ตอนที่ 394 ไม่เหมือนกันจริงๆ
แปลโดย เนสยังถ้าพูดถึงพวกโจรโพกผ้าเหลือง บรรดาผู้นำของกองทัพไป๋ปัวอาจจะไม่ค่อยอยากฟังนัก แต่มันคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
ตามปกติแล้ว กองทัพทั่วไปสามารถเดินทัพได้สี่สิบลี้ต่อวัน หากเร่งความเร็วก็อาจจะได้ถึงหกสิบลี้ แต่สำหรับพวกโจรโพกผ้าเหลือง แค่เดินทัพได้วันละสามสิบลี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากชายฉกรรจ์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของเหล่าผู้นำที่จะพอมีการจัดกระบวนทัพบ้างแล้ว การตั้งค่ายพักแรมก็มีเพียงกองกำลังหลักของผู้นำอย่างเอียวฮองและโฮจ๋ายเท่านั้นที่มีปัญญาตั้งกระโจม ส่วนพวกทหารเลวและชาวบ้านที่ถูกกวาดต้อนมา แทบจะเรียกได้ว่าเดินถึงไหนก็นอนที่นั่น ไม่มีแม้แต่กระโจมคุ้มหัว อาศัยนอนกลางทุ่ง ใช้แผ่นฟ้าต่างผ้าห่ม ใช้ผืนดินต่างเสื่อ
เรื่องอาหารการกินก็เช่นกัน เอียวฮอง โฮจ๋าย และผู้นำระดับสูงคนอื่นๆ ย่อมได้กินของดีที่สุด รองลงมาคือทหารองครักษ์ จากนั้นก็เป็นทหารใต้บังคับบัญชา ท้ายสุดคือทหารทั่วไป ส่วนชาวบ้านที่ถูกกวาดต้อนมา จะได้กินแค่วันละมื้อตอนตั้งค่ายพักแรมในตอนเย็น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ข้าวต้มเหลวๆ ที่ผสมของสารพัดอย่างลงไปต้มรวมกัน แถมบางทียังมีคนที่ไปช้าแล้วอดกินอีกต่างหาก
แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ข้าวต้มเหลวๆ ให้กินตลอด บางครั้งก็ได้กินของแข็งบ้าง
ก่อนจะลงสนามรบ หรือตอนที่จะตีเมือง ก็จะมีการแจกจ่ายหมั่นโถวหรืออาหารแห้งอื่นๆ ให้กับพวกทหารเลวและชาวบ้านที่ถูกกวาดต้อนมา…
ในกระโจมใหญ่ที่เพิ่งตั้งเสร็จ เอียวฮองและโฮจ๋ายในฐานะผู้นำกองทัพ ย่อมไม่ต้องไปกินข้าวต้มเหลวๆ รวมกับพวกชาวบ้าน บนโต๊ะอาหารของพวกเขามีทั้งปลา มีเนื้อ และมีข้าวฟ่าง วันนี้พวกเขามาตั้งค่ายพักแรมใกล้กับแม่น้ำเฝินสุ่ย ทหารองครักษ์ของเอียวฮองจับปลามาได้สิบกว่าตัว จึงนำมาย่างสามสี่ตัวเพื่อนำมาถวายให้เอียวฮองและโฮจ๋ายได้ลิ้มรส
เอียวฮองไม่ได้หันหน้าไปมอง เขาเพียงปรายตาไปมองโฮจ๋ายที่กำลังก้มหน้าก้มตาแทะปลาช่างย่างอย่างเอร็ดอร่อยอยู่เงียบๆ ก่อนจะส่ายหัวเบาๆ แล้วบิดคอจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ
หึหึ!
กินเข้าไปเยอะๆ เถอะ! ไอ้โง่!
ไม่แน่มื้อหน้าเจ้าอาจจะไม่ได้กินอะไรอีกเลยก็ได้!
พอตีอำเภอหย่งอันแตกได้ ก็คิดว่าตัวเองเป็นขุนศึกไร้พ่ายที่ตีเมืองไหนก็แตกอย่างนั้นหรือ?
เซียงหลิงมันตีง่ายขนาดนั้นเลยหรือ? เมืองฮอตั๋งมันเป็นเนื้อชิ้นโตที่ใครนึกจะกัดก็กัดได้ง่ายๆ งั้นหรือ?
ถุย!
