ตอนที่ 407 ขุนพลบิน
แปลโดย เนสยังหากเป็นทหารทั่วไป ก่อนจะง้างธนูย่อมต้องเหยียบโกลนให้มั่น ยืดตัวตรง อาศัยแรงจากเอวและขา น้าวธนูพาดศร เล็งเป้าให้แม่นยำ แล้วจึงปล่อยลูกธนูในจังหวะที่กีบเท้าทั้งสี่ของม้าลอยพ้นพื้น เพื่อให้แน่ใจว่าลูกธนูจะพุ่งออกไปอย่างราบรื่นและแม่นยำ…
แต่สำหรับลิโป้ ขั้นตอนจุกจิกเหล่านั้นถูกข้ามไปจนหมด ราวกับเป็นเรื่องเด็กเล่น เขาเพียงแค่อาศัยพละกำลังจากแขนทั้งสองข้าง ง้างคันธนูแกร่งที่คนธรรมดายากจะน้าวได้จนสุด แล้วยิงลูกธนูสามดอกออกไปติดๆ กันรวดเดียว
แม้ว่าม้าเซ็กเธาว์ที่อยู่ใต้ร่างจะยังคงควบตะบึงไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง แต่มือทั้งสองข้างของลิโป้กลับนิ่งสนิท ราวกับว่าหากวางชามน้ำไว้บนแขนก็คงไม่มีน้ำหกออกมาแม้แต่หยดเดียว
ลูกธนูหลุดออกจากสายธนู ในวินาทีแรกมันราวกับพญาอินทรีที่หุบปีกเตรียมโฉบลงมา สั่นระริกเพียงเล็กน้อย จากนั้นด้วยการนำทางของขนนก มันก็ปรับสมดุลได้อย่างรวดเร็ว พุ่งแหวกลมราวกับสายฟ้าแลบ!
หัวธนูรูปสามเหลี่ยมแหวกผ่านอากาศ เสียงที่ดังแหวกอากาศมานั้นราวกับยมทูตที่กำลังอ้าปากดูดกลืนวิญญาณของปุถุชนอย่างตะกละตะกลาม วินาทีที่แล้วยังอยู่ในมือของลิโป้ แต่วินาทีต่อมาก็มาถึงฝั่งตรงข้ามเสียแล้ว
ชายคนหนึ่งที่ขี่ม้าอยู่หน้าขบวน ดูจากลักษณะแล้วน่าจะเป็นนายทหารระดับผู้บังคับกองพัน กำลังร้องสั่งให้จัดกระบวนทัพ แต่พริบตาเดียวก็พบว่าลูกธนูพุ่งมาอยู่ตรงหน้าแล้ว…
หัวธนูรูปสามเหลี่ยมส่องประกายเย็นเยียบ สัมผัสลงบนผิวหนังหยาบกร้านที่ถูกแดดลมทำร้ายจนดำคล้ำอย่างแผ่วเบา ราวกับฉีกกระดาษบางๆ แผ่นหนึ่ง มันฉีกกระชากเลือดเนื้อออกอย่างง่ายดาย บานสะพรั่งเป็นดอกไม้สีเลือดที่งดงามและน่าหดหู่ กระชากเอากระดูกลูกกระเดือกที่แหลกละเอียดออกมา พลังทะลวงยังคงไม่สิ้นสุด พุ่งทะลุไปปักร่างของทหารราบที่อยู่ด้านหลังอีกคน ถึงได้สิ้นสุดวิถีโค้งของลูกธนู แต่ขนนกที่หางธนูกลับยังคงแกว่งไกวไปมาตามสายลม ราวกับพร้อมที่จะกระโจนขึ้นอีกครั้งเพื่อดื่มด่ำเลือดสดๆ และปลิดชีพผู้คนอย่างตะกละตะกลามได้ทุกเมื่อ
สามดอก
