ตอนที่ 373 คุยเรื่องชา คุยเรื่องสุรา คุยเรื่องการค้า
แปลโดย เนสยัง“ทิวทัศน์งดงามไม่เลว…”
แม้แม่น้ำซินสุ่ยจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ตระการตาเหมือนแม่น้ำฮวงโห แต่ก็มีความงดงามในแบบของตัวเอง
ท้องฟ้าสีครามสดใส เมฆขาวลอยฟ่อง ภูเขาและต้นไม้เขียวขจี สายน้ำไหลริน สายหมอกพัดพามาตามสายน้ำ นำพากลิ่นอายความสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ของขุนเขามาด้วย ทั้งยังมีความชุ่มชื้นแฝงอยู่ ทำให้ความรู้สึกร้อนรุ่มกระวนกระวายใจสงบลงได้อย่างไม่รู้ตัว
“…ที่นี่มีภูเขาโอบล้อม มีสายน้ำโอบรัด เป็นทำเลฮวงจุ้ยชั้นเลิศ หากฝังร่างไว้ที่นี่ ย่อมมีลูกหลานได้เป็นใหญ่เป็นโต ท่านเจ้าเมืองเผยช่างเลือกทำเลได้ดีเสียจริง…” อวี่ฝูหลัวกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังเล่าเรื่องธรรมดาๆ เรื่องหนึ่ง เหมือนเพื่อนฝูงนั่งคุยกัน ไม่มีความโกรธเกรี้ยวหรืออารมณ์อื่นใดเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย
แสงแดดและสายลมที่กรำมาอย่างยาวนาน ทำให้ผิวของอวี่ฝูหลัวกลายเป็นสีทองแดง รูปร่างกำยำแข็งแรง แต่ไม่ได้ดูบึกบึนเทอะทะจนเกินไป กลับมีกลิ่นอายความห้าวหาญแฝงอยู่ รูปร่างสมส่วน หากจะให้อธิบายง่ายๆ ก็คือ เอาเผยเฉียนมาขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นอีกนิด แล้วทาสีผิวให้เข้มขึ้นอีกหน่อย ก็คงจะประมาณนั้น
ใบหน้าของอวี่ฝูหลัวอาจจะมีส่วนผสมของสายเลือดต่างเผ่าพันธุ์อยู่บ้าง โหนกแก้มสูง คิ้วยาว เบ้าตาลึก รูปหน้าเหลี่ยม ดูคล้ายกับคนผิวขาวเล็กน้อย
ตามมุมมองของเผยเฉียนในยุคหลัง ใบหน้าของอวี่ฝูหลัวอย่างน้อยก็สามารถรับบทเป็นพระเอกในละครได้อย่างสบายๆ เป็นเจ้าชายขี่ม้าดำผู้หล่อเหลาและแข็งแรงได้อย่างเหลือเฟือ แต่ในมุมมองความงามของคนฮั่นในยุคนี้ ใบหน้าแบบนี้ถือเป็นใบหน้าของคนเถื่อน ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของความอัปลักษณ์
“ท่านผู้นำก็มีความรู้เรื่องวิชาดูถูกด้วยหรือ?” เผยเฉียนแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินความหมายเหน็บแนมของอวี่ฝูหลัว และในขณะเดียวกันก็รู้สึกประหลาดใจ หากบอกว่าคนฮั่นมีความรู้เรื่องนี้ เผยเฉียนคงไม่แปลกใจเลย แต่การที่ชาวซงหนูกลับมีความรู้เรื่องวิชาฮวงจุ้ยด้วยนั้น ทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย
