ตอนที่ 420 วางกำลังดักซุ่มอีกครั้ง
แปลโดย เนสยังอำเภอเซียงหลิงทิศตะวันตกติดแม่น้ำเฝินสุ่ย ทิศตะวันออกพิงเทือกเขาหลี่เหลียง ถูกขนาบอยู่ระหว่างภูเขาและสายน้ำ แม้จะไม่สูงชันและยิ่งใหญ่เหมือนด่านหานกู่กวน แต่ก็ถือเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญ ไม่สามารถโอบล้อมโจมตีจากทั้งสี่ทิศทางได้ แม้กองทัพไป๋ปัวจะพยายามส่งชาวบ้านที่ถูกกวาดต้อนมาให้ปีนกำแพงเมืองบุกโจมตีหลายครั้ง แต่ภายใต้การป้องกันอย่างแข็งขันของอองอิบ ก็ยังไม่สามารถยึดเมืองได้สำเร็จ
เมื่อโจมตีไม่สำเร็จนานเข้า ความย่อท้อก็เริ่มก่อตัว
โดยเฉพาะกับกองทัพที่ไม่ได้มีแบบแผนความเป็นทหารอย่างกองทัพไป๋ปัว…
เดิมทีกองทัพไป๋ปัวได้จัดเก็บเสบียงไว้ทางทิศเหนือของเมืองเซียงหลิง โดยมีกองทัพหลักคั่นกลางระหว่างเสบียงกับทหารเมืองเซียงหลิง ซึ่งถือว่าค่อนข้างปลอดภัยและรัดกุม แต่ใครจะไปคิดว่า ในเทือกเขาหลี่เหลียง ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเซียงหลิง จะมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่าหยางเหริน ซึ่งมีผู้กล้าคนหนึ่งรวบรวมนายพรานจากในภูเขากว่ายี่สิบคน ข้ามเขามาลอบโจมตีค่ายเสบียงของกองทัพไป๋ปัวในขณะที่พวกเขากำลังชะล่าใจ และเผาทำลายเสบียงอาหารไปกว่าครึ่ง!
ในตอนนั้น เนื่องจากไม่ได้มีการประสานงานกับเมืองเซียงหลิงล่วงหน้า อองอิบเองก็กังวลว่าอาจจะเป็นกลลวงของกองทัพไป๋ปัว จึงไม่ได้ใช้โอกาสนี้ในการขยายผลการโจมตี ทำให้ฮันเซียมและลิเลกสามารถกลับมาควบคุมทหารไป๋ปัวได้อีกครั้ง แม้การลอบโจมตีครั้งนี้จะไม่ได้คร่าชีวิตทหารไป๋ปัวไปมากนัก แต่มันก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อขวัญกำลังใจของกองทัพไป๋ปัวโดยรวม ทำให้เกิดข่าวลือสะพัดไปทั่วกองทัพ และทำให้ทหารเริ่มเสียขวัญ
ทหารไป๋ปัวหลายคนถึงกับสงสัยว่าเมืองหย่งอันอาจจะถูกทางการยึดคืนไปแล้ว และกองกำลังที่มาลอบโจมตีค่ายเสบียงนั้น แท้จริงแล้วก็คือกองทัพของทางการจากเมืองหย่งอันนั่นเอง…
ตามหลักการแล้ว แม้เสบียงจะถูกเผาไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังมีเสบียงเหลืออยู่บ้าง หากสามารถร่วมมือร่วมใจกัน และรีบตีเมืองเซียงหลิงให้แตกโดยเร็ว สถานการณ์ก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่กองทัพไป๋ปัวเป็นผลผลิตที่สืบทอดมาจากลัทธิไท่อี๋ของโจรโพกผ้าเหลือง ไม่เพียงแต่จะมีหัวหน้ากองทัพเท่านั้น แต่ยังมีตำแหน่งผู้ประกอบพิธีอีกด้วย และเพื่อควบคุมจิตใจของทหาร บางครั้งก็ยังมีพวกนักพรตเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย ซึ่งแต่ละคนก็มีทหารองครักษ์และทหารใต้บังคับบัญชาเป็นของตนเอง เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น จึงไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทันท่วงที ทำให้แม้ฮันเซียมและลิเลกจะเป็นผู้นำกองทัพ แต่นอกจากทหารองครักษ์ของตนเองแล้ว พวกเขากลับไม่สามารถสั่งการคนอื่นๆ ให้ประสานงานกันได้เลย กองทัพไป๋ปัวจึงมีแต่ผู้นำและหัวหน้ากลุ่มต่างๆ ที่ต่างคนต่างมีความคิดเป็นของตนเอง การบุกโจมตีเมืองเซียงหลิงจึงต้องหยุดชะงักลง
