มิน่าล่ะ เว่ยวั่งถึงได้รีบร้อนมาถึงนี่…

เผยเฉียนยิ้มกล่าว “ท่านเว่ยมีเจตนาอันดีงาม เผยเฉียนรู้สึกเลื่อมใสยิ่งนัก ไม่ทราบว่าท่านเว่ยมีข้อชี้แนะอันใดหรือ?” เอาล่ะ มีแผนอะไรก็ว่ามาเลย…

การคบหาสมาคมของบรรดาชนชั้นสูงนั้นช่างละเอียดอ่อนซับซ้อน บรรดาชนชั้นสูงในยุคราชวงศ์ฮั่น โดยเฉพาะตระกูลใหญ่ มักจะมีความเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง เมื่อคนหมู่มากมาอยู่รวมกัน ย่อมเกิดความขัดแย้งและความบาดหมาง ทว่าความบาดหมางเหล่านี้มักจะจำกัดอยู่แค่ในกลุ่มผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ลุกลามใหญ่โต ช่างเหมือนกับการแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวในยุคหลังเสียจริง

ตัวอย่างเช่น โจโฉ ที่ตัดหัวคนไปตั้งมากมาย แต่กลับบอกว่า “ภรรยาและลูกของเจ้า ข้าจะดูแลให้เอง” หากเป็นยุคหลัง นี่มันความแค้นฆ่าล้างโคตรชัดๆ จะไม่เล่นบทองค์ชายแก้แค้นก็คงไม่ได้?

แต่ในยุคราชวงศ์ฮั่น เรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ…

ดังนั้น เว่ยวั่งจึงไม่คิดว่าการมาเจรจาร่วมมือกับเผยเฉียน จะขัดแย้งกับสายของเว่ยจี้แต่อย่างใด เรื่องไหนก็เรื่องนั้น แน่นอนว่าหากในอนาคตเว่ยจี้ได้รับโอกาสใหม่แล้วกลับมาผงาดอีกครั้ง เว่ยวั่งก็คงไม่แสดงความเมตตาเพราะเห็นแก่การร่วมมือกับเผยเฉียนในครั้งนี้หรอก ก็อย่างที่บอก เรื่องไหนก็เรื่องนั้น ผลประโยชน์ใครผลประโยชน์มัน

ด้วยเหตุนี้ เว่ยวั่งจึงพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “การสืบทอดความรู้ ต้องส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น บรรดาศิษย์ที่กระหายความรู้ในคัมภีร์ ต่างก็รอคอยราวกับรอฝนยามแล้ง ทว่าที่ผิงหยางแห่งนี้ ทรุดโทรมมานาน ต่อให้สร้างขึ้นใหม่ ก็ต้องเสียเวลาและแรงงานมากมาย สู้เรา…”

เว่ยวั่งหยุดชะงักไปเล็กน้อย สังเกตสีหน้าของเผยเฉียนอย่างละเอียด หวังจะจับสังเกตอารมณ์ความรู้สึก เพื่อนำมาประเมินสถานการณ์

ทว่าเผยเฉียนกลับยังคงยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “ท่านเว่ยเชิญกล่าวมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”

เว่ยวั่งบ่นอุบอิบในใจ แล้วกล่าวว่า “…ข้าน้อยก็ไม่ได้หวังสิ่งใดมาก เพียงแต่ที่เมืองหลินเฝินทางตอนเหนือ มีคฤหาสน์อยู่หลังหนึ่ง มีห้องหับร้อยกว่าห้อง ศาลาพักผ่อนครบครัน ด้านนอกมีภูเขาเขียวขจีเป็นฉากกั้น ด้านในมีสายน้ำใสไหลผ่าน สามารถชื่นชมทัศนียภาพของขุนเขา หรือรับฟังเสียงน้ำไหลรินตามธรรมชาติ บรรยากาศเงียบสงบ ร่มรื่น เหมาะแก่การหลีกหนีความวุ่นวายทางโลก และเหมาะแก่การศึกษาคัมภีร์ตำรา ข้าน้อยยินดีมอบให้ท่านขุนพลจงหลางเพื่อใช้เป็นสถานศึกษา เพื่อช่วยให้การเปิดสำนักศึกษาสำเร็จลุล่วงโดยเร็ว…” พูดจบ เขาก็ล้วงเอาโฉนดที่ดินออกมาจากอกเสื้อด้วยมือที่สั่นเทา ทำทีราวกับว่า แค่เผยเฉียนพยักหน้า เขาก็พร้อมจะมอบให้ทันที…

นี่มันลาภลอยชัดๆ เลยไม่ใช่หรือ?

