You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

แม้ว่าตอนนี้กองทัพป๋ายปัวจะพ่ายแพ้ไปแล้ว แต่นี่เป็นเพียงแค่คนส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีคนอื่นๆ รั้งอยู่ด้านหลัง และยังไม่เห็นชาวบ้านที่ถูกกวาดต้อนมาด้วย เผยเฉียนจึงออกคำสั่งโดยตรงให้หม่าเยว่นำทัพไล่ตามทหารป๋ายปัวที่กำลังหลบหนี คอยต้อนและล้อมจับไปพร้อมกัน

แม้ทหารที่ตามหลังหูไฉมาอย่างเชื่องช้าจะดูดีกว่าพวกทหารเลวและชาวบ้านทั่วไปอยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น วันนี้ทั้งวันได้กินข้าวต้มประทังชีวิตแค่ตอนเช้าก่อนออกเดินทาง ระหว่างวันก็ถ่ายเบาไปครั้งเดียวแล้วก็ไม่มีอะไรตกถึงท้องอีก จากนั้นก็ต้องวิ่งตะบึงมาทั้งวัน ผลคือพอมาถึงผิงหยาง นอกจากจะตีเมืองไม่ได้แล้ว ยังถูกตีจนแตกพ่ายยับเยิน…

เมื่อความหวังที่จะได้กินมื้ออร่อยที่เมืองผิงหยางพังทลายลง ทหารป๋ายปัวหลายคนที่วิ่งมาทั้งวันก็ทั้งเหนื่อยทั้งหิว ไม่มีเรี่ยวแรงจะต่อต้านอีกต่อไป เมื่อถูกทหารม้าของหม่าเยว่เข้าชาร์จ ไม่นานก็แตกกระสานซ่านเซ็นเป็นหลายกลุ่ม พวกที่วิ่งไม่ไหวจริงๆ ก็คุกเข่าลงยอมจำนน ส่วนพวกที่พอมีแรงเหลือก็วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปคนละทิศคนละทาง

ในฐานะกองกำลังเสริมที่เพิ่งเข้าร่วมการรบ หม่าเยว่ปฏิบัติตามคำสั่งของเผยเฉียน หลังจากทำให้กองทัพป๋ายปัวแตกพ่าย เขาก็กระจายกำลังทหารม้าออกเป็นสองกลุ่ม คอยต้อนทหารป๋ายปัวที่กระจัดกระจายมารวมกันราวกับต้อนฝูงแกะ จากนั้นก็ผลัดเปลี่ยนกันโจมตีกองหลังของทหารป๋ายปัวที่กำลังหลบหนีอย่างต่อเนื่อง ตัดกำลังข้าศึกออกเป็นส่วนๆ ทำให้กองทัพป๋ายปัวไม่มีโอกาสหยุดพักหรือจัดกระบวนทัพได้เลย ทำได้เพียงวิ่งหนีตายไปข้างหน้าอย่างสุดชีวิต

การต่อสู้เข้าสู่ช่วงท้าย หูไฉพร้อมด้วยองครักษ์ส่วนหนึ่งอาศัยว่ามีม้า จึงชิงหลบหนีไปก่อนที่ทหารคนอื่นๆ จะทันรู้ตัว ด้วยความรวดเร็ว ทำให้หม่าเยว่ที่ไล่ตามอยู่ด้านหลังไม่สามารถจับตัวเขาได้…

แต่ทหารป๋ายปัวคนอื่นๆ ไม่โชคดีแบบนั้น ส่วนใหญ่วิ่งไปได้สักพักก็หมดแรง หมดโอกาสหนีรอด ถูกยึดอาวุธ ให้นั่งยองๆ รวมกันเป็นกลุ่ม แล้วทหารราบที่หวงเฉิงนำมาก็จับมัดรวมกันเป็นแถว เตรียมคุมตัวกลับเมืองผิงหยาง

ท้องฟ้าเริ่มมืดลง หม่าเยว่ไล่ตามไปอีกพักหนึ่งก็ยังไม่เห็นวี่แววของหูไฉ ประกอบกับเกรงว่าทัศนวิสัยจะไม่ดี ม้าอาจจะบาดเจ็บได้หากวิ่งเร็วเกินไป จึงสั่งถอยทัพอย่างไม่สบอารมณ์นัก ไปสมทบกับหวงเฉิงแล้วเดินทางกลับเมืองผิงหยางพร้อมกัน

