You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

วสันตฤดู ณ เมืองหลินเฝินช่างงดงาม ต้นท้อหน้าเรือนตระกูลเว่ยผลิดอกใบใหม่

แม้ต้นไม้ในลานบ้านหลังจวนตระกูลเว่ยจะไม่อุดมสมบูรณ์เท่าป่าเขาภายนอก แต่ก็ปลูกต้นไม้ไว้หลายต้น ยามนี้กำลังผลิใบเขียวขจีรับฤดูใบไม้ผลิ ประกอบกับดอกท้อสีสันสดใส สร้างบรรยากาศที่น่ารื่นรมย์ยิ่งนัก

เว่ยจี้นั่งอยู่ในศาลาหลังจวน เบื้องหน้ามีโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่งวางอยู่ บนโต๊ะมีแจกันดินเผาคอคอดปากแคบก้นกว้าง ผิวเคลือบสีเขียวแตกลายงา ละเอียดราวกับรอยแยกบนแผ่นน้ำแข็งในแม่น้ำที่กำลังจะละลายในฤดูใบไม้ผลิ ภายในแจกันมีกิ่งท้อเสียบอยู่

เว่ยจี้กำลังพิจารณากิ่งท้อในแจกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนตั้งแต่บนจรดล่าง ในมือถือคีมตัดกิ่งไม้ด้ามยาวหัวกลม ปากกรรไกรมีขนาดเล็ก แต่ด้ามจับยาวมาก เขากำลังค่อยๆ เล็มกิ่งท้ออย่างเชื่องช้า ทุกครั้งที่ตัดกิ่งหนึ่ง ก็จะพิจารณาอยู่นาน ตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงจะลงกรรไกรตัดต่อ

ฤดูใบไม้ผลิช่างงดงาม ต้นไม้ใบหญ้าเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา

แจกันช่างงดงาม รูปทรงอ่อนช้อย งดงามแบบโบราณ

กิ่งท้อช่างงดงาม กลีบดอกสีชมพูสดใส อวบอิ่มชวนหลงใหล

เสื้อผ้าของเว่ยจี้ขาวสะอาด มือนิ่งสงบ สีหน้าเรียบเฉย แฝงด้วยรอยยิ้มบางๆ

เมื่อหยางเฟิ่งมาถึง ก็ได้เห็นภาพเช่นนี้ ทำเอาเขาถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ เมืองผิงหยางพ่ายแพ้ สถานการณ์ตอนนี้พังพินาศย่อยยับ แต่เว่ยจี้กลับนั่งนิ่งสงบอย่างใจเย็น ช่างเป็นผู้ที่มีจิตใจเยือกเย็นเสียจริง

“คารวะท่านเว่ย” หยางเฟิ่งค้อมตัว ก้มหน้าลง

เว่ยจี้ใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้สั้นๆ กิ่งหนึ่งดัง “ฉับ” ชะงักมือเล็กน้อย มองผ่านกิ่งท้อพลางยิ้มกล่าว “ท่านหัวหน้าหยางไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่งเถิด เอ๊ะ ไม่เจอกันเพียงไม่กี่วัน เหตุใดท่านหัวหน้าหยางจึง…” สายตาของเว่ยจี้หยุดอยู่ที่ผมบริเวณขมับของหยางเฟิ่งชั่วครู่

ตามหลักแล้ว หยางเฟิ่งในตอนนี้กำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์ และเมื่อตอนที่พบกันที่หอสุรา เขายังมีผมดำขลับเต็มศีรษะ แต่ไม่นึกเลยว่าเพียงแค่ไม่กี่วัน ตอนนี้ผมของเขากลับมีสีขาวแซมอยู่ไม่น้อย

หยางเฟิ่งพยักหน้าเล็กน้อย คล้ายกับยิ้ม แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาเดินไปนั่งขัดสมาธิบนเสื่อด้านข้าง

เว่ยจี้นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเรียบๆ “ท่านหัวหน้าหยาง ท่านเห็นกิ่งไม้นี้เป็นเช่นไรบ้าง?”

