ตอนที่ 451 นั่งเจรจาหารือ
แปลโดย เนสยังภายในเมืองผิงหยาง เผยเฉียนและหวังอี้ต่างนั่งประจำโต๊ะของตน เผชิญหน้ากัน โดยมีเจี่ยฉวีนั่งอยู่ในตำแหน่งรองลงมาจากเผยเฉียน
หลังจากหวังอี้จัดการเรื่องเมืองเซียงหลิงเสร็จสิ้น เขาก็นำทหารจำนวนหนึ่งมาสมทบกับเผยเฉียน แน่นอนว่าเป้าหมายหลักก็คือการหารือเกี่ยวกับการจัดการเรื่องราวต่างๆ หลังจากนี้…
ซึ่งแท้จริงแล้วมันก็คือการจัดสรรผลประโยชน์นั่นเอง เผยเฉียนถูกตระกูลเว่ยแห่งเหอตงเล่นงาน หวังอี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน ย่อมพูดคุยกันได้ง่ายขึ้น
ใบหน้าของหวังอี้แฝงไปด้วยความโศกเศร้า เมื่อครู่นี้เขาเพิ่งจะพร่ำพรรณนาถึงความทุกข์ยากของชาวบ้านเหอตงที่ต้องไร้ที่อยู่อาศัย แต่เผยเฉียนดูออกว่าหวังอี้เพียงแค่เสแสร้งทำเป็นโศกเศร้าไปอย่างนั้น ลึกๆ แล้วในใจของเขากำลังสะใจกับชัยชนะครั้งนี้อย่างมาก ท่าทีที่พยายามปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงนั้น ช่างเหมือนกับหญิงคณิกาที่ประกาศป่าวร้องว่าตนเองเป็นเพียงพนักงานขายถุงยางอนามัย ส่วนเรื่องอื่นๆ เป็นเพียงบริการหลังการขายที่แถมมาเพื่อสอนวิธีการใช้งานเท่านั้น
ทว่าในยุคราชวงศ์ฮั่นที่ให้ความสำคัญกับจารีตประเพณีอันงดงาม การจะทำสิ่งใดก็ต้องมีการโหมโรงเตรียมตัวให้พร้อมเสียก่อน
“ท่านข้าหลวงหวัง ศึกครั้งนี้อันตรายยิ่งนัก หากมิใช่เพราะความโชคดี คงยากที่จะมีโอกาสได้มานั่งเผชิญหน้าสนทนากันเช่นนี้…” เผยเฉียนย่อมไม่อาจเป็นฝ่ายเปิดปากเสนอเงื่อนไขใดๆ ก่อนได้ อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็ยังมีความได้เปรียบทางจิตใจอยู่บ้าง เพราะเมืองเซียงหลิงรอดพ้นวิกฤตมาได้ก็เพราะทัพหนุนของเผยเฉียน
หวังอี้ทอดถอนใจยาว ประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า “ท่านข้าหลวงเผยมีสติปัญญาและกลยุทธ์เหนือผู้คน โดดเด่นที่สุดในยุคนี้ เปี่ยมด้วยความห้าวหาญและมีคุณธรรม ข้ารู้สึกเลื่อมใสยิ่งนัก ยังมิได้ขอบคุณท่านข้าหลวงเผยสำหรับบุญคุณที่ช่วยชีวิตไว้เลย” กล่าวจบเขาก็ทำท่าจะลุกขึ้นเพื่อทำความเคารพเผยเฉียนอย่างเต็มพิธีการ
เผยเฉียนรีบลุกขึ้นห้ามปรามหวังอี้ พร้อมกับกล่าวว่า “มิกล้ารับคำเยินยอจากท่านข้าหลวงหวัง หากสลับสถานการณ์กัน ท่านข้าหลวงหวังก็ย่อมต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือข้าเช่นกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามยาก จะถือเป็นความดีความชอบได้อย่างไร?”
