You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

หลังจากเผยเฉียนจัดการไล่คนที่มารุมล้อมอยู่หน้ากระโจมของตู้หยวนไปจนหมด เขาก็ไม่ได้จากไปในทันที แต่กลับนั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวภายในกระโจม

สาเหตุใดกันแน่ที่ทำให้ชนชั้นตระกูลขุนนางค่อยๆ ก่อตัวเป็นแวดวงที่ปิดกั้น?

หรือพูดอีกนัยหนึ่ง อะไรคือสิ่งที่ทำให้ชนชาติหัวเซี่ยสูญเสียแรงผลักดันที่จะก้าวออกไปสู่โลกภายนอก?

หากอิงตามคำพูดที่เผยเฉียนเคยเรียนมาสมัยก่อนก็คือ โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดโครงสร้างส่วนบน และโครงสร้างส่วนบนก็ส่งผลสะท้อนกลับไปยังโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

เผยเฉียนลองคิดทบทวนดูให้ดี อันที่จริงตั้งแต่ยุคชุนชิวถึงจ้านกั๋ว จากจ้านกั๋วถึงราชวงศ์ฉิน จากราชวงศ์ฉินถึงราชวงศ์ฮั่น แทบจะทุกยุคสมัยล้วนมีการปะทะกันทางความคิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยายามครอบงำอำนาจรัฐและเศรษฐกิจของสังคม…

ช่วงที่สำนักคิดต่างๆ เบ่งบานในยุคชุนชิว มีผู้คนมากมายเสนอแนวคิดในการปกครองประเทศที่แตกต่างกัน มีความคิดแปลกประหลาดทุกรูปแบบ กระทั่งมีคนเสนอให้กลับไปเคารพบูชาสัตว์ป่าแบบยุคดึกดำบรรพ์ด้วยซ้ำ จนเมื่อถึงยุคจ้านกั๋ว จึงเหลือเพียงสำนักนิติธรรม สำนักม่อจื๊อ สำนักพิชัยสงคราม สำนักหยู สำนักเต๋า และสำนักจงเหิง ซึ่งเป็นสำนักใหญ่ที่มีระบบความคิดที่สมบูรณ์สืบทอดมา จากนั้นราชวงศ์ฉินก็ผงาดขึ้นด้วยการใช้สำนักนิติธรรม แต่กลับไม่สามารถใช้สำนักนิติธรรมแก้ปัญหาความขัดแย้งทางสังคมในขณะนั้นได้จนต้องล่มสลายไป เล่าปังปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นในช่วงแรกใช้แนวคิดของหวงเล่าจากสำนักเต๋า เพื่อฟื้นฟูบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น ต่อมาพระเจ้าฮั่นบู๊เต้ก็เปลี่ยนมาใช้สำนักหยูเพื่อรวบรวมอำนาจการปกครอง…

เผยเฉียนหยิบพู่กันและกระดาษมา ขีดเขียนความคิดที่สับสนวุ่นวายของตนลงไป

อืม ข้ามเรื่องของอองมังที่โผล่มาแทรกกลางไปก็แล้วกัน…

แต่ทว่า เหตุใดสุดท้ายแล้วสำนักหยูถึงเป็นผู้ชนะในสงครามความคิดครั้งนี้ และกลายมาเป็นศาสตร์หลักของราชวงศ์ฮั่นในปัจจุบัน? แถมยังทวีความรุนแรงมากขึ้นในราชวงศ์ต่อๆ มา จนครอบงำวงการการเมืองแต่เพียงผู้เดียว?

เผยเฉียนครุ่นคิดอยู่นาน สุดท้ายก็จรดพู่กันเขียนคำว่า “การปกครอง” ลงบนกระดาษ…

ในสมัยพระเจ้าฮั่นบู๊เต้ ภายในมีบรรดาอ๋องตามแคว้นต่างๆ ที่มีอำนาจบารมีขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ภายนอกมีศัตรูอย่างซงหนูคอยรุกรานไม่ขาดสาย ดังนั้นจึงมีความต้องการเครื่องมือทางความคิดที่จะมาช่วยสนับสนุนความชอบธรรมในการรวบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางอย่างเร่งด่วน และต่งจ้งซูก็ได้มอบแนวคิดสำนักหยูฉบับปรับปรุงใหม่ให้ในเวลาที่เหมาะสมพอดี ซึ่งช่วยให้พระเจ้าฮั่นบู๊เต้ขจัดความวุ่นวายภายในและปราบปรามภัยคุกคามภายนอกได้สำเร็จ

หากมองในแง่นี้ สำนักหยูย่อมมีความหมายในเชิงบวก แต่ทำไมต่อมาถึงได้เติบโตไปในทางที่ผิดเพี้ยน?

