You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ยุคราชวงศ์ฮั่นเป็นราชวงศ์ศักดินาก็จริง แต่การรวมศูนย์อำนาจของส่วนกลางยังไม่สมบูรณ์นัก ขุนนางท้องถิ่นมีอำนาจมาก ประกอบกับผู้ช่วยที่ได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนักโดยตรงมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีเรียกตัวคนมาทำงานกันเอง จึงยังคงหลงเหลือกลิ่นอายของยุคชุนชิวจ้านกั๋วอยู่อย่างเข้มข้น

ตัวอย่างเช่น เจ้าเมืองฮอตั๋งอย่างอองอิบ แท้จริงแล้วก็เปรียบเสมือนเจ้าครองแคว้นในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว ส่วนผู้ใต้บังคับบัญชาก็เหมือนขุนนางของแคว้นนั้นๆ ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา แทนที่จะเรียกว่าขุนนางระดับบนกับระดับล่าง เรียกได้ว่าเป็นเจ้านายกับขุนนางรับใช้จะเหมาะสมกว่า

แน่นอนว่า ปัจจุบันเผยเฉียนเองก็มีตำแหน่งรักษาการเจ้าเมืองซ่างจวิ้น ดังนั้นการที่คนใต้บังคับบัญชาบางคนเริ่มเรียกเขาว่า “นายท่าน” จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ

ในฐานะเจ้าเมืองฮอตั๋ง ตามหลักการแล้วอองอิบมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายขุนนางในฮอตั๋ง และเป็นตัวแทนของราชสำนักฮั่นในการปกครองผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

แต่นั่นคือตามหลักการ

ในปัจจุบัน ปัญหาการกว้านซื้อที่ดินรุนแรงมาก หากเทียบกับสมัยพระเจ้าฮั่นกวงอู่ตี้หลิวซิว จำนวนครัวเรือนของชาวนาอิสระที่ยังหลงเหลืออยู่น่าจะแค่ราวๆ สามหรือสี่ในสิบส่วนก็ถือว่าเก่งมากแล้ว

ดังนั้น ที่ดินและชาวนาจึงตกอยู่ในมือของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ประกอบกับธรรมเนียมที่ขุนนางห้ามรับตำแหน่งในบ้านเกิดของตนเอง เพื่อป้องกันการเล่นพรรคเล่นพวก แล้วเจ้าเมืองที่เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่อย่างอองอิบ จะหาทางยืนหยัดในฮอตั๋งได้อย่างไร?

หากเป็นคนฉลาดหน่อย ก็คงเลือกทำแบบเล่าเปียว คือร่วมมือหรือแม้กระทั่งเกี่ยวดองด้วยการแต่งงานกับชนชั้นขุนนางในท้องถิ่น เพื่อสร้างรากฐานอย่างรวดเร็ว แต่นั่นคือในเกงจิ๋ว ที่มีตระกูลขุนนางมากมายให้เล่าเปียวเลือกสรร ส่วนที่นี่คือฮอตั๋ง ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์หลายประการ ตระกูลเวยจึงเป็นผู้ทรงอิทธิพลเพียงหนึ่งเดียวในฮอตั๋ง ส่วนตระกูลอื่นๆ ล้วนเป็นเพียงเศรษฐีบ้านนอก ไม่มีกำลังพอจะต่อกรกับตระกูลเวยได้เลย…

ดังนั้น หากอองอิบไม่อยากกลายเป็นเพียงเจ้าเมืองหุ่นเชิดของตระกูลเวยแห่งฮอตั๋ง เขาก็ต้องใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง การต่อต้านต้องไม่แข็งกร้าวเกินไป และการประนีประนอมก็ไม่สามารถยอมตามตระกูลเวยได้ในทุกเรื่อง

ในช่วงแรกๆ ก็ดูเหมือนจะไปได้สวย แต่ตั้งแต่เผยเฉียนมารับตำแหน่งเจ้าเมืองซ่างจวิ้น และตั้งค่ายอยู่ที่อันอวี้ ดูเหมือนอะไรบางอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป

