ตอนที่ 397 ข้าวปั้นหัวคน
แปลโดย เนสยังโฮจ๋ายมองดูป่าละเมาะที่กำลังลุกไหม้เป็นไฟ แล้วเงยหน้ามองลอดผ่านยอดไม้ไปยังทิศทางของเมืองเก่าผิงหยาง แม้จะยังมองไม่เห็นเค้าโครงของเมืองจากตรงนี้ แต่เขากลับรู้สึกราวกับมองเห็นสภาพของทหารที่กำลังแตกตื่นวุ่นวายอยู่ภายในเมืองนั้นแล้ว
เมื่อนึกถึงทหารหลายร้อยนายที่วิ่งฝ่าป่าออกมาแล้วหนีเอาตัวรอดราวกับกระต่ายเมื่อครู่ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของโฮจ๋ายอย่างรุนแรง…
เจ้านามสกุลอะไรนั่น คงตั้งใจจะหนีเอาตัวรอดคืนนี้แน่ๆ!
ตามปกติแล้ว ต่อให้จะซุ่มโจมตีอยู่ในป่า ก็ต้องรอให้ทหารข้าศึกเข้ามาใกล้ๆ แล้วค่อยจู่โจมแบบไม่ให้ทันตั้งตัว แบบนั้นถึงจะเรียกว่าการซุ่มโจมตีที่ได้ผล
แต่ทหารหลายร้อยนายนี่ ไม่ได้มีท่าทีว่าจะมาซุ่มโจมตีเลย กลับเหมือนจงใจมาจุดไฟเผาป่า เพื่อสกัดเส้นทางที่เขาจะมุ่งหน้าไปผิงหยางเสียมากกว่า…
มารดามันเถอะ!
โฮจ๋ายเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาชอบนักล่ะ ไอ้พวกทหารที่เก่งแต่หนีตายแบบนี้!
ก่อนหน้านี้มีเจ้านามสกุลอะไรนะ?
อ้อ แซ่งิว หมอนั่นก็เหมือนกัน พอเห็นท่าไม่ดีก็ชิงหนีไปก่อนใครเพื่อน ตอนนั้นเขาไล่กวดพวกขี้ขลาดพวกนั้นไปตั้งไกล ตอนนี้ชุดเกราะและอาวุธที่ทหารของเขาสวมใส่อยู่ ก็ได้มาจากตอนนั้นแหละ…
ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอพวกตาขาวแบบเดียวกันที่นี่อีก ฮ่าๆๆ สวรรค์มีตาจริงๆ สงสัยจะดลบันดาลให้ข้า โฮจ๋าย ร่ำรวยมหาศาลเป็นแน่!
โฮจ๋ายแหงนมองท้องฟ้า วันนี้พวกเขาออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่ เวลายังไม่สายนัก เขาจึงตัดสินใจเด็ดขาด สั่งการลงไปว่า “อ้อมป่าไป! ไล่ตามพวกมันไปให้ทัน!”
เรื่องลายแทงสมบัติอะไรนั่น จะมีจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ชุดเกราะและอาวุธบนตัวไอ้พวกทหารหนีตายพวกนี้สิ ของจริงแน่นอน! ทุกชิ้นมีค่าทั้งนั้น!
ถ้ารีบตามไปตอนนี้ อาจจะยังตามพวกตาขาวพวกนั้นทัน แต่ถ้ารอไปถึงพรุ่งนี้ เกรงว่าจะไม่เหลืออะไรให้ปล้นแล้ว!
