ตอนที่ 37 ความหนักใจครั้งใหม่
แปลโดย เนสยังเล่าหงวนตกแทบไม่อยากจะเชื่อ เผยเฉียนอายุยังน้อย เหตุใดจึงรู้จักสิ่งนี้? ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งนี้เขาก็เพิ่งจะประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่สดๆ ร้อนๆ เผยเฉียนจะรู้ล่วงหน้าได้อย่างไร? หรือว่าในโลกนี้จะมีผู้ที่เกิดมาพร้อมสติปัญญาอันล้ำเลิศจริงๆ?
เผยเฉียนมองดู “ลูกคิด” ในที่สุดก็เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกคุ้นเคยแต่ขัดตา ที่คุ้นเคยก็เพราะหลักการคำนวณนี้เขาเคยเรียนมาตั้งแต่ชั้นประถม แต่ที่ขัดตาก็คือลูกคิดอันนี้ต้องใช้มือหยิบลูกปัดใส่เข้าไปในช่องว่างตรงกลาง ไม่ได้มีแกนไม้ร้อยผ่านรูลูกปัดให้ขยับขึ้นลงได้
“เหตุใดจึงไม่ใช้ก้านไม้ร้อยมันไว้เล่า?” เผยเฉียนคิดอย่างไรก็พูดออกไปอย่างนั้น
“ใช้ก้านไม้ร้อยสิ่งใดรึ?” เล่าหงวนตกถามเผยเฉียนด้วยความไม่เข้าใจ หรือว่าเครื่องมือที่เขาอุตส่าห์เค้นสมองคิดมาอย่างยากลำบากนี้ จะยังมีจุดบกพร่องอยู่จริงๆ?
“เอ่อ…” เผยเฉียนเริ่มลังเล นี่เขาเผลอไปเปิดประตูนวัตกรรมอะไรแปลกๆ เข้าให้แล้วหรือเปล่า?
ลูกคิดของจีนโบราณเริ่มมีรูปแบบที่ชัดเจนเมื่อไหร่กันนะ? สมัยราชวงศ์ถังหรือก่อนหน้านั้น? แต่ที่แน่ๆ คือในสมัยราชวงศ์ซ่งมีใช้กันแล้ว จำได้ว่าในภาพวาด ‘เช็งเม้งเจี้ยงหอถู’ (ภาพเทศกาลเช็งเม้งริมน้ำ) ก็มีรูปเครื่องคิดเลขที่มีลักษณะแทบจะเหมือนกับลูกคิดในปัจจุบันวางอยู่บนเคาน์เตอร์ร้านค้า
การเผยแพร่ความรู้เรื่องลูกคิดตอนนี้จะส่งผลกระทบอะไรไหมนะ? เผยเฉียนคิดในใจ แต่ในเมื่อพูดออกไปแล้วจะถอนคำพูดก็คงไม่ทัน จึงขอแผ่นกระดาษมาวาดรูปรูปร่างของลูกคิดในยุคหลังลงไปคร่าวๆ
เล่าหงวนตกชิงคว้ากระดาษไปก่อนที่ชัวหยงจะทันได้หยิบ พลางพยักหน้าไม่หยุดและเอ่ยชมไม่ขาดปาก “จริงด้วย! เหตุใดข้าจึงนึกไม่ออก… ทำเช่นนี้ย่อมไม่ต้องกลัวลูกปัดหาย อีกทั้งลูกปัดในแกนเดียวกัน ค่าบนค่าล่างก็เสริมกันได้ดียิ่งนัก เยี่ยมยอดจริงๆ!”