แถมยังยิ่งเติบโตก็ยิ่งบิดเบี้ยว…

เผยเฉียนเขียนคำอีกสี่คำลงใต้คำว่าการปกครอง “ปิดหูปิดตาประชาชน กดขี่การค้า” จากนั้นก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วเขียนเพิ่มอีกคำว่า “เกียจคร้าน”…

ในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว ขงจื๊อสนับสนุนการให้การศึกษาโดยไม่แบ่งแยกชนชั้น เปิดภูมิปัญญาของราษฎร ให้ผู้คนได้เข้าใจว่าสิ่งใดคือจารีต สิ่งใดคือความชอบธรรม แต่ในมือของผู้สืบทอดสำนักหยู กลับปากก็ยกย่องขงจื๊อ แต่การกระทำกลับสวนทางกับสิ่งที่ขงจื๊อสอนอย่างสิ้นเชิง…

ชาวนาที่บรรพบุรุษทำไร่ไถนาอยู่ที่เดิมมาตลอดและไม่รู้เรื่องราวใดๆ ย่อมปกครองได้ง่ายกว่าพ่อค้าที่เดินทางไปทั่วทิศและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ราษฎรที่ซื่อสัตย์และเขียนหนังสือไม่เป็นสักตัว ย่อมปกครองได้ง่ายกว่าบัณฑิตที่เปี่ยมไปด้วยความรู้และสติปัญญา…

ด้วยเหตุนี้จึงต้องปิดหูปิดตาประชาชนและกดขี่การค้า

เพราะวิธีการนี้เคยได้ผลและใช้งานได้ดี จึงไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนแปลง หรือพูดให้ถูกคือไม่อยากจะเปลี่ยนเลยต่างหาก ดังนั้นท่ามกลางการตอกย้ำถึงความยิ่งใหญ่ของกฎเกณฑ์บรรพบุรุษ พวกเขาก็ค่อยๆ เกียจคร้านลง สูญเสียความสามารถและความกล้าหาญที่จะริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ…

ส่งผลให้คนในยุคหลังที่ต้องการจะปฏิรูป ต้องแบกรับแรงกดดันที่มหาศาลยิ่งขึ้น

เพื่อรักษาอำนาจการปกครองของตนไว้ ฮ่องเต้ก็ยิ่งต้องการราษฎรที่หูหนวกตาบอดมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรักษาสถานะของตนให้มั่นคง ชนชั้นขุนนางก็ยิ่งหวงแหนความรู้ไม่ให้หลุดรอดออกไป และยิ่งปิดกั้นตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ…

แนวคิดที่ปิดกั้นเช่นนี้ แม้สุดท้ายจะถูกทำลายลงด้วยระบบการสอบจอหงวน แต่นั่นก็เป็นเพียงการทลายแวดวงของชนชั้นขุนนางเท่านั้น ทว่าในแง่ของระบบความคิดที่ปิดกั้น กลับไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นเลย

อาณาจักรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ หึหึ

ดินแดนกว้างใหญ่ ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ หึหึ

ชนเผ่าเถื่อนสี่ทิศ หึหึ

ถ้าเป็นไปได้ ในช่วงเวลาที่กรอบอันปิดกั้นนี้ยังไม่แน่นหนามากนัก…

ขณะที่เผยเฉียนกำลังคิดทบทวน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากนอกกระโจม องครักษ์เข้ามารายงานว่าตู้หยวนขอเข้าพบ

เผยเฉียนพับกระดาษที่เพิ่งเขียนเสร็จเก็บไว้ในอกเสื้อ แล้วอนุญาตให้ตู้หยวนเข้ามา

“เหวินเจิ้ง ตื่นแล้วหรือ? กินอาหารมื้อเย็นหรือยัง?”

ตู้หยวนค้อมตัวลงจนสุดด้วยความละอายใจเต็มประดา เอ่ยว่า “ผู้น้อยไร้ความสามารถ ถึงกับต้องรบกวนให้นายท่านต้องลงมือ… นี่เป็นความผิดของผู้น้อยเองขอรับ…”

เผยเฉียนโบกมือ หยิบกระดาษอีกแผ่นบนโต๊ะยื่นให้ตู้หยวน พลางกล่าวว่า “เหวินเจิ้งไม่ต้องทำเช่นนี้ มา นั่งลงก่อน กระดาษแผ่นนี้ เจ้าลองดูสิ”

ตู้หยวนรับไปดู ก็พบว่าเป็นรายชื่อที่ระบุผู้รับผิดชอบงานในแต่ละด้านและเวลาในการตรวจสอบบัญชี…

เผยเฉียนกล่าวว่า “คนพวกนี้ มีสติปัญญามากน้อยแตกต่างกันไป แต่พวกเขาก็เคยทำงานที่เกี่ยวข้องมาบ้าง ดังนั้นการเริ่มต้นจึงไม่น่าจะยากเกินไปนัก ให้คนพวกนี้ลองทำดูก่อน เหวินเจิ้งไม่ต้องคอยจ้องมองอยู่ตลอดเวลา แค่ตรวจสอบเป็นระยะก็พอ”