โฮจ๋ายเร่งเร้าทหารใต้บังคับบัญชา โดยไม่สนว่ากระบวนทัพจะเริ่มยืดและเสียรูปทรงจากคำสั่งของเขา ปีกซ้ายเดิมกลายมาเป็นทัพหน้า ปีกขวาเดิมกลายเป็นทัพหลัง…
รูปขบวนทัพถูกยืดออกจนยาวเหยียด
แต่โฮจ๋ายไม่สนเรื่องนั้นเลย ขอแค่ทหารไม่ตกขบวนและตามให้ทันก็พอ เขาจึงไม่เสียเวลาจัดขบวนทัพใหม่ มุ่งแต่จะไล่กวดฮองเฉิงและพวกให้ทัน มุ่งหน้าสู่เมืองเก่าผิงหยางอย่างไม่คิดชีวิต
เดินทัพมาตั้งแต่เช้าตรู่ จนกระทั่งบ่ายคล้อย โฮจ๋ายถึงได้มองเห็นเมืองเก่าผิงหยางอยู่ลิบๆ
ดูเหมือนทหารบนกำแพงเมืองจะสังเกตเห็นกองทัพของโฮจ๋ายแล้ว จึงเกิดความโกลาหลขึ้น ทหารบางส่วนที่ขี่ม้าอยู่ใต้กำแพงเมือง ถึงกับทิ้งเมืองแล้วแยกย้ายกันควบม้าหนีไปคนละทิศคนละทาง…
“ฮ่าๆๆๆ!” โฮจ๋ายเห็นดังนั้นก็หัวเราะลั่น ยิ่งมั่นใจว่าพวกนี้มีแต่คนขี้ขลาดตาขาวเป็นผู้นำ เขาใช้แส้ม้าชี้ไปที่เมืองพลางตะโกนเสียงดังกังวาน “เห็นนั่นไหม! ตรงนั้นแหละ! มีแต่พวกไร้น้ำยาขี้ขลาดตาขาวทั้งนั้น! วันนี้ถ้าเรายึดเมืองนั้นได้ ทุกคนจะได้กินมื้อใหญ่! ได้กินทั้งหมั่นโถว! ได้กินทั้งเนื้อตากแห้ง!”
“เฮ้…” กองทัพไป๋ปัวส่งเสียงโห่ร้องยินดี แม้จะเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาตลอดทาง แต่พอได้ยินว่าคืนนี้ถ้าตีเมืองร้างแห่งนี้แตกจะได้กินมื้อใหญ่ ทุกคนก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที
หากต้องไปตีเมืองที่สมบูรณ์แข็งแรง ทหารกบฏไป๋ปัวคงจะรู้สึกลังเลอยู่บ้าง แต่เมืองตรงหน้านี้ดูผุพังทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัด แม้บนกำแพงเมืองจะพอมองเห็นรอยซ่อมแซมอยู่บ้าง แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับเมืองที่สมบูรณ์แบบ ความกล้าหาญของพวกเขาจึงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ…
โฮจ๋ายนำทหารมาตั้งกระบวนทัพหน้ากำแพงเมือง เตรียมพร้อมบุกโจมตี แต่ตอนนี้รูปขบวนของเขายาวเกินไป พวกหนุ่มฉกรรจ์ที่ร่างกายแข็งแรงตามมาทันแล้ว แต่พวกที่ร่างกายอ่อนแอกว่าก็เพิ่งจะค่อยๆ ตามมาสมทบ แถมยังมีอีกเกือบหนึ่งในสามที่ยังรั้งท้ายอยู่…
โฮจ๋ายขมวดคิ้ว แล้วปรายตามองกำแพงเมืองผิงหยางที่พังทลาย…
…
ขณะที่โฮจ๋ายกำลังจ้องมองเมืองผิงหยาง เผยเฉียนเองก็กำลังจ้องมองกองทัพไป๋ปัวที่อยู่ใต้กำแพงเมืองเช่นกัน