ไม่ใช่สิ นี่มันเว่ยวั่งที่ดั้นด้นเดินทางมาไกล เพื่อเอาพายเนื้อมาป้อนถึงปากเผยเฉียนเลยต่างหาก…

หึหึ จะมีของดีราคาถูกแบบนั้นได้ยังไง!

เผยเฉียนคิดทบทวนดู ตาแก่นี่ความอยากอาหารสูงจริงๆ!

ภายนอกดูเหมือนเว่ยวั่งจะใจป้ำ บริจาคคฤหาสน์สวยหรูที่เหมาะเจาะขนาดนี้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน แต่แท้จริงแล้วมันคือหลุมพรางที่ซ่อนอยู่ แม้จะไม่ได้เอาเงินเผยเฉียนสักแดงเดียว แต่ความจริงแล้วเว่ยวั่งตั้งใจจะฮุบสถานศึกษาที่เผยเฉียนกำลังจะสร้างขึ้นไปทั้งดุ้น!

สำนักศึกษาที่เปิดในคฤหาสน์ของตระกูลเว่ยที่เมืองหลินเฝิน จะยังถือว่าเป็นของเผยเฉียนอยู่อีกหรือ?

ในคฤหาสน์ ก็ย่อมต้องมีคนของตระกูลเว่ยปะปนอยู่ด้วยใช่ไหม?

เมื่ออยู่ใกล้เมืองหลินเฝิน ตระกูลเว่ยก็ย่อมได้เปรียบในการเข้าถึงใช่ไหม?

คนแก่ใจดำนักนะ…

ถ้าโลภมากไปนิดเดียว หรือเผลอไผลไปหน่อย ก็คงตกหลุมพรางนี้แน่

แต่จะปฏิเสธตรงๆ ก็คงไม่ดีนัก ต้องหาข้ออ้างก่อน เผยเฉียนไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ท่านเว่ยทราบหรือไม่ว่า ที่ชานเมืองทางทิศใต้ของเมืองอวี่ ในเขตเฉินหลิว มีสวนท้ออยู่แห่งหนึ่ง?”

เว่ยวั่งชะงักไป ตอบว่า “ข้าน้อยไม่ทราบ”

ท่านไม่รู้ก็ดีแล้ว เพราะข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีอยู่จริงไหม เผยเฉียนแอบขำในใจ แต่ก็ยังคงตีหน้าขรึม พูดเป็นเรื่องเป็นราวว่า “ท่านอาจารย์ของข้าโปรดปรานดอกท้อยิ่งนัก เคยกล่าวไว้ว่าปรารถนาจะสนทนาเรื่องคัมภีร์ของขงจื๊อและเมิ่งจื๊อใต้ต้นท้อที่กำลังเบ่งบาน ลานบ้านปราศจากความวุ่นวาย ห้องเงียบสงบ ดีดพิณใต้ชายคา มีต้นท้อและต้นหลี่เรียงรายอยู่หน้าบ้าน น้ำใจของท่านเว่ย เผยเฉียนขอรับไว้ด้วยความซาบซึ้งใจ ทว่าโชคดีที่ข้าได้พบภูเขาดอกท้อแห่งหนึ่งที่ผิงหยาง ซึ่งตรงกับความปรารถนาของท่านอาจารย์พอดี ช่างเป็นสถานที่ที่สวรรค์ประทานให้แท้ๆ ดังนั้น…”

น่าเสียดายจริงๆ เผยเฉียนแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

แต่เห็นได้ชัดว่า เว่ยวั่งไม่ยอมถอดใจง่ายๆ แน่…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note