“ดอกท้อเบ่งบาน สีสันสดใส ผลงานของท่านเว่ย ย่อมต้องงดงามอยู่แล้ว” หยางเฟิ่งมองท่าทางสง่างามในชุดขาวของเว่ยจี้ ไม่รู้ทำไมในใจจึงเกิดความหงุดหงิดขึ้นมา จึงเผลอพูดโพล่งออกไป

หยางเฟิ่งฉวยโอกาสที่เผยเฉียนและอวี๋ฝูหลัวกำลังมุ่งความสนใจไปที่ค่าย ปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา ปะปนหนีรอดออกมาพร้อมกับกลุ่มคนที่แตกตื่น หนีรอดมาได้ก็จริง แต่ตอนนี้เขาสูญเสียกองทหารไปเกือบหมด เหลือทหารองครักษ์เพียงห้าสิบหกสิบคน สภาพไม่ต่างจากสุนัขจนตรอก…

ตัดภาพมาที่เว่ยจี้ นั่งสบายใจเฉิบอยู่ในเมืองหลินเฝิน แถมยังมีอารมณ์สุนทรีย์มานั่งเล็มกิ่งท้อ!

หากเป็นก่อนหน้านี้ หยางเฟิ่งอาจจะยังมีอารมณ์มานั่งเล่นลิ้น ปะทะคารมกับเว่ยจี้ แต่ตอนนี้ตกต่ำถึงเพียงนี้แล้ว จะเอาอารมณ์สุนทรีย์ที่ไหนมาเล่นด้วย?

เว่ยจี้ชะงักไปเล็กน้อย มือที่กำลังตัดกิ่งไม้ก็หยุดชะงัก หลุบตาลง คล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง

หึหึ!

ประกายความเย็นชาพาดผ่านดวงตาของเว่ยจี้ เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ค่อยๆ วางกรรไกรด้ามยาวหัวกลมลงบนโต๊ะ

ท้อ (桃) ในตำราของหวายหนานอ๋อง บันทึกไว้ว่าใช้กระบองท้อตีโฮ่วอี้จนตาย โฮ่วอี้ก็คือผู้นำชนเผ่า…

ท้อ (桃) ในคัมภีร์อี้จิง จัดอยู่ในธาตุไม้เจิ้น (震木) ในอักษรเจิ้น (震卦) มีคำกล่าวว่า “เจิ้นไหลลี่ อี้ซางเป้ย จีอวี๋จิ่วหลิง อู้จู๋ ชีรื่อเต๋อ” (震来厉,亿丧贝,跻于九陵;勿逐,七日得 – เสียงฟ้าร้องน่าเกรงขาม สูญเสียทรัพย์สินมหาศาล ปีนขึ้นภูเขาสูงเก้าลูก ไม่ต้องตามหา เจ็ดวันจะได้คืน) และธาตุไม้ในระบบธาตุทั้งห้า ก็คือทิศตะวันออก

เอาเถอะ ต่อให้หยางเฟิ่งไม่มีความรู้ ไม่เคยอ่าน “หวายหนานจื่อ” และไม่เคยศึกษา “คัมภีร์อี้” แต่ในเมื่อเขายกคำกลอนจากคัมภีร์ซือจิง (ขจรขจายดอกท้อบาน) มากล่าวอ้าง ก็แสดงว่าอย่างน้อยเขาก็เคยอ่านคัมภีร์ซือจิงมาบ้าง

“ดอกท้อเบ่งบาน” เป็นบทกวีที่บรรยายถึงหญิงงามในยามออกเรือน การนำมาใช้ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็ค่อนข้างจะเหน็บแนมเว่ยจี้ว่า เอาแต่นั่งสบายใจเฉิบอยู่ในบ้าน ทำตัวเหมือนอิสตรี

เว่ยจี้มองหยางเฟิ่ง พยักหน้า ไม่ได้โกรธเคือง และไม่ได้พูดเรื่องกิ่งท้อต่อ เพียงแค่เลื่อนแจกันกิ่งท้อไปด้านข้างเบาๆ แล้วเรียกคนรับใช้ให้ไปเตรียมน้ำชา