“คุณชายเผย ดูท่าทางสงครามกำลังจะเริ่มแล้ว จะให้ข้า…” ฮองเฉิงเอ่ยขึ้นข้างๆ พูดตามตรง เหตุการณ์ที่ด่านหานกู่กวนครั้งก่อน ทำให้ฮองเฉิงตกใจกลัวแทบแย่ หากเผยเฉียนเป็นคนที่มีวรยุทธ์ล้ำเลิศ อย่างมากก็แค่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกัน แต่เผยเฉียนกลับมีวรยุทธ์แค่ครึ่งๆ กลางๆ เรื่องนี้ทำให้เขาไม่สบายใจเอาเสียเลย
เผยเฉียนเองก็รู้ตัวดีว่า หากอยู่ที่นี่ต่อไปก็คงมีแต่จะเกะกะ เขาจึงไม่ได้วางมาดหรือพูดจาอวดดีทำนองว่า ‘ตัวอยู่เมืองอยู่’ แต่กลับกระซิบเสียงเบาว่า “ซู่เยี่ย เจ้าเองก็ระวังตัวด้วยนะ แล้วก็ ถนอมแรงไว้บ้างตอนแรกๆ ของจริงมันอยู่ตอนท้ายนู่น…”
ฮองเฉิงพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้
กำแพงเมืองผิงหยางได้รับการซ่อมแซมมาหลายวัน ทหารของเผยเฉียนก็พอจะฟื้นฟูสภาพมันได้บ้าง แต่ทางด้านที่หันหน้าเข้าหาทัพของโฮจ๋าย มีรอยแตกขนาดใหญ่ที่เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถซ่อมแซมได้ทันท่วงที ทำได้เพียงใช้ดินเหลืองก่อเป็นกำแพงเตี้ยๆ ทับบนซากกำแพงที่พังทลายลงมาครึ่งหนึ่งอย่างลวกๆ เท่านั้น…
เผยเฉียนมองซ้ายมองขวา คำนวณในใจว่า หากเขาเป็นแม่ทัพของกองทัพไป๋ปัวที่นำทัพมาโจมตี ก็คงมีทางเลือกที่ดีที่สุดเพียงทางเดียวเท่านั้น…
หากกองทัพไป๋ปัวทัพนี้ไม่รีบเร่งมาในวันนี้ เผยเฉียนคงจะรู้สึกลำบากใจไม่น้อย หากไม่มาในวันนี้ แสดงว่าแม่ทัพของกองทัพไป๋ปัวเป็นพวกสุขุมรอบคอบ ซึ่งแม่ทัพประเภทนี้มักจะเตรียมแผนสำรองไว้เสมอ การจะเอาชนะอาจจะทำได้ แต่การจะเอาชนะแบบเด็ดขาดนั้นยากมาก
แม่ทัพประเภทนี้ในความทรงจำของเขาก็เป็นพวกที่น่ารำคาญที่สุดในยุคสามก๊ก เหมือนอย่างจูกัดเหลียงที่ต้องมาเจอกับสุมาอี้ ต่อให้มีอุบายมากมายแค่ไหนก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
อันที่จริง ครั้งนี้เผยเฉียนเองก็ยอมเสี่ยงเหมือนกัน โชคดีที่ศัตรูค่อนข้างจะให้ความร่วมมือดี…
เมื่อเห็นว่าศัตรูใต้กำแพงเมืองกำลังจัดกระบวนทัพ ไม่ได้มีท่าทีว่าจะตั้งค่าย แต่เตรียมจะบุกโจมตี เผยเฉียนก็สั่งให้คนนำข้าวปั้นไปแจกจ่ายให้ทหารที่อยู่แนวหน้า
ทหารแต่ละคนได้รับข้าวปั้นที่ทำจากข้าวฟ่างและข้าวสาลีผสมกัน ขนาดเล็กกว่ากำปั้นเล็กน้อย ซึ่งช่วยให้อิ่มท้องได้ดีกว่าข้าวฟ่างล้วนๆ พร้อมกับเนื้อตากแห้งเค็มๆ ชิ้นเล็กๆ ขนาดเท่านิ้วก้อย ส่วนน้ำก็ใส่กระบอกไม้ไผ่ไว้ ใครอยากดื่มก็ไปหยิบเอาเอง