ทหารม้าสามนายถูกยิงเข้าที่ลำคอ เลือดสาดกระเซ็นเป็นสาย ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องแม้แต่แอะเดียว ก็หงายหลังตกจากหลังม้าไป
กระบวนทัพฝ่ายตรงข้ามเกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที แต่แววตาของลิโป้กลับยังคงสงบนิ่ง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือราวกับว่าไม่มีอะไรอยู่ในสายตาของเขาเลย เขาล้วงมือไปหยิบลูกธนูที่ด้านหลังอีกครั้ง แล้วยิงออกไปอีกสามดอกซ้อนๆ กัน
อีกสามดอก
นายทหารระดับหัวหน้าที่กำลังคุมแถวถูกลิโป้ลอบโจมตีจนสิ้นชีพในพริบตา การจัดกระบวนทัพถูกขัดจังหวะ ทหารทั่วไปหลายคนทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะหันซ้ายหรือหันขวา ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทำอะไรไม่ถูก
ทหารผ่านศึกม้าหมาป่าแห่งปิงโจวเหล่านี้ ไม่ต้องรอคำสั่ง ก็รวมตัวกันอยู่ด้านหลังลิโป้โดยอัตโนมัติ พยายามอย่างเต็มที่ที่จะตามความเร็วอันสุดยอดของม้าเซ็กเธาว์ให้ทัน แม้พวกเขาจะไม่มีวิชายิงธนูที่เหนือชั้นแบบลิโป้ แต่ก็สามารถยิงธนูสาดเข้าไปหนึ่งระลอกเพื่อทำลายกระบวนทัพศัตรูก่อนที่จะถึงระยะประชิด…
สายลมพัดผ่านใบหน้า ลิโป้ยัดคันธนูกลับเข้าไปในซอง คว้าทวนกรีดฟ้าขึ้นมา ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ราวกับสัตว์ร้ายที่จ้องเขม็งไปที่ลำคอของเหยื่อตรงหน้า
ทหารข้าศึกขาดผู้บัญชาการ แถมยังถูกห่าธนูของทหารม้าปิงโจวถล่มจนกระเจิดกระเจิง ทหารม้าที่อยู่ตรงกลางขบวนเพิ่งจะขยับม้า พุ่งออกไปทางด้านข้าง หมายจะอ้อมกองทหารราบที่อยู่ด้านหน้า เพื่อสกัดกั้นทหารม้าที่ลิโป้นำมาแบบโจมตีขนาบข้าง
มุมปากของลิโป้กระตุกยิ้มขึ้นมา เพิ่งจะคิดมาสกัดกั้นตอนนี้ มันสายไปแล้ว!
ม้าเซ็กเธาว์วิ่งเร็วราวกับปีศาจ ทิ้งห่างทหารม้าปิงโจวที่อยู่ด้านหลังไปช่วงหนึ่งแล้ว แต่ลิโป้กลับไม่มีทีท่าว่าจะชะลอความเร็วเลย ซ้ำยังส่งเสียงร้องคำรามยาว ควบม้าพุ่งชนเข้าไปในกองทหารราบของศัตรูเพียงลำพัง
ทวนกรีดฟ้าส่งเสียงหวีดหวิวแหลมเล็กอันเป็นเอกลักษณ์ เสียงบาดหูราวกับเอาเข็มมาทิ่มแก้วหู ปลายทวนรูปพระจันทร์เสี้ยวร่ายรำแหวกอากาศ ราวกับเคียวที่เกี่ยวฟางข้าวกลวงๆ ตัดหอกยาวที่ขวางหน้าม้าเซ็กเธาว์จนขาดสะบั้นอย่างง่ายดาย!