การเกิดและพัฒนาของวิชาฮวงจุ้ยนั้น เปลี่ยนแปลงมาจากแผนที่เหอถูและตำราลั่วซู หากสืบสาวไปถึงต้นกำเนิด ย่อมไม่อาจแยกออกจากหลักการของคัมภีร์อี้จิงได้ ดังนั้นอันที่จริงแล้วในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว วิชาของเหล่านักพรตก็ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่แยกตัวเป็นอิสระแล้ว เพียงแต่ต่อมามีหลายสิ่งหลายอย่างในวิชาของนักพรตถูกสำนักอื่นๆ นำไปดัดแปลงและรวมเข้ากับของตนเอง เช่น คัมภีร์อี้จิงกลายเป็นของสำนักหยู การเล่นแร่แปรธาตุกลายเป็นของสำนักเต๋า ปัจจุบันวิชาของนักพรตจึงเหลือเพียงเรื่องของหยินหยางและการทำนายทายทัก ค่อยๆ ร่วงหล่นจากจุดที่เคยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับสำนักหยูและสำนักเต๋า
อวี่ฝูหลัวยิ้มแล้วกล่าวว่า “พอรู้มาบ้าง” การที่เผยเฉียนไม่แสดงอารมณ์โกรธออกมา ทำให้การโจมตีของอวี่ฝูหลัวเหมือนชกโดนปุยฝ้าย ทำให้เขาไปต่อไม่ถูก
เผยเฉียนชี้ไปที่ด้านข้างโต๊ะ แล้วกล่าวว่า “ข้าไม่รู้ว่าท่านผู้นำชอบดื่มชาหรือสุรา ก็เลยเตรียมมาทั้งสองอย่าง ชาคือชาชั้นดีจากแดนฮั่น สุราคือสุราแรงจากแดนเหนือ ไม่ทราบว่าท่านผู้นำอยากจะเลือกสิ่งใด”
อวี่ฝูหลัวแววตาเป็นประกาย จ้องมองเผยเฉียนที่กำลังยิ้มแย้ม เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “แล้วถ้าข้าจะเลือกทั้งสองอย่างล่ะ?”
“ชา ช่วยชำระล้างลำไส้ ดับกระหายคลายร้อน ขับพิษไข้ ดื่มชาหนึ่งถ้วยราวกับมีสายลมเย็นพัดผ่านแขนเสื้อ จิตใจแจ่มใสเบิกบานสงบเงียบ สุรา ช่วยสร้างความกล้าหาญ คลายหนาว กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ดื่มสุราหนึ่งถ้วยราวกับมีเปลวไฟแผดเผาอยู่ในท้อง กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกให้พุ่งพล่าน” เผยเฉียนหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วมองอวี่ฝูหลัวอย่างไม่ยอมลดละ ก่อนจะกล่าวต่อ “แต่หากดื่มทั้งสองอย่างพร้อมกัน ก็จะทำลายรสชาติของทั้งชาและสุรา สุดท้ายก็จะไม่เหลืออะไรเลย…”
อวี่ฝูหลัวค่อยๆ ยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรง แล้วถามว่า “แล้วท่านเจ้าเมืองเผยล่ะ ชอบดื่มชาหรือดื่มสุรา?”