ฮันเซียมก็เด็ดขาดมาก เขาสั่งให้ส่งคนไปเบิกเสบียงจากเมืองหย่งอันอีกครั้งทันที แม้เขาจะรู้ดีว่าในเมืองหย่งอันไม่ได้มีเสบียงเหลืออยู่มากนัก แต่จุดประสงค์หลักของเขาไม่ใช่เพื่อเอาเสบียง แต่เป็นการทำเพื่อให้เห็นว่าเมืองหย่งอันยังอยู่ในมือของพวกเขา ทางถอยยังคงปลอดภัย และอีกอย่างคือเพื่อแสดงให้เห็นว่ายังมีเสบียงเหลืออยู่…
ขอแค่เสบียงลอตแรกถูกส่งมาถึง ความวุ่นวายในกองทัพก็จะสงบลงเองโดยธรรมชาติ จากนั้นก็สามารถรวบรวมกำลังทั้งหมดเข้าโจมตีเมืองเซียงหลิงที่ใกล้จะแตกเต็มทีให้สำเร็จ แล้วทุกอย่างก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดี
และในฐานะของฮันเซียม เขาก็ต้องการใช้โอกาสนี้จัดการกับหัวหน้ากลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ค่อยเชื่อฟังคำสั่ง เพื่อสถาปนาอำนาจสูงสุดในการบัญชาการกองทัพไป๋ปัว ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงยอมนิ่งเงียบ ปล่อยให้หัวหน้ากลุ่มเหล่านี้กระโดดโลดเต้นและโวยวายไปก่อน รอจนกว่าเสบียงจากหย่งอันมาถึง เขาก็จะฉวยโอกาสนั้นเข้าจับกุมและลงโทษพวกมัน ถึงตอนนั้นต่อให้เป็นคนอื่นก็คงไม่กล้ามีปากเสียง เขาก็จะสามารถรวบรวมอำนาจทั้งหมดไว้ในมือได้ เหมือนอย่างที่กัวต้าเคยทำ และกลายเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพไป๋ปัวอย่างแท้จริง แทนที่จะเป็นเพียงหนึ่งในสี่ผู้นำเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้
…
แม่น้ำเฝินสุ่ยไหลเชี่ยวกรากอยู่ระหว่างหุบเขา แม้จะไม่กว้างใหญ่และทรงพลังเท่าแม่น้ำฮวงโห แต่ก็มีปริมาณน้ำอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับหิมะในฤดูหนาวเริ่มละลาย ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นกว่าในฤดูหนาว ยิ่งเมื่อไหลผ่านพื้นที่แคบและคดเคี้ยวตามแนวเขา ก็ยิ่งดูมีพลังมากขึ้น
ถนนใหญ่ที่เชื่อมระหว่างหย่งอันและเซียงหลิง คดเคี้ยวไปตามไหล่เขาหลี่เหลียงคู่ขนานไปกับแม่น้ำเฝินสุ่ย บางช่วงก็กว้างขวาง บางช่วงก็แคบและชัน
บนสันเขาที่ค่อนข้างลาดชันแห่งหนึ่ง ฮองเฉิงแอบโผล่หัวออกมาจากพุ่มหญ้า หรี่ตามองลงไปยังกองทัพไป๋ปัวที่กำลังค่อยๆ เคลื่อนพลผ่านไปเบื้องล่าง
ด้านหลังของฮองเฉิง มีทหารกว่าร้อยนายกำลังนอนราบอยู่บนสันเขา ซ่อนตัวอยู่ใต้พงหญ้าอย่างเงียบกริบ
การเดินทางจากเมืองหย่งอันมาซุ่มโจมตีที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
หลังจากเผยเฉียนได้รับรายงานว่ามีกองทหารกำลังมุ่งหน้ามา เขาก็รีบไปสมทบกับกองกำลังของเตียวเลี่ยที่ประตูเมืองทิศใต้ทันที เมื่อทราบว่ากองกำลังที่มาเป็นเพียงทหารราบของกองทัพไป๋ปัว และดูเหมือนจะไม่ได้มีแม่ทัพที่มีชื่อเสียงของฝ่ายนั้นเป็นผู้นำ เขาก็ตัดสินใจที่จะฉวยโอกาสลอบโจมตีอีกครั้ง
เพื่อรักษากำลังทหาร เผยเฉียนได้ระดมทหารม้าทั้งหมด ให้ขี่ม้าซ้อนท้ายกันสองคน นำพาทหารรวมถึงฮองเฉิงแซงหน้ากองทัพไป๋ปัวมาซุ่มรออยู่ที่นี่