เจี่ยฉวีที่อยู่ด้านข้างก็กล่าวเสริมขึ้นมาประโยคหนึ่ง “ท่านหวังอี้มีคุณธรรมสูงส่ง เป็นที่เคารพรักในเหอตง ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วสารทิศ เปี่ยมด้วยความเมตตาและคุณธรรมไร้ผู้ใดเทียบเทียม นับเป็นบุญของชาวบ้านเหอตงอย่างแท้จริง” ในเมื่อต้องยกยอผู้อื่น ย่อมต้องช่วยกันยกยอ ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมดีกว่า
หวังอี้ได้รับคำเยินยอจากทั้งเผยเฉียนและเจี่ยฉวี แม้คำพูดเหล่านั้นจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่ใครเล่าจะไม่ชอบฟังคำพูดที่ไพเราะหู ด้วยเหตุนี้เขาจึงรู้สึกพึงพอใจอยู่ไม่น้อย หัวเราะร่าออกมา บรรยากาศในชั่วขณะนั้นจึงดูชื่นมื่นกลมเกลียวเป็นอย่างยิ่ง
ท่ามกลางการยกยอสรรเสริญกันไปมาอย่างหน้าไม่อายนี้ บทสนทนาก็เริ่มเข้าสู่ประเด็นสำคัญอย่างช้าๆ
หวังอี้หรี่ตาลง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มลึก ทว่าลึกเข้าไปในรอยยิ้มนั้น คล้ายกับมีเงามืดบางอย่างเต้นเร่าอยู่ “ไม่ทราบว่าท่านข้าหลวงเผยมีแผนการอันใดต่อไปหรือ?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ เผยเฉียนนิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ตามตรงเลยนะ แรกเริ่มที่ข้ามาถึงดินแดนทางเหนือ ข้ามิได้หวังสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ใดๆ เพียงแค่ต้องการสถานที่พักพิง ทว่ากลับไม่คาดคิดว่าจะต้องมาติดร่างแหในภัยพิบัตินองเลือดของผู้บริสุทธิ์ บัดนี้จิตใจข้าสับสนวุ่นวาย ไม่รู้จะทำเช่นไรต่อไป ไม่ทราบว่าท่านหวังอี้พอจะมีคำชี้แนะให้ข้าบ้างหรือไม่?”
รอยยิ้มของหวังอี้คล้ายกับแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยขึ้น “ความวุ่นวายในเหอตง มิใช่สิ่งที่พวกเราปรารถนา โชคดีที่ท่านข้าหลวงเผยร่วมแรงร่วมใจ จึงสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้มาได้”
คำพูดของหวังอี้แฝงความนัยไว้ เผยเฉียนย่อมเข้าใจดี จึงกล่าวตอบไปว่า “ท่านหวังอี้สุขุมรอบคอบ มองโลกทะลุปรุโปร่ง เปี่ยมด้วยสติปัญญาและประสบการณ์ ช่วยชี้แนะท่ามกลางความสับสน ข้าย่อมต้องทำตามการนำของท่านอยู่แล้ว”
เมื่อบทสนทนาดำเนินมาถึงจุดนี้ หวังอี้ซึ่งมีอายุมากกว่า และต้องการแสดงสติปัญญาของตนเองออกมาบ้าง จึงนิ่งคิดอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบว่า “ฟ้าสูงดินต่ำ กำหนดเฉียนคุน ต่ำสูงจัดเรียง แบ่งแยกสูงส่งต่ำต้อย… ท่านข้าหลวงเผย เห็นด้วยหรือไม่?”
คำพูดของหวังอี้นี้ เผยเฉียนคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ในชั่วขณะนั้นกลับนึกไม่ออกในทันที…
เมื่อเห็นดังนั้น เจี่ยฉวีจึงก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้วเอ่ยคำสี่คำด้วยระดับเสียงที่เผยเฉียนได้ยินเพียงผู้เดียว
คัมภีร์อี้จิง บทซือฉือ?
อ้อ ไม่ใช่สิ ต้องเป็น คัมภีร์อี้จิง บทซี่ฉือ (คำอธิบายคัมภีร์) ต่างหาก
ประโยคสั้นๆ ที่หวังอี้กล่าวนั้น มาจากบท “ซี่ฉือ” ในคัมภีร์อี้จิง
หากพิจารณาตามความหมายตรงตัว ประโยคนี้เพียงแค่บอกว่า ฟ้าสูง ดินต่ำ โยงไปถึงความสูงส่งและต่ำต้อย แล้วบ่งบอกว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับระเบียบกฎเกณฑ์ นั่นคือถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิดแล้วว่าใครสูงส่งใครต่ำต้อย…
กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ เป็นการอธิบายมุมมองต่อชีวิต ปรัชญา และโลกทัศน์ของคนโบราณนั่นเอง
แล้วหวังอี้ต้องการสื่อความหมายใดผ่านประโยคนี้กันแน่?