“ข้าเป็นคนฮั่น ย่อมต้องชอบดื่มชา” เผยเฉียนตอบอย่างตรงไปตรงมา ราวกับไม่ได้คิดอะไรเลย และในใจก็แอบต่อท้ายประโยคว่า ‘แน่นอนว่าบางครั้งก็ดื่มสุราบ้างเหมือนกัน’
แต่อวี่ฝูหลัวก็ยังไม่ยอมบอกว่าจะเลือกสิ่งใด เขาเพียงแค่กล่าวว่า “ท่านเจ้าเมืองเผย ท่านก็รู้ว่าในแดนเหนือไม่มีชาชั้นดี มีแต่สุราแรง…”
“นี่ก็พอดีเลยไม่ใช่หรือ ข้ามีชาชั้นดี ส่วนท่านผู้นำ…” เผยเฉียนยิ้มแล้วกล่าว “…แต่ไม่รู้ว่าจะมีสุราชั้นดีหรือไม่…”
“ท่านเจ้าเมืองเผยก็อาจจะไม่มีชาชั้นดีเสมอไป” อวี่ฝูหลัวยิ้มหยัน “ท่านก็รู้ หากชาอัดแท่งถูกนำออกจากกล่อง พริบตาเดียวก็จะชื้นและเน่าเสียไป”
เผยเฉียนมองไปยังประกายแหลมคมที่สะท้อนวาววับอยู่บนภูเขาริมฝั่งแม่น้ำซินสุ่ย แล้วกล่าวว่า “อืม ขอบคุณท่านผู้นำที่เตือน ข้าจะจัดการห่อชาอัดแท่งอย่างระมัดระวัง รับรองว่าไม่มีทางตกแตกหรือถูกทำลายได้… แต่สุราของท่านผู้นำก็ต้องระวังให้ดีนะ หากไหแตก สุราก็จะไหลทิ้งจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลืออะไรเลย”
อวี่ฝูหลัวเหลือบมองไปที่ภูเขาริมแม่น้ำซินสุ่ยเช่นกัน ก่อนจะรีบหันขวับกลับมา ราวกับถูกของมีคมทิ่มแทงตา เขากะพริบตาถี่ๆ แล้วกล่าวเสียงหนัก “ต่อให้กล่องแข็งแค่ไหน ก็ต้องมีวันที่ถูกทุบจนแตกได้”
เผยเฉียนส่ายหน้า ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับอวี่ฝูหลัวอีก เห็นได้ชัดว่าการที่อวี่ฝูหลัวยอมมานั่งเจรจาด้วย ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาไม่ต้องการใช้กำลังทหาร ด้วยกำลังพลอันน้อยนิดที่อวี่ฝูหลัวเหลืออยู่ คงไม่อาจทนรับความสูญเสียจากการสู้รบหนักๆ ได้หลายครั้ง
โครงสร้างของเผ่าซงหนูขึ้นอยู่กับว่าเผ่าใดใหญ่กว่ากัน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ปลาเล็กกินกุ้งฝอย หากอวี่ฝูหลัวเองยังบอบช้ำจนแทบจะยืนไม่ไหว ต่อให้มีชาวซงหนูใต้ที่ยังอยากจะติดตามเขาอยู่ ก็คงต้องหยุดชะงักและคิดทบทวนใหม่
เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่เผยเฉียนกำลังเผชิญ อวี่ฝูหลัวจำเป็นต้องระมัดระวังแล้วระมัดระวังอีก ก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว ก็อาจจะทำให้เขาต้องห่างไกลจากเส้นทางในการทวงคืนบัลลังก์ในราชสำนักอ๋องออกไปอีกไกลแสนไกล เพียงแต่อวี่ฝูหลัวไม่รู้ว่าเผยเฉียนมีไพ่ตายอะไรซ่อนอยู่ แต่เผยเฉียนกลับรู้ดีว่าเป้าหมายสูงสุดของอวี่ฝูหลัวคือสิ่งใด
เผยเฉียนชี้ไปที่ธงสามสีที่ปลิวไสวอยู่เหนือค่ายเป่ยชวี แล้วถามว่า “ท่านผู้นำรู้ที่มาของธงสามสีของข้าหรือไม่”
อวี่ฝูหลัวส่ายหน้า
“ข้านั้นไร้ความสามารถ แต่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ดำรงตำแหน่งถึงสามตำแหน่ง หนึ่งคือขุนนางในราชสำนักส่วนกลาง สองคือเจ้าเมืองซ่างจวิ้น และอีกหนึ่ง…” เผยเฉียนจ้องมองอวี่ฝูหลัวอย่างพินิจพิเคราะห์ จับสังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยของเขา แล้วกล่าวต่อ “…คือตำแหน่งเปี๋ยปู้ซือหม่า แห่งผู้พิทักษ์ซงหนูจงหลางเจียง…”