ผ่านไปครู่หนึ่ง น้ำชาก็ถูกนำมาเสิร์ฟ

เว่ยจี้ยื่นมือข้างหนึ่งออกไป อีกข้างหนึ่งจับแขนเสื้อ เชื้อเชิญหยางเฟิ่งให้ดื่มชาด้วยท่าทางสง่างาม พลางกล่าวว่า “ลมใบไม้ผลิยังหนาวเหน็บ น้ำค้างหมอกลงจัด ข้าจึงใส่ต้นหอมและขิงลงไปเล็กน้อย แม้กลิ่นอาจจะฉุนไปบ้าง แต่ก็ช่วยไล่ความหนาวเย็นและบำรุงร่างกาย เชิญท่านหัวหน้าหยางดื่มเถิด”

หยางเฟิ่งได้กลิ่นฉุนของต้นหอมและขิงจริงๆ แต่เขาก็รู้ดีว่าการดื่มชาขิงเช่นนี้จะช่วยให้เหงื่อออกและขับความหนาวเย็นได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดการเดินทาง เขาเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ การได้ดื่มชาสักชามเพื่อขับความหนาวและปลุกความสดชื่น ก็ถือเป็นเรื่องดี เขาจึงยกชามชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมดโดยไม่ได้คิดอะไรมาก

เว่ยจี้ส่งสัญญาณให้คนรับใช้รินชาให้หยางเฟิ่งอีกชาม แล้วค่อยๆ เอ่ยถาม “ไม่ทราบว่าท่านหัวหน้าหยางจะเดินทางไปที่ใดต่อ?”

“ข้าทำให้ท่านเว่ยผิดหวัง ข้ารู้สึกละอายใจยิ่งนัก แต่สถานการณ์บานปลายถึงเพียงนี้ ข้าหมดกำลังจะต้านทาน จึงคิดจะเดินทางไปหงหนง หาสถานที่เงียบสงบพักพิง ใช้ชีวิตบั้นปลายที่เหลือก็เพียงพอแล้ว” แม้หยางเฟิ่งจะวู่วามไปบ้างเมื่อครู่ แต่ตอนนี้เขาก็เริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ขอบตาก็เริ่มแดงก่ำ เรื่องราวต่างๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผุดขึ้นมาในความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ความตกตะลึงเมื่อได้รู้ว่าตนเองคือทายาทสายรองของตระกูลหยางแห่งหงหนง…

ความรู้สึกไร้กำลังเมื่อเห็นชาวบ้านในบ้านเกิดถูกโจรโพกผ้าเหลืองกวาดต้อนไป…

ความจำใจเมื่อต้องใช้ความรู้แลกตำแหน่งเพื่อปกป้องชีวิตชาวบ้าน…

ความหวาดกลัวจนสะดุ้งตื่นกลางดึก หลังจากวางเพลิง ฆ่าคน และทำเรื่องเลวร้ายต่างๆ…

ความหวังที่จุดประกายขึ้นอีกครั้ง เมื่อตระกูลหยางส่งคนมาติดต่ออย่างลับๆ…

ครั้งหนึ่ง หยางเฟิ่งเคยคิดว่า อาศัยกองกำลังในมือ เขาจะสามารถผันตัวจากลูกหลานสายรองที่ไร้ความสำคัญ ก้าวเข้าสู่ทำเนียบตระกูลขุนนางได้อย่างสง่าผ่าเผย ได้รับตำแหน่งขุนนางในราชสำนัก และได้กลับคืนสู่ผังตระกูลหยางแห่งหงหนงอย่างเป็นทางการ ได้กราบไหว้และจุดธูปในศาลบรรพชนตระกูลหยาง…

แต่ความฝัน ความปรารถนา พลัง และที่พึ่งพิงของเขา ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนสลายกลายเป็นฟองสบู่ กลายเป็นความว่างเปล่าใต้กำแพงเมืองผิงหยาง ราวกับความฝันอันแสนหวานในกระท่อมร้างที่ลมพัดผ่าน แต่เมื่อตื่นขึ้นมา ก็ยังคงต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บที่ทิ่มแทงกระดูก

หยางเฟิ่งเกลียดเผยเฉียน เกลียดอวี๋ฝูหลัว และถึงขั้นเกลียดเว่ยจี้ เกลียดตระกูลหยางแห่งหงหนง แต่ความเกลียดชังเหล่านี้ก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป เพราะคนที่ไร้ซึ่งพลัง ต่อให้ระบายความโกรธแค้นทั้งหมดออกมา แล้วจะทำอะไรได้?