ณ กระโจมใหญ่ในเมืองผิงหยางยามค่ำคืน

เผยเฉียนกำลังสรุปและตรวจสอบสถานการณ์การรบในครั้งนี้ร่วมกับหวงเฉิง หม่าเยว่ เจี่ยฉวี่ และคนอื่นๆ

ความสูญเสียของฝ่ายเผยเฉียนส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงที่ป้องกันเมือง โดยเฉพาะตอนที่กองทัพป๋ายปัวลอบโจมตีด้วยธนูนั้นเสียหายหนักที่สุด รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุสองร้อยหกสิบสี่นาย บาดเจ็บสาหัสสามสิบห้านาย และบาดเจ็บเล็กน้อยยี่สิบแปดนาย

พวกที่บาดเจ็บเล็กน้อยน่าจะรอดชีวิตได้ไม่มีปัญหา แต่พวกที่บาดเจ็บสาหัสนั้น ในยุคที่ขาดแคลนหมอและยานี้ คงทำได้เพียงปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมของแต่ละคนแล้ว

ส่วนอีกฝ่ายอย่างกองทัพป๋ายปัวนั้นสถิติประเมินยากสักหน่อย เพราะภายใต้ค่ายกลโม่เตานั้น แทบจะไม่เห็นศพที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย…

แต่จำนวนเชลยศึกก็ถือว่าเยอะเอาการ รวมทั้งหมดหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบคน ตอนนี้ทั้งหมดถูกควบคุมตัวไว้นอกเมืองผิงหยาง

“ศึกนี้ช่างสะใจนัก!” หม่าเยว่ยกจอกสุราบนโต๊ะขึ้นดื่มคารวะเผยเฉียนก่อน แล้วกล่าวว่า “ไม่นึกเลยว่านายท่านจะเชี่ยวชาญตำราพิชัยสงครามทหารม้าถึงเพียงนี้ คำว่า ‘ต้อนฝูงแกะ’ อธิบายถึงเจตนารมณ์ของการไล่ตามตีข้าศึกที่แตกพ่ายได้อย่างถ่องแท้!”

หวงเฉิงที่อยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้หันหน้ามา เพียงแต่ปรายตามองหม่าเยว่แวบหนึ่ง

เจี่ยฉวี่ก็ปรายตามองมาเช่นกัน แต่เขาไม่ได้มองหม่าเยว่ เขามองไปที่เผยเฉียน

เผยเฉียนเห็นเจี่ยฉวี่มองมาก็ยิ้มบางๆ เป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร

ก็ไม่แปลกที่หม่าเยว่จะดีใจ เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้เป็นผู้นำทัพออกรบด้วยตัวเอง นับตั้งแต่ตระกูลหม่าแห่งเมืองซ่างจวิ้นพ่ายแพ้ และตัวเขาเองก็เพิ่งจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทายาทของหม่าเหยียน จึงเป็นช่วงที่เขาต้องการพิสูจน์ตัวเองอย่างมาก การได้รบอย่างสะใจแบบนี้ แม้จะไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความสามารถของเขาได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็แสดงให้หม่าเหยียนและคนอื่นๆ ในตระกูลหม่าเห็นได้ว่า หม่าเหยียนไม่ได้เลือกคนผิด

เผยเฉียนเองก็ยกจอกสุราขึ้นตอบรับหม่าเยว่ แล้วกล่าวว่า “วันนี้จื่อตู้ (ชื่อรองของหม่าเยว่) เพิ่งจะได้ลองฝีมือ วันหน้าย่อมได้เปล่งประกายอย่างแน่นอน” ถึงอย่างไรหม่าเยว่ก็ยังอายุน้อย หรือจะพูดให้ถูกก็คือเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ค่อยประสีประสาเรื่องทางโลกสักเท่าไหร่ เผยเฉียนจึงตอบกลับไปประโยคหนึ่งเพื่อปัดเรื่องนี้ไป

“ขอเรียนถามท่านข้าหลวง เชลยนอกเมืองนั้นจะจัดการเช่นไรดี?” เจี่ยฉวี่ประสานมือถาม การทำศึกสงครามเป็นหน้าที่ของขุนพลอย่างหวงเฉิงและหม่าเยว่ ตอนนี้รบเสร็จแล้ว ปัญหาการจัดการหลังการรบย่อมตกเป็นภาระของเจี่ยฉวี่ เขาจึงต้องมาถามท่าทีของเผยเฉียน

“เหลียงเต้า ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร?”