ทหารหลายคนกินข้าวปั้นก่อน แล้วค่อยเอาเนื้อตากแห้งชิ้นเล็กๆ นั้นอมไว้ในปาก ค่อยๆ ใช้ฟันขบเคี้ยวอย่างทะนุถนอม แทบไม่มีใครยอมกินรวดเดียวหมด…
หลังจากตรวจตราเป็นครั้งสุดท้าย เผยเฉียนก็สั่งความกับฮองเฉิงอีกสองสามประโยค ก่อนจะลงจากกำแพงเมืองไป
ส่วนการที่เผยเฉียนลงจากกำแพงเมืองแล้วถอยไปอยู่แนวหลังนั้น ทหารบนกำแพงเมืองที่เห็นต่างก็ไม่ได้มีความคิดเห็นอะไร การออกรบสู้ตายมันเป็นหน้าที่ของทหารอยู่แล้ว หากแม่ทัพเป็นผู้มีฝีมือและร่วมรบในแนวหน้า ย่อมช่วยปลุกขวัญกำลังใจได้มาก แต่ถ้าให้ขุนนางบุ๋นมาอยู่แนวหน้า นั่นมันก็แค่พวกปัญญาอ่อนแล้ว
ในความคิดของพวกเขา มันก็ควรจะเป็นเช่นนี้แหละ ไม่อย่างนั้นจะเกณฑ์ทหารมาทำไม? รับเงินเดือนเขา ก็ต้องยอมเสี่ยงชีวิตให้เขา มันก็ง่ายๆ แค่นี้แหละ ยุคนี้ แค่แม่ทัพไม่ชิงหนีเอาตัวรอดไปก่อนเวลาคับขัน ก็ถือว่าเป็นแม่ทัพที่ดีมากแล้ว ตราบใดที่ธงรบยังไม่ถอย พวกเขาก็ไม่มีปัญหาอะไร
…
โฮจ๋ายพิจารณากำแพงเมืองเก่าผิงหยางอย่างละเอียด
แม้กำแพงเมืองด้านข้างจะมีรอยแตกเล็กๆ อยู่บ้าง แต่ก็ถูกอุดด้วยอิฐและหินไปแล้ว หากจะบุกโจมตีเต็มรูปแบบ ก็พอจะทุบให้แตกได้ แต่ต้องเสียเวลามาก แถมแถวนี้ก็ไม่ค่อยมีต้นไม้ด้วย ป่าที่ดูอุดมสมบูรณ์ดีริมทางก็ถูกไอ้พวกเวรนั่นเผาทิ้งไปแล้ว ตอนนี้ถ้าคิดจะสร้างบันไดปีนกำแพง คงหาไม้มาทำไม่ได้ง่ายๆ
แต่ปัญหาเรื่องไม่มีเครื่องมือบุกเมือง เมื่ออยู่ต่อหน้ารอยแตกขนาดใหญ่ตรงหน้านี้ กลับกลายเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไปเลย!
บวกกับกำแพงดินเตี้ยๆ นั่น ความสูงรวมกันก็ไม่ถึงความสูงของคนสองคนต่อกันด้วยซ้ำ แถมซากดินที่พังถล่มลงมาก็กลายเป็นทางลาดที่พอจะปีนขึ้นไปได้สบายๆ
ในเมื่อปีนขึ้นไปได้ตรงๆ แล้วจะเสียเวลาสร้างเครื่องมือบุกเมืองไปทำบ้าอะไร?
ทหารที่ถูกส่งไปลาดตระเวนรอบเมืองวิ่งกลับมารายงานว่า มีแค่รอยแตกตรงนี้แหละที่ใหญ่ที่สุด ส่วนจุดอื่นๆ ส่วนใหญ่ถูกอุดไว้หมดแล้ว…
เอาล่ะ บุกตรงนี้แหละ!
โฮจ๋ายสั่งให้แจกจ่ายข้าวปั้น เตรียมพร้อมบุกโจมตี
เสบียงแห้งจำพวกข้าวปั้นนี้ ทหารองครักษ์ของโฮจ๋ายเป็นคนเก็บรักษาไว้ เมื่อได้ยินคำสั่งของโฮจ๋าย พวกเขาก็ปลดถุงเสบียงแห้งที่สะพายอยู่ออก หยิบข้าวปั้นขนาดเท่าสองนิ้วมือออกมาทีละก้อน แล้วเดินแจกจ่ายให้ทหารกองหน้าที่จะต้องบุกระลอกแรก…
ข้าวปั้นนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “ข้าวปั้นหัวคน”…

0 Comments