“คนเรามีเวลาแค่วันละสิบสองชั่วยาม ถ้าเจ้านั่งอยู่ที่นี่ ทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ อย่างมากก็ทำได้แค่สิบสองชั่วยาม แต่ถ้าเจ้าใช้งานคนพวกนี้ให้ดี เจ้าก็จะมีเวลามากกว่าสิบสองชั่วยามแล้ว”

“อย่ามีความกังวลเพียงเพราะข้าเป็นคนเลือกคนพวกนี้ ดูจากสถานการณ์ต่อจากนี้ ถ้าทำพลาดสักครั้งสองครั้งแต่ยังอยากเรียนรู้ ก็จงสอนเขา แต่ถ้าทำไม่ได้ แล้วยังไม่อยากเรียนรู้หรือเรียนไม่รู้เรื่องจริงๆ ก็เปลี่ยนคน”

“ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยมือให้คนอื่นทำงาน มีปัญหาอะไรค่อยมาหาข้า”

“คำสั่งสอนของนายท่าน ผู้น้อยจะจดจำไว้ในใจขอรับ” ตู้หยวนลุกขึ้นยืนแล้วคุกเข่าทำความเคารพอีกครั้ง “เมื่อใช้คนต้องไม่สงสัย เมื่อสงสัยต้องไม่ใช้”

เผยเฉียนยิ้มบางๆ ไม่ได้อธิบายเรื่องการใช้คนต่อ

จุดสูงสุดของการใช้คน ไม่ใช่การใช้คนโดยไม่ระแวง หรือระแวงแล้วไม่ใช้ หากอิงตามแนวคิดการบริหารบริษัทในยุคหลัง การใช้คนต้องมีความระแวง และถึงจะระแวงก็ยังต้องใช้ เพียงแต่ตอนใช้งานนั้น ต้องเตรียมคนในบทบาท B เอาไว้แล้ว อาจจะมีบทบาท BB ไปจนถึงคนตรวจสอบอย่างบทบาท C ด้วย ในขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมแผนรองรับหากบทบาท A เกิดพังทลายลงมา

อำนาจที่มอบให้ A มากแค่ไหน ก็คือขอบเขตความเสียหายที่ตนเองสามารถยอมรับได้ เช่น หากยอมรับความเสียหายได้หนึ่งล้าน อำนาจที่มอบให้ A อาจจะอยู่ที่ห้าแสน

หากเกิดปัญหา ก็สามารถดึง A ลงมา แล้วให้ B ขึ้นไปแทนได้ทันที…

แน่นอนว่าในทางปฏิบัติมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่มีคำว่า ‘รู้ว่าง่ายแต่ทำยาก’ หรอก เพียงแต่การเข้าใจกับไม่เข้าใจในจุดนี้ ช่องว่างความแตกต่างจะค่อยๆ ปรากฏให้เห็นในทีมงานทั้งหมด และจะส่งผลไปถึงการพัฒนาในอนาคต

แน่นอนว่าในยุคราชวงศ์ฮั่นตอนนี้ เผยเฉียนเองก็ยังไม่มีบุคลากรให้ใช้งานมากนัก ดังนั้นก็ยังคงเป็นคำกล่าวเดิม ผู้นำที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาจัดการกับรายละเอียดปลีกย่อยไม่ใช่ผู้นำที่ดี ผู้นำที่ให้ความสำคัญกับการค้นหาและปั้นบุคลากรต่างหาก ถึงจะนำพาทีมได้ดี

ในจุดนี้ เผยเฉียนยังมีหนทางอีกยาวไกลที่ต้องก้าวเดิน

“เอาล่ะ ทางข้าก็เหลือปัญหาข้อสุดท้ายทิ้งไว้ให้เจ้า ตอนนี้ยังคงต้องหาวิธีรับสมัครทหารเกณฑ์เองโดยไม่ผ่านหัวหน้าเผ่าชาวหู เจ้าคิดจะทำอย่างไร?”

ตู้หยวนแทบจะหลุดปากตอบไปตามสัญชาตญาณว่าจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้ แต่พอเหลือบไปเห็นกระดาษรายชื่อผู้รับผิดชอบงานที่เผยเฉียนมอบให้ เขาก็เงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “หากจะหาคนมารับผิดชอบเรื่องนี้… ต้องเป็นคนที่พูดภาษาชาวหูได้… อืม หากเรียกทหารผ่านศึกปิงโจวที่พูดภาษาชาวหูได้บางคนมาเป็นผู้รับผิดชอบจัดการพวกชาวหู นายท่านเห็นว่าอย่างไรขอรับ?”

“อืม ลองดูก็ได้” เผยเฉียนยิ้ม ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป พลางกล่าวว่า “เหวินเจิ้ง พักผ่อนให้มากหน่อยนะ อีกอย่าง จงจำการทดลองและการตัดสินใจของเจ้าในวันนี้ไว้ เราควรให้คนจำนวนมากขึ้นได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ ไม่ใช่พยายามกุมทักษะทั้งหมดไว้ในมือตัวเองคนเดียว…”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note