เริ่มจากตระกูลเตียวที่โผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ตามด้วยนายทหารที่เคลื่อนไหวโดยพลการ เรื่องพวกนี้ทำให้อองอิบตระหนักว่า อำนาจการควบคุมฮอตั๋งที่เขาคิดว่าทำได้ดีมาตลอด ดูเหมือนจะเริ่มมีหนามแหลมทิ่มแทงมือ เพื่อปกป้องผลประโยชน์และอำนาจของตน และเพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังเศรษฐีบ้านนอกที่ยังดูลาดเลาอยู่ อองอิบจึงเห็นด้วยกับแผนการของโลฉางและกาจูในการจัดการกับตระกูลเตียว

แน่นอนว่า คนที่ลงมือทำเรื่องนี้จริงๆ ก็คือโลฉาง

และโลฉางก็ต้องตายไปเพราะเหตุนี้

ตายอยู่กลางทางขณะเดินทางไปเซียงหลิง

ถูกโจรโพกผ้าเหลืองซุ่มโจมตีงั้นหรือ?

หึ!

แม้อันอวี้จะเป็นศูนย์กลางการปกครองของเมืองฮอตั๋ง และตามหลักแล้วควรจะเป็นพื้นที่ที่เจ้าเมืองมีอิทธิพลมากที่สุด แต่เนื่องจากตำแหน่งเจ้าเมืองฮอตั๋งถูกมอบให้ตั๋งโต๊ะ และตั๋งโต๊ะก็ไม่เคยมารับตำแหน่งเลย ตำแหน่งนี้จึงว่างเว้นมาหลายปี ในช่วงเวลานี้ ฮอตั๋งจึงแทบจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลเวย ซึ่งแน่นอนว่าย่อมรวมถึงอันอวี้ ศูนย์กลางการปกครองของเมืองฮอตั๋งด้วย

ในสถานการณ์เช่นนี้ อองอิบจะกล้าอยู่ในสถานที่ที่ไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นมิตรใครเป็นศัตรูต่อไปได้อย่างไร?

อองอิบรู้สึกร้อนใจมาก เดิมทีเขากับเผยเฉียนก็มีการติดต่อกันอยู่ และเคยขอความช่วยเหลือจากเผยเฉียน แต่ตอนนั้นโลฉางยังไม่ตาย สถานการณ์ยังไม่เลวร้ายขนาดนี้ ดังนั้นตามแผนเดิมคือให้โลฉางเป็นกำลังหลัก และเผยเฉียนเป็นกำลังสนับสนุน เพื่อร่วมกันกวาดล้างโจรโพกผ้าเหลือง

แต่ตอนนี้เขาเพิ่งรู้ตัวว่า ตัวเองไม่ได้ต้องรับมือแค่กับโจรป่า แต่ยังมีหนอนบ่อนไส้อยู่ด้วย ขนาดผู้ช่วยเจ้าเมืองทั้งคนยังกล้าลงมือ แล้วกับเจ้าเมืองอย่างเขา มีหรือพวกมันจะยอมรามือ? ดังนั้น พอรู้ว่ากาจูจะถอนตัวออกจากอันอวี้ เขาจึงปลอมตัวแฝงตัวมาในขบวนรถม้า เพื่อหนีออกจากอันอวี้และมาพบเผยเฉียน

ก่อนที่จะมาพบเผยเฉียน อองอิบคิดมาตลอดว่า แม้จะเจอกันไม่กี่ครั้ง แต่เผยเฉียนก็เป็นถึงลูกศิษย์ของซัวหยง และซัวหยงก็เป็นวิญญูชนผู้ถ่อมตนอย่างไม่ต้องสงสัย คนที่ได้รับการยอมรับให้เป็นลูกศิษย์ของซัวหยงได้ แม้ความรู้ทางวรรณกรรมอาจจะเทียบอาจารย์ไม่ได้ แต่อย่างน้อยนิสัยใจคอก็น่าจะคล้ายคลึงกัน…

ดังนั้น อองอิบจึงเริ่มด้วยการ “ชิงลงมือก่อน” แสดงความเมตตากรุณาและจิตใจอันประเสริฐของวิญญูชนออกมา เขาคิดว่าต่อให้เผยเฉียนจะไม่เห็นด้วยในใจ อย่างน้อยก็คงต้องแสร้งทำเป็นเห็นด้วยและถอนหายใจตามไปสักสองสามประโยค เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็จะสามารถใช้โอกาสนี้เชิญชวนเผยเฉียนอย่างจริงใจและกระตือรือร้น ให้มาร่วมกันช่วยเหลือราษฎรฮอตั๋งที่ตกทุกข์ได้ยาก ร่วมกันต่อสู้เพื่อความสงบสุขของประชาชน แล้วเผยเฉียนจะกล้าหักหน้าตัวเองปฏิเสธคำเชิญนี้ได้หรือ?