เอียวฮองก้มหน้าลง หยิบก้างปลาขึ้นมาแคะฟัน พลางคิดในใจ
หลังจากกัวต้าตาย กัวหนิวเจวี๋ยคนสนิทก็ถูกฆ่าตายตามไป กองทัพไป๋ปัวก็ถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน นำโดยผู้นำสี่คน คือ ฮันเซียม โฮจ๋าย ลิเลก และตัวเขาเอง
ในบรรดาสี่คนนี้ ฮันเซียมมีกำลังพลแข็งแกร่งที่สุด ลิเลกอ่อนแอที่สุด ส่วนตัวเขากับโฮจ๋ายมีกำลังพลพอๆ กัน สูสีกัน
ตอนที่หารือกัน เขาเป็นคนแรกที่ชี้ให้เห็นจุดอ่อนของเซียงหลิง และก็เป็นไปตามคาด ทุกคนต่างพากันจ้องตะครุบจุดอ่อนนั้น แต่จุดอ่อนที่ว่านั่น หึหึ มันหายไปตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนแล้ว
ทำไมถึงตีอำเภอหย่งอันแตกได้อย่างรวดเร็ว? ก็เพราะมีหนอนบ่อนไส้ยังไงล่ะ ถ้าไม่มีนายอำเภอที่ขี้ขลาดตาขาวแอบหนีไปก่อนการรบ จะตีเมืองได้ราบรื่นขนาดนั้นหรือ?
แต่เรื่องพวกนี้ อีกสามคนไม่รู้ และเอียวฮองก็ไม่คิดจะบอกพวกมันด้วย
ก่อนหน้านี้เซียงหลิงก็มีแผนจะทำแบบเดียวกัน แต่ไม่รู้ทำไมถึงมีข่าวลือว่าแผนการล้มเหลว แผนการใช้หนอนบ่อนไส้ดูเหมือนจะพังไม่เป็นท่า
ดังนั้นหากจะตีเซียงหลิง ก็เหลือเพียงวิธีเดียวคือต้องใช้กำลังบุกเข้าไปตรงๆ
แน่นอนว่า ถ้านายอำเภอและผู้ช่วยนายอำเภอของเซียงหลิงขี้ขลาดตาขาวสักหน่อย ก็อาจจะตีแตกได้ แต่ความเป็นไปได้นี้มันน้อยเสียจนแม้แต่เอียวฮองเองก็ไม่อยากจะฝากความหวังไว้กับเรื่องแบบนี้
ดังนั้นในตอนที่หารือกัน เอียวฮองจึงเสนอให้แบ่งกำลังเป็นสองสาย ล่องลงมาตามแม่น้ำเฝินสุ่ย ไม่ว่าจะเป็นสายไหนก็สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และหากตีเซียงหลิงไม่แตกในเวลาอันสั้น ก็ยังสามารถอ้อมแม่น้ำเฝินสุ่ยมาตีขนาบทั้งเหนือใต้ได้…
แผนยุทธศาสตร์น่ะไม่มีปัญหาหรอก เพียงแต่ว่า หึหึ
ตอนที่ฮันเซียมกับลิเลก ไม่ว่าจะเป็นคนใดคนหนึ่ง หรือทั้งสองคน ต้องมาสูญเสียทหารไปหน้ากำแพงเมืองเซียงหลิง ตัวเขาเองกลับสามารถนำทหารมุ่งหน้าไปถึงหลินเฝินได้อย่างราบรื่น…
แต่ทว่า ก่อนหน้านั้น อาจจะต้อง…
“ท่านโฮจ๋าย เป็นอย่างไรบ้าง รสชาติอาหารถูกปากหรือไม่?”
โฮจ๋ายกินจนพุงกาง กำลังนั่งหรี่ตาพิงหลังเอนกายอย่างสบายอารมณ์ มือหนึ่งยันพื้น อีกมือหนึ่งตบพุงเบาๆ ลูบไปมาด้วยความพอใจ
“ท่านเอียวฮอง มีเรื่องอะไรก็พูดมาเถอะ” โฮจ๋ายดูดเศษอาหารที่ติดฟัน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยเมย
“แหม ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ เป็นพี่น้องกันทั้งนั้น มีของอร่อยก็ต้องแบ่งกันกิน จะมีเรื่องอะไรได้ล่ะ…” เอียวฮองตอบพร้อมรอยยิ้ม
“อ้อ ถ้าอย่างนั้น ข้าก็กินอิ่มแล้ว งั้น…” โฮจ๋ายกลอกตาไปมา เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เชื่อ แต่ก็ไม่ได้พูดออกไปตรงๆ เขาทำท่าจะลุกขึ้นยืน “งั้นข้าขอตัวก่อนนะ…”
เอียวฮองรีบคว้าตัวโฮจ๋ายไว้ บ่นอย่างไม่จริงจังนักว่า “อะไรกันเนี่ย กินเสร็จก็เช็ดปากหนีเลยหรือ? นั่งคุยเป็นเพื่อนพี่น้องสักหน่อยไม่ได้หรือไง?”