ปลายหอกที่หยาบกระด้างปลิวว่อนไปทั่วกลางอากาศ ร่วงหล่นลงพื้น ทหารราบที่ตัวสั่นเทาจับด้ามหอกที่ว่างเปล่าเอาไว้ จู่ๆ บนร่างกายก็มีเลือดและของเหลวในร่างกายสาดกระเซ็นออกมา กระจายไปทั่วทุกสารทิศ และมีบางหยดกระเด็นมาติดตัวลิโป้และม้าเซ็กเธาว์ด้วย
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมกับกลิ่นของเหลวอื่นๆ ชวนให้รู้สึกคลื่นไส้และฉุนจมูก ตามหลักแล้วเลือดที่พุ่งออกมาควรจะร้อนลวก แต่เมื่อมันสาดกระเซ็นโดนใบหน้าของลิโป้ เขากลับดูเหมือนไม่รู้สึกถึงอุณหภูมิใดๆ ยังคงสงบนิ่งและมั่นคง
การโจมตีค่ายกลของข้าศึก ก็เหมือนกับการฟันคน การไล่ฟันพวกทหารราบพวกนี้ก็เหมือนกับการฟันแขนขา แม้จะดูเหมือนเลือดออกเยอะ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้โดนจุดตาย การพุ่งเป้าไปที่ระบบสั่งการตรงกลางอย่างหนักหน่วงต่างหาก เหมือนกับการฟันคอคู่ต่อสู้ขาดสะบั้น ต่อให้แขนขาจะใหญ่โตหรือมีพละกำลังแค่ไหน ก็ไร้ประโยชน์
อาวุธอย่างทวนกรีดฟ้าที่คนธรรมดารู้สึกว่าทั้งหนักและเทอะทะ พออยู่ในมือของลิโป้กลับเหมือนดาบสั้นที่เบาหวิว ราวกับกำลังแล่ชิ้นเนื้อที่ย่างสุกแล้ว ชั่วพริบตาก็เปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ในค่ายกลทหารของศัตรูได้
ทั้งหนักแน่นและแหลมคม ทั้งทรงพลังแต่พริ้วไหว ทั้งดุดันแต่เต็มไปด้วยทักษะ ไม่ว่าใครที่เผชิญหน้ากับลิโป้ล้วนไม่อาจปรับตัวรับความแตกต่างอย่างสุดขั้วนี้ได้ ชัดเจนว่าเห็นมันกดทับลงมาราวกับขุนเขาไท่ซานถล่มทับ กำลังจะยกด้ามหอกขึ้นรับแรงกระแทกอย่างเต็มกำลัง แต่กลับเห็นลิโป้พลิกข้อมือเพียงนิด ประกายเย็นเยียบของรูปพระจันทร์เสี้ยวก็สว่างวาบ ด้ามหอกและท่อนแขนที่ขาดสะบั้นก็ปลิวว่อนไปพร้อมกัน…
ลิโป้ราวกับสว่านที่มีพลังทำลายล้างสูง เจาะทะลวงค่ายกลจนแตกกระจาย ส่วนทหารม้าปิงโจวที่ตามมาด้านหลัง ก็เหมือนกับมีดสั้นนับพันเล่มที่คอยควักเอาเลือดเนื้อจากบาดแผลเดิมออกมาทีละเส้น ฟันทำลาย ทำให้บาดแผลฉีกขาดและกว้างขึ้นไปอีก
ทหารม้าของข้าศึกเพิ่งจะอ้อมค่ายกลทหารราบออกมา ลิโป้ก็สามารถทำลายทัพหน้าได้ในพริบตา และบุกทะลวงไปจนถึงทัพกลางอันเป็นที่อยู่ของแม่ทัพศัตรูแล้ว!