อองอิบก้าวไปอีกขั้น ถึงขนาดคิดคำตอบเตรียมไว้รับมือข้ออ้างของเผยเฉียนด้วยซ้ำ ก็แค่อ้างเรื่องซ่างจวิ้นไม่ใช่หรือ? จัดการเรื่องในฮอตั๋งเสร็จ เดี๋ยวเขาจะช่วยเผยเฉียนไปยึดซ่างจวิ้นคืนมา แบบนี้เผยเฉียนก็คงไม่มีอะไรจะพูดแล้ว…

แต่ใครจะไปคิดว่า เผยเฉียนผู้นี้จะไม่เล่นตามบทที่เขาวางไว้เลย พูดกันไม่กี่คำก็ไล่เขาออกไปเสียแล้ว มีคนทำแบบนี้ด้วยหรือ?

อองอิบเก็บสีหน้าเศร้าสร้อย ถอนหายใจแผ่วเบา เอ่ยว่า “ท่านเจ้าเมืองเผย ไม่ทราบว่าปีนี้ท่านอายุเท่าใดแล้ว?”

แม้เผยเฉียนจะไม่เข้าใจว่าอองอิบถามแบบนี้หมายความว่าอย่างไร แต่ก็ตอบไปตามความจริง “ข้าอายุได้ยี่สิบเอ็ดปีแล้ว”

อองอิบกล่าวชื่นชม “จื่อหยวนดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองด้วยวัยเพียงสวมกวาน (ยี่สิบปี) ตลอดร้อยปีมานี้ไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้!”

เผยเฉียนโบกมือพลางกล่าวว่า “เป็นเพียงผู้รักษาการเท่านั้น ไม่กล้ารับคำชมหรอก” การคัดเลือกเจ้าเมืองในยุคราชวงศ์ฮั่นนั้นเข้มงวดและระมัดระวังมาก โดยทั่วไปแล้วต้องเป็นผู้ที่มีอายุราวๆ สี่สิบปี มีความสุขุมรอบคอบ และมีความเชี่ยวชาญในการรักษาสมดุล ถึงจะถูกส่งไปรับตำแหน่งเจ้าเมืองในพื้นที่ต่างๆ

แต่เผยเฉียนเป็นกรณีพิเศษ หนึ่งคือไม่มีคน สองคือไม่มีดินแดน สามคือไม่มีทหาร เป็นเพียงชื่อที่ว่างเปล่า ด้อยกว่านายอำเภอที่มีอำนาจปกครองในพื้นที่จริงเสียอีก แถมยังเป็นแค่รักษาการเจ้าเมือง ดังนั้นตอนที่ได้รับแต่งตั้งจึงไม่มีใครรู้สึกว่าแปลกประหลาดอะไร…

เมื่อมีช่วงพักเบรกแบบนี้ อองอิบก็เห็นได้ชัดว่าทิ้งความเก้อเขินเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น เขาปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม ประสานมือคารวะ แล้วกล่าวว่า “ขอร้องท่านเจ้าเมืองเผย โปรดช่วยเหลือข้าด้วยเถิด!”

“เรื่องนี้ย่อมแน่นอน! ฮอตั๋งกับซ่างจวิ้นต้องพึ่งพากันและกัน เรื่องของท่านเจ้าเมืองอองก็คือเรื่องของข้า!” เผยเฉียนคิดในใจว่า อองอิบเอ๋ยอองอิบ เจ้าตั้งท่าให้มันถูกต้องตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง เมื่อกี้ทำเป็นลีลาเหมือนกับว่าข้าต้องเป็นฝ่ายไปอ้อนวอนขอร้องให้เจ้ายอมให้โอกาสข้าช่วยเจ้าอย่างนั้นแหละ…