การที่ “ค่าบนค่าล่างเสริมกัน” นั้น หมายถึงการเรียกรางบนว่าลูกปัดสวรรค์ และรางล่างว่าลูกปัดดิน เมื่อนำมาคำนวณร่วมกันก็สอดคล้องกับหลักฟ้า ดิน มนุษย์ นั่นเอง
ทว่าเล่าหงวนตกก็ยังพบบางจุดที่ไม่เข้าใจ เขาชี้ไปที่รูปลูกคิดที่เผยเฉียนวาดแล้วถามว่า “เหตุใดจึงต้องให้ลูกปัดสวรรค์มีสองลูก และลูกปัดดินมีห้าลูกเล่า?” หากใช้เลขฐานสิบ ลูกปัดบนสุดและล่างสุดอย่างละลูกก็แทบจะไม่ได้ใช้ แต่เผยเฉียนก็แค่วาดตามความคุ้นเคยของลูกคิดสมัยใหม่ลงไปโดยไม่คิดอะไรมาก
เผยเฉียนเองก็ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมลูกคิดสมัยใหม่ถึงต้องมีลูกปัดเพิ่มขึ้นมา จึงตอบไปส่งๆ ว่า “ลูกปัดดินห้าเม็ดปัดขึ้นเป็นหนึ่งสิบ ลูกปัดสวรรค์สองเม็ดปัดขึ้นเป็นหลักใหม่ เพื่อความสะดวกในการคำนวณน่ะครับ”
“ลูกปัดดินห้าเม็ดปัดขึ้นเป็นหนึ่งสิบ ลูกปัดสวรรค์สองเม็ดปัดขึ้นเป็นหลักใหม่…” เล่าหงวนตกฟังแล้วก็พยักหน้าทีส่ายหน้าที จนเผยเฉียนเดาไม่ออกว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่
ความจริงแล้วเผยเฉียนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ และไม่รู้ประวัติศาสตร์การพัฒนาของลูกคิดว่ามีการวิวัฒนาการอย่างไร
ในเส้นทางการพัฒนา ลูกคิดค่อยๆ แพร่หลายจากเหล่านักคณิตศาสตร์ไปสู่ผู้คนที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับตัวเลขเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือเหล่าพ่อค้าแม่ค้า และในสมัยโบราณไม่ได้มีเพียงระบบเลขฐานสิบ แต่ยังมีระบบเลขฐานสิบหกด้วย อย่างเช่นน้ำหนักหนึ่งชั่งมีสิบหกตำลึง ดังนั้นเหล่าพ่อค้าจึงเพิ่มลูกปัดสวรรค์และลูกปัดดินลงไปอย่างละเม็ด เพื่อให้ผลรวมของลูกปัดในแกนเดียวเท่ากับสิบห้า ซึ่งจะทำให้ใช้คำนวณได้ทั้งเลขฐานสิบและสิบหกนั่นเอง
เล่าหงวนตกจ้องมองเผยเฉียนด้วยสายตาเป็นประกาย หากก่อนหน้านี้ที่บอกว่าอยากรับเป็นศิษย์เป็นเพียงคำพูดเล่นๆ ตอนนี้เขากลับตั้งใจจริงเสียแล้ว เด็กคนนี้เชี่ยวชาญทั้งตำราคณิตศาสตร์ และยังปรับปรุงลูกคิดที่เขาอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจคิดมาได้ในชั่วพริบตา เฮ้อ น่าเสียดายที่โดนตาแก่ชัวหยงชิงตัดหน้าไปก่อน
ชัวหยงที่สังเกตเห็นท่าทีของเล่าหงวนตกก็พอจะเดาออก จึงรีบตัดบทว่า “จื่ออวิ๋นเป็นศิษย์ที่ข้าเพิ่งรับมา แม้จะเข้าสำนักแล้วแต่ยังไม่ได้เลือกฤกษ์ดีทำพิธี ประจวบเหมาะกับพรุ่งนี้เป็นวันเปิดเรียนฤดูใบไม้ร่วงที่สำนักไท่เสวีย งั้นก็จัดพิธีร่วมกันไปเลย หากท่านหงวนตกพอมีเวลาว่าง จะมาเป็นสักขีพยานหน่อยได้ไหม?”
โดยปกติสำนักไท่เสวียในยุคฮั่นจะรับนักศึกษาใหม่สองครั้งต่อปี คือช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ก่อนหน้านี้สำนักไท่เสวียเคยถูกปิดไปช่วงหนึ่งเนื่องจากเหตุการณ์กวาดล้างพรรคพวกต้องห้าม แต่หลังจากพระเจ้าฮั่นเลนเต้ทรงอภัยโทษให้จึงมีการเปิดการเรียนการสอนอีกครั้ง
เล่าหงวนตกมองชัวหยงแล้วพยักหน้าพลางทอดถอนใจ “ข้าย่อมต้องไปแน่นอน” คราวนี้หมดหวังจริงๆ แล้ว เด็กคนนี้กลายเป็นคนของชัวหยงไปเสียแล้ว แต่ว่า หึหึ…
ชัวหยงเห็นเล่าหงวนตกตอบตกลงก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม เขาสั่งให้เผยเฉียนกลับไปเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อไม่ให้พลาดพิธีในวันพรุ่งนี้ แล้วจึงให้เผยเฉียนกลับบ้านไปก่อน
เมื่อเผยเฉียนเดินออกจากจวนตระกูลชัว เขายังรู้สึกแทบไม่อยากจะเชื่อ เพียงไม่กี่วันเขาก็ขยับฐานะขึ้นมาได้ขนาดนี้เลยหรือ?