ตระกูลเว่ยแห่งเหอตงยึดถือคัมภีร์อี้จิงเป็นตำราประจำตระกูล และบท “ซี่ฉือ” ก็คือการสรุปและอธิบายคัมภีร์อี้จิง ดังนั้น การที่หวังอี้ยกประโยคนี้มากล่าว ณ ที่นี้ ก็เพื่อเป็นการแสดงท่าทีที่มีต่อตระกูลเว่ยแห่งเหอตงอย่างนัยๆ นั่นเอง
“ฟ้าสูงดินต่ำ กำหนดเฉียนคุน ต่ำสูงจัดเรียง แบ่งแยกสูงส่งต่ำต้อย”
ใครคือผู้สูงส่ง? ใครคือผู้ต่ำต้อย? ใครคือผู้สูงศักดิ์? ใครคือผู้ต้อยต่ำ?
เรื่องนี้ย่อมไม่มีข้อสงสัยใดๆ หวังอี้ย่อมไม่จัดตัวเองอยู่ในกลุ่มผู้ต่ำต้อย ดังนั้นแท้จริงแล้วเขากำลังสื่อว่า ความสูงส่งและต่ำต้อยนั้นมีระเบียบของมัน ผู้ที่ทำลายระเบียบนี้ย่อมมีความผิด…
ใครคือผู้ทำลายระเบียบนี้?
พวกป๋อปอ…
และตระกูลเว่ยแห่งเหอตงที่ละเลยความสูงส่งต่ำต้อย ไปสมคบคิดกับพวกป๋อปอ
เผยเฉียนนิ่งเงียบ แนวคิดเรื่องความสูงส่งต่ำต้อยนี้ ช่างเป็นประเพณีอันดีงามที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณกาลโดยไม่เคยขาดสายเลยจริงๆ…
เผยเฉียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “สิ่งที่ท่านหวังอี้กล่าวนั้นถูกต้องที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า วิถีแห่งวิญญูชน คิดโอนอ่อนยกย่องผู้มีปัญญา สวรรค์ย่อมคุ้มครอง เป็นมงคลไร้ข้อเสีย”
คัมภีร์อี้จิง แม้เขาจะไม่ได้คุ้นเคยเท่ากับคัมภีร์ชุนชิวจั่วจ้วน แต่ก็พอใช้เวลาศึกษามาบ้าง แม้ในชั่วขณะนั้นจะนึกไม่ออก แต่เมื่อเจี่ยฉวีช่วยชี้แนะ เผยเฉียนย่อมสามารถดึงความทรงจำออกมา และเลือกใช้ประโยคนี้ในการตอบกลับได้
“สวรรค์ย่อมคุ้มครอง เป็นมงคลไร้ข้อเสีย” ประโยคนี้มาจากคัมภีร์อี้จิง แต่ขงจื๊อได้ให้คำอธิบายไว้ว่า “สิ่งที่สวรรค์ช่วยเหลือ คือความโอนอ่อน สิ่งที่มนุษย์ช่วยเหลือ คือความสัตย์ซื่อ ปฏิบัติตนด้วยความสัตย์ซื่อคิดโอนอ่อน และยังยกย่องผู้มีปัญญาด้วย” ความหมายนั้นตรงไปตรงมามาก และแน่นอนว่าเป็นการตอบกลับคำพูดของหวังอี้ได้อย่างยอดเยี่ยม
ประกายตาของหวังอี้วูบไหว เห็นได้ชัดว่าเขาค่อนข้างพอใจกับคำตอบของเผยเฉียน เมื่อท่าทีตรงกันแล้ว ต่อไปก็คือการหารือถึงมาตรการที่เป็นรูปธรรม…
หวังอี้หัวเราะหึๆ แล้วกล่าวว่า “เช่นนั้น สวมขื่อตัดนิ้วเท้า ดีหรือไม่?”