องครักษ์ของแม่ทัพฝ่ายกลางรีบรวมตัวกัน พุ่งเข้าใส่ลิโป้อย่างบ้าคลั่ง หวังจะสกัดกั้นลิโป้เอาไว้
“ข้าคือเฝิงติ้งแห่งซ่างตั่ง! เจ้าเป็นใคร?” แม่ทัพฝ่ายศัตรูที่หลบอยู่หลังกำแพงมนุษย์ขององครักษ์ตะโกนกร้าว สกุลเฝิงนับว่าเป็นตระกูลใหญ่ในซ่างตั่ง ตั้งแต่ยุคจ้านกั๋วก็มีคนดังเกิดขึ้นไม่น้อย…
ลิโป้กวัดแกว่งทวนกรีดฟ้าในมือไม่หยุดหย่อน จัดการองครักษ์ของเฝิงติ้งแห่งซ่างตั่งที่พยายามขัดขืนอยู่ตรงหน้าให้แตกพ่ายราวกับหั่นแตงกวาผักกาด เขาปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเหยียดหยาม แล้วกล่าวว่า “คนไร้ชื่อเสียง ไม่เคยได้ยิน” จากนั้นก็ขี้เกียจแม้แต่จะเอ่ยนามของตนเอง เพียงแต่ทวนกรีดฟ้าในมือกลับยิ่งดุดันขึ้น ต่อให้องครักษ์ของเฝิงติ้งจะเป็นทหารฉกรรจ์ที่คัดเลือกมาอย่างดี และมีอาวุธครบมือ ก็ต้านทานการโจมตีของลิโป้ไม่ได้เลย
เมื่อเฝิงติ้งเห็นท่าไม่ดี แถมชื่อเสียงของตระกูลก็ใช้ไม่ได้ผล จึงรีบหันหลังหนีหัวซุกหัวซุนภายใต้การคุ้มกันขององครักษ์สองสามคน
เมื่อลิโป้จัดการองครักษ์ของเฝิงติ้งที่พัวพันอยู่ใกล้ๆ จนเกลี้ยง เขาก็ไม่ได้ควบม้าตามไปทันที เพียงแค่หยิบธนูออกมาอีกครั้ง หรี่ตาลงเล็กน้อย แล้วยิงออกไปหนึ่งดอก
เฝิงติ้งโดนธนูปักเข้าที่กลางหลัง ร้องลั่น ร่วงตกจากหลังม้า
เมื่อเห็นแม่ทัพสิ้นชีพ ทหารศัตรูที่เดิมทีก็ระส่ำระสายอยู่แล้ว ก็แตกรังหนีไปคนละทิศคนละทาง ตรงกันข้ามกับองครักษ์ที่เหลืออยู่ไม่กี่คนของเฝิงติ้ง เมื่อเห็นเจ้านายตาย กลับหันหลังควบม้าพุ่งเข้าใส่ลิโป้อย่างไม่กลัวตาย
ลิโป้เห็นว่าองครักษ์ที่เหลืออยู่เหล่านี้ยังพอมีความจงรักภักดีอยู่บ้าง จึงเก็บธนู แล้วควบม้าเข้าไปปลิดชีพองครักษ์ที่เหลือรอดเหล่านี้ด้วยมือของตนเอง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ…
ส่วนทหารม้าที่อ้อมไปด้านนอก เตรียมจะเข้าชาร์จทหารม้าปิงโจวนั้น ปรากฏว่ายังไม่ทันได้เริ่มโจมตี แม่ทัพฝ่ายตัวเองก็ตายเสียแล้ว จึงหมดความหมายที่จะโจมตีต่อ อาศัยว่ามีม้า พอเห็นท่าไม่ดีก็รีบชักม้าหันหลังกลับ หนีเตลิดเปิดเปิงไป
ลิโป้หยุดม้าตั้งทวน เลือดศัตรูที่เปรอะเปื้อนไปทั่วร่างไหลหยดลงมาตามชุดเกราะ ม้าเซ็กเธาว์แดงฉานไปทั้งตัว พ่นไอสีขาวฟืดฟาด กีบเท้าหน้ายังตะกุยดินไม่หยุด ราวกับว่ายังรู้สึกสนุกไม่พอ
เมื่อมองดูทหารม้าปิงโจวใต้บังคับบัญชาเริ่มเก็บกวาดสนามรบ ไล่ตามศัตรู ลิโป้กลับรั้งบังเหียนม้าเซ็กเธาว์เอาไว้ ขมวดคิ้วมุ่น “ทหารจากซ่างตั่ง ไม่ไปป้องกันโจรภูเขาดำ (เฮยซาน) แล้วจะมาที่นี่ทำไมกัน?”

0 Comments