เหมือนมดปลวกที่พยายามกวัดแกว่งก้ามอย่างสุดกำลัง จะสร้างความเสียหายได้สักเท่าใดเชียว?

หยางเฟิ่งท้อแท้สิ้นหวัง ผมขาวโพลนในชั่วข้ามคืน

แม้ตอนนี้เขาจะมีลูกน้องติดตามมาด้วยห้าสิบหกสิบคน ถือว่าหนีรอดจากผิงหยางมาได้ แต่แล้วอย่างไรล่ะ? ไม่มีเงิน ไม่มีเสบียง จะให้หนีไปเข้าร่วมกับกองทัพเขาดำที่เขาเยียนซาน กลับไปเป็นโจรโพกผ้าเหลืองอีกงั้นหรือ?

หยางเฟิ่งรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยล้าเกินไปแล้ว ไม่อยากใช้ชีวิตแบบนี้อีกต่อไป จึงมาหาเว่ยจี้ อย่างน้อยก็เพื่อให้คำอธิบายแก่ตระกูลเว่ย และเพื่อขอเสบียงอาหารสักเล็กน้อย พอประทังชีวิตให้เขาและลูกน้องเดินทางไปหงหนงได้

เว่ยจี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “การแพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดาของการศึก ท่านหัวหน้าหยางจะท้อแท้ไปไย? สะพานแขวนที่ท่าข้ามส่านจินขาดไปแล้ว การเดินทางไปหงหนงคงลำบากไม่น้อย มิสู้ท่านเปลี่ยนเส้นทางไปทางทิศตะวันออกดีกว่าหรือไม่?”

คำพูดของเว่ยจี้ในตอนนี้ ชัดเจนอย่างยิ่ง…

ทิศตะวันออกมีอะไร? มีเทือกเขาไท่หาง บนเทือกเขาไท่หางก็คือฐานที่มั่นของกองทัพเขาดำ!

ไปทิศตะวันออก ก็คือไปเข้าร่วมกับกองทัพเขาดำ แล้วก็เป็นเบี้ยล่างให้ตระกูลเว่ย หรือตระกูลหยางต่อไป เพื่อสร้างประโยชน์ตามที่พวกเขากำหนด…

แต่หยางเฟิ่งไม่อยากใช้ชีวิตเป็นโจรโพกผ้าเหลืองอีกต่อไปแล้ว เขาคิดทบทวนดู แล้วกล่าวว่า “รอข้ากลับไปหงหนงก่อน ค่อยว่ากันอีกที”

เว่ยจี้นิ่งเงียบไปนาน ในที่สุดก็ยกชามชาขึ้น แล้วกล่าวว่า “ในเมื่อต่างคนต่างมีอุดมการณ์ของตนเอง เช่นนั้นก็ขอใช้น้ำแกงชามนี้ ส่งท่านหัวหน้าหยางเดินทางก็แล้วกัน…”

ที่มาของความขัดแย้งระหว่างอุยเอี๋ยน (เว่ยเหยียน) กับเอียวหงี (หยางอี๋):

วันหนึ่ง ตอนที่ทุกคนกำลังคุยกันว่า แก่ตัวไปจะทำอะไร

ท่านแม่ทัพทั้งสามบอกว่าจะขายซาลาเปา ชื่อร้านซาลาเปาเฒ่าเตียว

ม้าเฉียวบอกว่าจะขายปาท่องโก๋ ชื่อร้านปาท่องโก๋เฒ่าม้า

จูล่งบอกว่าจะเปิดร้านน้ำเต้าหู้เฒ่าเตียว(จ้าว)

พอถึงตาอุยเอี๋ยน เขาบอกว่ายังไม่ได้คิด พอดีเอียวหงีเดินผ่านมา

ปากไว เลยโพล่งขึ้นมาว่า งั้นท่านก็เปิดร้านซาลาเปาทอด (生煎 – เซิงเจี้ยน) สิ…

ความขัดแย้งระหว่างอุยเอี๋ยนกับเอียวหงีก็เริ่มขึ้นตั้งแต่นั้นมา…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note