หลังจากผ่านเหตุการณ์ของสกุลเตียวแห่งอันอี้มา เจี่ยฉวี่ก็มีความเด็ดขาดขึ้นมาก เมื่อเห็นเผยเฉียนเงียบไป ก็คิดว่าเผยเฉียนคงลำบากใจที่จะพูดออกมา เพราะเรื่องพรรค์นี้ตามธรรมเนียมแล้ว ลูกน้องมักจะเป็นคนเสนอ แล้วให้นายท่านเป็นคนตัดสินใจ เขาจึงไม่ลังเลและตอบออกไปตรงๆ ว่า “ฝังทั้งเป็นให้หมดก็สิ้นเรื่อง”

เผยเฉียนอดไม่ได้ที่จะชะงักไปครู่หนึ่ง

เผยเฉียนรู้สึกว่าฉากนี้มันแปลกๆ นะ ตามปกติในฉากที่เห็นบ่อยๆ ในนิยายสามก๊ก มันควรจะมีการพูดประโยคทำนองว่า “การฆ่าเชลยถือเป็นลางร้าย” อะไรทำนองนั้นไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงได้ตอบกลับมาสั้นๆ ห้วนๆ ว่า “ฝังทั้งเป็นให้หมด” แค่นี้ล่ะ?

เจี่ยฉวี่สังเกตเห็นความเงียบของเผยเฉียน จึงคิดว่าเผยเฉียนต้องการเหตุผลที่ละเอียดกว่านี้ เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ความกลมเกลียว ทำให้สรรพสิ่งงอกงาม ความมีระเบียบ ทำให้สรรพสิ่งแบ่งแยกชัดเจน หากก้าวล่วงกฎเกณฑ์ก็จะเกิดความโกลาหล หากกระทำเกินกว่าเหตุก็จะเกิดความโหดร้าย พวกมันไม่ทำการเกษตร สูญเสียความกลมเกลียว ไม่รักถิ่นฐานบ้านเกิด สูญเสียความมีระเบียบ ใช้กำลังอาวุธโดยพลการ ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง คนชั่วช้าสามานย์เช่นนี้ สมควรตายเป็นพันครั้ง”

จู่ๆ เผยเฉียนก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมตอนนั้นฮองฮูสงถึงได้สั่งฝังชาวบ้านที่เข้าร่วมกับโจรโพกผ้าเหลืองไปตั้งมากมาย แต่กลับไม่มีใครด่าว่าเขาโหดร้ายเลยสักคำ เป็นเพราะเหตุนี้เอง!

ความลังเลที่ยาวนานเกินไปของเผยเฉียน ทำให้เจี่ยฉวี่เริ่มมีสีหน้าประหลาดใจ

เผยเฉียนลอบถอนหายใจยาวในใจ แล้วกล่าวว่า “ดินแดนตอนนี้รกร้างว่างเปล่า ยังไม่มีคนมาทำไร่ไถนา”

เจี่ยฉวี่ร้องอ้อ “ที่ท่านข้าหลวงพิจารณาก็ถูกต้องแล้ว ทว่ายังไม่ได้กำจัดตัวการใหญ่ เกรงว่าจะควบคุมได้ยาก หากเก็บพวกมันไว้เกรงว่า…”

เจี่ยฉวี่มองว่าสิ่งที่เผยเฉียนคิดก็มีเหตุผล แต่ในเมื่อเขารับผิดชอบงานส่วนนี้ ย่อมต้องชี้แจงถึงความยากลำบากให้ชัดเจน แน่นอนว่าอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายย่อมอยู่ในมือของเผยเฉียน ดังนั้นทุกคนรวมถึงเจี่ยฉวี่ต่างก็เฝ้ารอการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของเผยเฉียนอย่างเงียบๆ