เผยเฉียนหยิบแผนที่แบบง่ายๆ ที่เขาวาดเองขึ้นมาจากโต๊ะ วางไว้ตรงกลางเพื่อให้อองอิบมองเห็นได้ชัดเจน จากนั้นก็ชี้ไปที่แผนที่แล้วกล่าวว่า “พวกโจรโพกผ้าเหลืองลงใต้มาหาเสบียง ย่อมต้องเดินทัพเลียบแม่น้ำเฝินสุ่ยมาแน่นอน…”

เผยเฉียนเคาะนิ้วลงบนตำแหน่งของเซียงหลิง แล้วกล่าวว่า “เพียงแต่ไม่รู้ว่าเซียงหลิงในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง? หากไม่อาจรักษาไว้ได้ ก็คงยากที่จะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก” พูดจบ เผยเฉียนก็หยุดพูด เฝ้าสังเกตปฏิกิริยาของอองอิบอย่างเงียบๆ

คำถามนี้สำคัญมาก

เผยเฉียนไม่ได้ถามว่าตอนนี้เซียงหลิงถูกโจรโพกผ้าเหลืองตีแตกไปแล้วหรือยัง แต่ถามว่าตอนนี้อองอิบมีอำนาจสั่งการในเซียงหลิงหรือไม่ อองอิบมีความสามารถในการควบคุมทหารและม้าของเซียงหลิงอยู่หรือไม่…

ท้ายที่สุดแล้ว แม้ตอนนี้อองอิบจะดูเหมือนสู้ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นไม่ได้ แต่เขาก็มารับตำแหน่งในฮอตั๋งได้ระยะหนึ่งแล้ว ต่อให้ไม่สามารถควบคุมอำเภอที่ร่ำรวยอย่างอันอวี้ หลินเฝิน หรือผีสือได้ แต่อำเภอที่ค่อนข้างห่างไกลอย่างเซียงหลิง เขาจะไม่สามารถควบคุมได้สักสองสามแห่งเลยหรือ?

หากอองอิบยังคงมีอำนาจควบคุมเซียงหลิงได้บ้าง หรือแม้แต่มีคนในอำเภอผู่จื่อที่คอยรับคำสั่งอยู่ ก็ยังพอจะสู้ได้ อาศัยจังหวะที่กองทัพไป๋ปัวมุ่งหน้าลงใต้ ไม่ว่าพวกมันจะแบ่งกำลังหรือไม่ ก็ย่อมต้องมีช่องโหว่เผยออกมา สามารถใช้โอกาสนี้บดขยี้พวกมันในบริเวณแม่น้ำเฝินสุ่ยได้ มิเช่นนั้นหากปล่อยให้กองทัพไป๋ปัวลงใต้ต่อไป และรวบรวมชาวบ้านมาเป็นพวกได้มากขึ้น สถานการณ์ก็จะยิ่งยากลำบาก

แน่นอนว่า หากอองอิบไม่มีอำนาจควบคุมเซียงหลิงเลย กลายเป็นผู้บัญชาการที่ไร้กองทัพ เผยเฉียนก็จะไม่พูดพร่ำทำเพลง หัวเราะแห้งๆ สองสามคำ แล้วรีบนำทัพกลับเป่ยชวีทันที ถือซะว่าเสียเที่ยวไปรอบหนึ่ง ถึงอย่างไรเขาก็รับมือคนเดียวไม่ไหว และในมือก็มีทหารอยู่เพียงหยิบมือ ไม่คุ้มค่าที่จะเอาตัวเข้าไปเสี่ยงในสถานการณ์ที่ควบคุมอะไรไม่ได้เลย

ตอนนี้เผยเฉียนและอองอิบถือว่าเป็นพันธมิตรที่ไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญา ดังนั้นเผยเฉียนจึงอยากรู้ว่าอองอิบมีไพ่ตายอะไรซ่อนอยู่บ้าง ซึ่งมันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางและแผนการในก้าวต่อไปของเผยเฉียน

ดังนั้น ท่านเจ้าเมืองอองอิบ โปรดหงายไพ่ในมือของท่านมาให้ดูหน่อยเถอะ มาดูกันว่าคุ้มค่าที่เราจะลงเดิมพันร่วมกันในตานี้หรือไม่…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note