รูม่านตาของอวี่ฝูหลัวหดเกร็งเล็กน้อย เขาคิดมาตลอดว่าเผยเฉียนเป็นแค่เจ้าเมืองซ่างจวิ้น ส่วนตำแหน่งอื่นๆ เขาไม่ได้ใส่ใจนัก มีเพียงตำแหน่ง “ผู้พิทักษ์ซงหนูจงหลางเจียง” เท่านั้นที่เหมือนกับค้อนหนักๆ ฟาดลงกลางใจของอวี่ฝูหลัวดัง “ปัง”
ตำแหน่งผู้พิทักษ์ซงหนูจงหลางเจียงของราชวงศ์ฮั่นนั้นมีอำนาจมาก แม้แต่แม่ทัพตู้เหลียวก็ยังอยู่ใต้บังคับบัญชา สามารถควบคุมกองทหารทั้งหมดในแดนเหนือ เรียกได้ว่าเป็นตำแหน่งสำคัญในแนวชายแดน
แม้ตอนนี้เผยเฉียนจะเป็นแค่เปี๋ยปู้ซือหม่าของผู้พิทักษ์ซงหนูจงหลางเจียง แต่เนื่องจากตอนนี้ราชสำนักฮั่นยังไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดให้ดำรงตำแหน่งนี้ ดังนั้นหากไม่มีใครถูกส่งตรงมาจากราชสำนักส่วนกลาง ในความเป็นจริงแล้วเผยเฉียนก็คือผู้ที่มีสิทธิ์สืบทอดตำแหน่งผู้พิทักษ์ซงหนูจงหลางเจียงเป็นอันดับแรก
อวี่ฝูหลัวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น ท่านเจ้าเมืองเผย… เอ่อ… ข้าควรจะเรียกท่านว่าอะไรดี” ฟ้าเบื้องบนเป็นพยาน อวี่ฝูหลัวไม่เคยเห็นคนฮั่นคนไหนดำรงตำแหน่งมากมายขนาดนี้พร้อมกันมาก่อนเลยจริงๆ ไม่รู้จริงๆ ว่าจะเรียกเผยเฉียนว่าอย่างไรถึงจะเหมาะสม
“เรียกข้าว่าเจ้าเมืองซ่างจวิ้นเหมือนเดิมนั่นแหละ ฮ่าๆ เพียงแต่ตำแหน่งเจ้าเมืองซ่างจวิ้นของข้าในตอนนี้…” เผยเฉียนหัวเราะ ราวกับกำลังเล่าเรื่องตลก “…ก็เหมือนกับตำแหน่งท่านผู้นำของท่านผู้นำนั่นแหละ…”
อวี่ฝูหลัวขมวดคิ้ว ถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ท่านเจ้าเมืองเผยหมายความว่าอย่างไร”
เผยเฉียนหุบยิ้ม ปั้นหน้าขรึมแล้วกล่าว “ความหมายของข้า ก็คือความหมายที่ข้าพูดนั่นแหละ”
อวี่ฝูหลัวนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยปาก “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านเจ้าเมืองเผยโปรดคืนคนของข้ามาให้ข้าก่อน”
“จะคืนคนให้ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ว่า…” เผยเฉียนลากเสียงยาว “…ครั้งก่อนที่ข้าขนส่งสินค้า มีคนตายไปยี่สิบคน เสียรถม้าไปสี่คัน แล้วก็ยังมีม้าอีก…”
“ม้าสามสิบตัว” อวี่ฝูหลัวตอบอย่างหนักแน่น
เผยเฉียนส่ายหน้า ขืนยอมแลกเปลี่ยนด้วยมูลค่าเท่านี้ เขาก็ขาดทุนย่อยยับสิ “หกสิบตัว”
อวี่ฝูหลัวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเน้นทีละคำ “เต็มที่ แค่ สี่ สิบ”
เผยเฉียนทำทีเป็นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยกถ้วยชาขึ้น
อวี่ฝูหลัวก็ยกชามสุราขึ้นตาม
ทั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้ม ส่งสัญญาณให้กัน ก่อนจะดื่มรวดเดียวจนหมดถ้วย…

0 Comments