หืม?
หวังอี้มีใจกว้างขวางถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
เผยเฉียนปรายตามองหวังอี้ สังเกตเห็นประกายตาแปลกประหลาดวูบผ่านแววตาของเขา จึงฉุกคิดขึ้นมาได้ หวังอี้ผู้นี้คงใช้คำว่า “สวมขื่อตัดนิ้วเท้า” เพื่อหยั่งเชิงดูเป็นแน่ ลองคิดดูสิ ในฐานะเจ้าเมืองเหอตงผู้ทรงเกียรติ กลับถูกตระกูลเว่ยบีบคั้นจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด อีกทั้งการตายของหลูฉางผู้ช่วยคนก่อนของเขา ก็ต้องคิดบัญชีกับตระกูลเว่ยด้วย แล้วเขาจะพอใจกับการลงโทษเพียงเล็กน้อยแค่นี้ได้อย่างไร?
ดังนั้นเผยเฉียนจึงยิ้มแล้วตอบว่า “มิสู้ ผูกกับรากหม่อน เล่า?” บัดซบเอ๊ย หวังอี้ผู้นี้! ช่างเถอะ ใครใช้ให้เขาอายุน้อยกว่าและตำแหน่งต่ำกว่าเล่า เขาจะเป็นฝ่ายแสดงท่าทีก่อนก็แล้วกัน…
เมื่อได้ยินดังนั้น หวังอี้ก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มจะเบ่งบานบนใบหน้า เขาปรบมือพลางหัวเราะลั่น พร้อมกับเอ่ยชมว่า “ท่านข้าหลวงเผยช่างเป็นคนยอดเยี่ยมจริงๆ! สมควรดื่มฉลองจอกใหญ่!”
เจี่ยฉวีรีบค้อมตัวลง แล้วกล่าวว่า “ท่านข้าหลวงทั้งสองโปรดรอสักครู่ ให้ข้าไปเตรียมการสักหน่อย” จากนั้นเขาก็ประสานมือคารวะ แล้วถอยออกไปเตรียมงานเลี้ยง บังเอิญก่อนหน้านี้ทางเมืองหลินเฝินได้ส่งเสบียงมาบำรุงขวัญกองทัพ จึงสามารถนำมาใช้รับรองหวังอี้ได้พอดี
การสนทนาระหว่างชนชั้นสูง โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญเช่นนี้ มักจะไม่มีการพูดคุยกันอย่างโจ่งแจ้งแจกแจงเป็นข้อๆ ผู้ที่เข้าใจ ก็คือพวกเดียวกัน ส่วนผู้ที่ไม่เข้าใจ ก็ต้องขออภัยด้วย เชิญไปนั่งเล่นดินเล่นทรายที่อื่นเถอะ
ในการสนทนาตอนท้าย หวังอี้และเผยเฉียนต่างก็โต้ตอบกันคนละประโยค แท้จริงแล้วมันคือการใช้คำพูดจากคัมภีร์อี้จิงและนำความหมายแฝงมาใช้เพื่อยืนยันและเพิ่มเติมเจตนา สุดท้ายเมื่อหวังอี้ปรบมือ ก็เท่ากับเป็นการกำหนดทิศทางและตัดสินใจแผนการดำเนินการ
ในเมื่อมีความคิดเห็นที่ตรงกันแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาเรื่องการลงมือปฏิบัติจริง อย่างไรก็ตาม ในฐานะเจ้าเมืองทั้งสองที่ยืนอยู่ฝ่ายผู้ชนะ พวกเขาย่อมสามารถนั่งลงลิ้มรสสุราอาหารเลิศรส ผ่อนคลายและเฉลิมฉลองกันได้สักหน่อย…
ลิโป้ขี่ม้าลุยเดี่ยวออกรบ “ลิโป้อยู่ที่นี่ พวกเจ้าจงมารับความตาย!”
จากนั้นกุยแกของบ้านโจโฉ, จิวยี่ของบ้านซุนเซ็ก, จูกัดเหลียงของบ้านเล่าปี่ หน้าถอดสี กระอักเลือดร่วงตกจากม้า สิ้นใจตาย…

0 Comments