ถนนข้างหน้าจะโค้งไปตามไหล่เขาและแคบลง เข้าสู่พื้นที่ที่ค่อนข้างสูงชัน ซึ่งเป็นจุดเดียวที่พอจะใช้ซ่อนทหารได้ และด้วยการมีภูเขาคอยบังไว้เท่านั้น จึงจะไม่ทำให้ฝุ่นควันที่ลอยขึ้นมาถูกกองทัพไป๋ปัวสังเกตเห็น
ด้วยความหละหลวมของระเบียบวินัยทหาร แม่ทัพของกองทัพไป๋ปัวพวกนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่พวกมีพละกำลังเท่านั้น หากเป็นพวกที่ไต่เต้าขึ้นมาถึงระดับหัวหน้ากองทัพ ย่อมต้องรู้กลยุทธ์การเดินทัพจัดกระบวนทัพบ้าง แต่กองกำลังเล็กๆ ที่มีคนไม่ถึงพันแบบนี้ แม่ทัพก็น่าจะเป็นแค่แม่ทัพธรรมดาทั่วไป
ผ่านช่องว่างระหว่างใบหญ้า ฮองเฉิงมองเห็นกองทัพไป๋ปัวกลุ่มนี้ ล้วนเป็นทหารราบทั้งสิ้น ม้าที่มีเพียงสามตัวนั้นกลับถูกแม่ทัพและคนสนิทขี่อย่างสบายใจเฉิบ
ทหารที่เดินอยู่ด้านหน้าค่อนข้างจะแข็งแรง แบกหอกยาว เดินยืดอก ไม่ค่อยแตกแถว จัดกระบวนทัพได้ค่อนข้างเป็นระเบียบ ดูมีสง่าราศีอยู่บ้าง
แต่ทหารที่อยู่ท้ายๆ ขบวน กลับดูแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด หลายคนไม่ได้แบกหอก แต่กลับใช้หอกค้ำยันแทนไม้เท้า เดินกะปลกกะเปลี้ยตามหลังมาโซเซ ราวกับจะร่วงหลุดจากขบวนได้ทุกเมื่อ
ฮองเฉิงยิ้มเยาะมุมปาก แล้วค่อยๆ หดหัวกลับมา
ไอ้พวกโง่ไป๋ปัว!
ทหารม้าควรจะเป็นหน่วยลาดตระเวนที่สำคัญที่สุด ไม่อย่างนั้นถ้าต้องพึ่งพาสองขาของคน กว่าข่าวสารฝ่ายตัวเองจะส่งไปถึง ศัตรูก็คงมาถึงตัวแล้ว
แต่กองทัพไป๋ปัวกลับเอาม้าที่มีอยู่น้อยนิดไปให้แม่ทัพขี่…
สมน้ำหน้า!
ฮองเฉิงนอนหงาย หลับตาครึ่งหนึ่ง ถือโอกาสพักกล้ามเนื้อไปด้วยในตัว แต่สองหูกลับคอยฟังเสียงฝีเท้าจากเชิงเขาอย่างตั้งใจ
เสียงฝีเท้าลากพื้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จากนั้นก็ค่อยๆ เบาลง…
ผ่านไปเกือบชั่วยาม กองทัพไป๋ปัวก็เดินผ่านจุดนี้ไปจนหมด หายลับไปตรงหัวโค้งข้างหน้า
ฮองเฉิงรอต่อไปอีกพักใหญ่ จนไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว จึงกระโดดพรวดขึ้นมา รีบสั่งให้ทหารเริ่มตัดต้นไม้แถวนั้น แล้วลากท่อนไม้ทั้งหมดไปขวางไว้บนถนนใหญ่ ปิดกั้นเส้นทางอย่างแน่นหนา จากนั้นก็รวบรวมหญ้าแห้งและใบไม้ร่วงมามัดเป็นก้อนกลมๆ เตรียมไว้ เมื่อกองทัพไป๋ปัวแตกพ่ายกลับมาถึงตรงนี้ ก็จะกลิ้งก้อนหญ้าแห้งติดไฟลงไปเผากองไม้ที่ขวางทางไว้…
เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมเสร็จสิ้น ฮองเฉิงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หากไม่ใช่เพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพไป๋ปัวหนีลงใต้ไปแจ้งข่าว ก็คงไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้ แต่ตอนนี้เมื่อปิดทางหนีไว้แน่นหนาแล้ว กองทัพไป๋ปัวที่มีกำลังคนไม่ถึงพันนี้ ก็คงมีแต่ต้องพินาศอย่างเดียวเท่านั้น
ไม่ใช่ว่าฮองเฉิงประมาท แต่เพราะในมือของเผยเฉียนตอนนี้ ไม่ได้มีแค่พลหอกและพลดาบโล่ที่เตียวเลี่ยนำมา แต่ยังมีทหารม้าอีกกว่าร้อยนาย แม้การขี่ม้าซ้อนท้ายจะทำให้ม้าเหนื่อยล้าไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่กองทัพไป๋ปัวที่ไร้ระเบียบวินัยเหล่านี้จะสามารถต่อกรได้เลย…

0 Comments