คำพูดเพียงคำเดียวสามารถกำหนดชีวิต กำหนดความตาย เพียงคำพูดไม่เข้าหูก็สามารถทำให้หัวคนนับพันร่วงหล่นลงพื้นได้ ฟังดูเหมือนจะยิ่งใหญ่อหังการ แต่เมื่ออำนาจการตัดสินใจนี้ตกมาอยู่ในมือของตัวเอง เผยเฉียนกลับพบว่าการจะตัดสินใจเลือกนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากเหลือเกิน

กองทัพป๋ายปัวเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวนาและพรานป่าในเขตเหอเน่ยของเหอตง ไม่ใช่เพราะจ่ายภาษีไม่ไหว ก็เพราะถูกโจรโพกผ้าเหลืองกวาดต้อนมา จนกลายเป็นกองทัพป๋ายปัว กลายเป็น “ผู้สมควรตายเป็นพันครั้ง” ในสายตาของเจี่ยฉวี่

ปัญหาคือมุมมองแบบนี้ เผยเฉียนตระหนักได้ว่าไม่ใช่แค่เจี่ยฉวี่คนเดียวที่คิดแบบนี้ แต่มันเป็นความเห็นพ้องต้องกันของกลุ่มปัญญาชนและขุนนางชนชั้นสูงที่มีความคิดเหมือนกัน ชาวนาเหล่านี้ เมื่อลุกฮือต่อต้าน ละเมิดกฎเกณฑ์พื้นฐานที่ทำให้ชนชั้นสูงอยู่รอดได้ กลายเป็นผู้ทำลายความสงบเรียบร้อยของราชวงศ์ฮั่น ดังนั้น พวกเขาจึงต้องตาย

หากเป็นการสู้รบกัน แน่นอนว่าไม่มีข้อกังขา ไม่ตายก็รอด ไม่มีทางเลือกอื่น แต่ตอนนี้คนพวกนี้ยอมจำนนแล้ว ตามหลักการก็ถือว่าเป็นเชลยศึกแล้ว ยังจะต้องฆ่าทิ้งอีกหรือ?

แต่ถ้าไม่ฆ่าก็เป็นปัญหา เจี่ยฉวี่ก็บอกแล้วว่า “ยังไม่ได้กำจัดตัวการใหญ่” ไม่ต้องพูดถึงแม่ทัพของกองทัพป๋ายปัวที่ยังไม่ตาย แม้แต่ขุนพลที่นำทัพมาโจมตีผิงหยางในครั้งนี้ก็ยังหนีรอดไปได้ สมมติว่าเขาจัดสรรที่ดินให้พวกนี้ทำนา แล้วจู่ๆ แม่ทัพของป๋ายปัวก็โผล่มาปลุกระดมอีก จะทำยังไง? ใครจะรับประกันได้ว่าคนที่เคยเปื้อนเลือด เคยฆ่าคน เคยปล้นชิงทรัพย์สินมาแล้ว จะสามารถกลับไปเป็นชาวนาผู้สงบเสงี่ยมเจียมตัวได้อีกครั้ง?

มองในมุมกลับกัน ถึงอย่างไรนี่ก็คือชีวิตคนเกือบสองพันคนเลยนะ คนเราไม่ได้เหมือนพืชผลในนาที่ปลูกปีเดียวก็โต ด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ในยุคฮั่น การจะเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้โตมาเป็นวัยรุ่นที่มีพละกำลังนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย คำสั่งของเขาแม้จะเรียบง่าย แต่อย่างน้อยก็เท่ากับเป็นการทำลายเสาหลักของครอบครัวนับพันครอบครัว…

เผยเฉียนหลับตาลง ภายในใจปั่นป่วนอย่างหนัก เขาควรจะเลือกทางไหนดี?

เนิ่นนานผ่านไป เผยเฉียนก็ถอนหายใจยาว แล้วกล่าวว่า “วันนี้ก็ดึกมากแล้ว ให้พวกเขากินข้าวต้มรองท้องไปก่อน…”

ดวงตาของเจี่ยฉวี่เป็นประกาย เขาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “น้อมรับคำสั่ง”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note