“ได้สิ! ทำไมจะไม่ได้!” โฮจ๋ายนั่งลงตามเดิม “พูดมาเถอะ มีเรื่องอะไร ถ้าเจ้าไม่พูด ข้าจะไปจริงๆ แล้วนะ”
เอียวฮองยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ท่านโฮจ๋าย ช่วงนี้กอบโกยไปได้ไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของโฮจ๋ายจางหายไปทันที แม้ว่ามุมปากจะยังมีรอยยิ้มอยู่ แต่แววตากลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ “ได้อะไรที่ไหนกัน ต่อให้มี ก็มีแต่เศษสวะทั้งนั้น ไม่เห็นมีค่าอะไรเลย… เจ้าจู่ๆ ถามเรื่องนี้ขึ้นมา จะทำอะไร?”
“โธ่เอ๊ย! ข้าก็แค่ถามดูเฉยๆ” เอียวฮองตบต้นขา ทำท่าทางสบายๆ “จริงๆ นะ ต่อให้เราจะมีเงินมากแค่ไหน ก็เทียบพวกขุนนางไม่ได้หรอก… อ้อ จริงสิ ท่านโฮจ๋าย เจ้ารู้หรือเปล่าว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน… อืม จำไม่ได้แล้ว ประมาณนั้นแหละ แถวๆ นี้เคยมีเมืองของอ๋องอยู่เมืองหนึ่ง ตอนนั้นนะ รวยซะจน… โห…”
“…พื้นดินนะ ว่ากันว่าปูด้วยอิฐทองคำเลยนะเว้ย! แม้แต่หน้าต่างในห้องยังสลักจากหยกขาวเลย! ส่วนสมบัติอื่นๆ อย่างพวกเงินทองนะ เก็บไว้ในโกดังตั้งหลายแห่งก็ยังไม่พอ! จุ๊ๆ แต่ทว่า ต่อมานะ…”
โฮจ๋ายนั่งตัวตรง อ้าปากค้าง ฟังเอียวฮองโม้จนน้ำลายสอโดยไม่รู้ตัว เขายกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำลายลวกๆ แล้วถามว่า “…แล้ว แล้วไงต่อ?”
เอียวฮองหัวเราะฮ่าๆ แล้วตอบว่า “…ต่อมานะ ว่ากันว่าก่อกบฏ ก็เลยถูกยึดทรัพย์… หายเกลี้ยงเลย…”
“เฮ้อ!” โฮจ๋ายถอนหายใจ ทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดสภาพ ความสนใจหดหายไปในพริบตา
เอียวฮองไม่ได้สนใจท่าทีของโฮจ๋าย เขาเล่าต่อว่า “แต่นั่นมันกบฏเลยนะ…”
“กบฏแล้วไงวะ!” โฮจ๋ายสวนกลับอย่างเกียจคร้าน “แล้วที่เราทำอยู่ตอนนี้ ไม่เรียกว่ากบฏหรือไง?”
“เอ่อ…” เอียวฮองชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอธิบายว่า “…มันไม่เหมือนกันสิ นั่นน่ะระดับอ๋องเลยนะ!”
“ระดับอ๋องแล้วไงวะ! เอาดาบฟันคอ หัวมันก็หลุดเหมือนกันนั่นแหละ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เอียวฮองก็อึ้งไป ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น เขาหัวเราะอยู่พักใหญ่จึงเอ่ยขึ้นว่า “มันไม่เหมือนกันจริงๆ นะ เจ้าลองคิดดูสิ พวกเรากบฏเนี่ย มีใครบ้างที่ไม่ใช่พวกตัวเปล่าเล่าเปลือย ไม่มีจะกินถึงได้มาทำแบบนี้ เจ้าว่าอ๋องพวกนั้นจะเหมือนเราหรือไง?”
“อืม ก็จริง”
“…อีกอย่างนะ คนที่ได้เป็นอ๋องเนี่ย คงไม่ใช่พวกโง่เง่าเต่าตุ่นใช่ไหม? ไอ้เรื่องกบฏเนี่ย มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะรับประกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะสำเร็จใช่ไหมล่ะ? ถ้าเกิดไม่สำเร็จขึ้นมา อย่างน้อยก็ต้องหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเองบ้างสิ? จะไม่เหลืออะไรทิ้งไว้ให้ลูกหลานเลยหรือไง? เพราะงั้นแหละ มันถึงไม่เหมือนกันไง…”
โฮจ๋ายฟังไปฟังมา จู่ๆ ก็กลับมานั่งหลังตรง ขมวดคิ้วแล้วถามว่า “ท่านเอียวฮอง เจ้าหมายความว่า…”
เอียวฮองโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน หัวเราะร่า “โอย ข้าจะมีความหมายอะไรได้ล่ะ ก็แค่คุยกันเล่นๆ ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไรจริงๆ…”

0 Comments