คำว่า “กลับไปเตรียมตัว” ของชัวหยงนั้นหมายถึงอะไร? ย่อมหมายถึงการเตรียมพิธีคารวะอาจารย์อย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายความว่าหลังจากพิธีที่สำนักไท่เสวียในวันพรุ่งนี้ เผยเฉียนจะสลัดคำว่า “ศิษย์จดชื่อ” ทิ้งไป และกลายเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของชัวหยง
ช่างเป็นโชคดีที่มาเยือนกะทันหันเสียจริง…
ทว่า จู่ๆ เผยเฉียนก็นึกถึงปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งจนรู้สึกปวดหัว เดิมทีเขาตั้งใจจะใช้ข้ออ้างเรื่องการไปศึกษาต่อที่เกงจิ๋วเพื่อหนีออกจากลั่วหยางในอีกไม่กี่วันนี้ แต่ตอนนี้เขากลายเป็นลูกศิษย์ของชัวหยงไปแล้ว หากยังใช้เหตุผลเดิมมันก็คงจะดูตลกสิ้นดี แล้วเขาจะหาทางออกจากลั่วหยางได้อย่างไร?
หากออกไปไม่ได้ แล้วเขาจะรักษาชีวิตน้อยๆ นี้ให้รอดพ้นจากพายุการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ช่างเป็นเรื่องที่ “แผนการตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลง” เสียจริงๆ แล้วเขาควรจะทำอย่างไรดี?
________________________________________
ความจริงแล้วในตอนนี้ ผู้ที่มีเรื่องให้หนักใจไม่ได้มีเพียงเผยเฉียนคนเดียว
อ้วนหงุยเองก็เป็นหนึ่งในนั้น หลังจากที่อ้วนเสี้ยวหนีออกจากเมืองไป เขาก็รู้สึกกลัดลุ้มเป็นอย่างยิ่ง
การจากไปของอ้วนเสี้ยวไม่ต่างอะไรกับการประจานความขัดแย้งระหว่างบุตรภรรยาเอกและภรรยารองของตระกูลอ้วนให้คนทั้งโลกได้รับรู้ ปกติเรื่องเช่นนี้มักจะเกิดขึ้นในทุกตระกูลใหญ่ แต่ส่วนใหญ่มักจะจัดการกันเงียบๆ ภายใน น้อยนักที่จะมีคนทำเรื่องให้เอิกเกริกจนรู้กันไปทั่วอย่างที่อ้วนเสี้ยวทำ
และที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องนี้กลับถูกผู้อื่นนำไปใช้ประโยชน์
ตั๋งโต๊ะไอ้คนชั่วนั่น กลับแต่งตั้งให้อ้วนเสี้ยวเป็นเจ้าเมืองปุดไฮ! นี่มันชัดเจนว่าต้องการสุมไฟให้สองพี่น้องตระกูลอ้วนห้ำหั่นกันเอง แต่อ้วนหงุยกลับไม่สามารถคัดค้านได้เลย
ตระกูลอ้วนแสดงตัวมาโดยตลอดว่าเป็นผู้ยึดมั่นในผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก เป็นสัญลักษณ์ของขุนนางสายสะอาด ตอนนี้ตั๋งโต๊ะอ้างนามของราชสำนัก บอกว่าแม้อ้วนเสี้ยวจะมีโทสะไปบ้างแต่ก็ยังเป็นผู้มีความสามารถ จึงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองปุดไฮเพื่อปกป้องราษฎรและปราบปรามโจรผู้ร้าย ถือเป็นการให้โอกาสไถ่โทษด้วยผลงาน…
ตั๋งโต๊ะวางหมากดักไว้ทุกทาง แล้วอ้วนหงุยจะพูดอะไรได้? จะไม่ให้อ้วนเสี้ยวรับตำแหน่งหรือ? แล้วจะใช้เหตุผลอะไรล่ะ? จะบอกว่าลูกหลานตระกูลอ้วนไร้ความสามารถ? หรือไม่อยากทำงานให้ราชสำนัก? หรือไม่อยากไถ่โทษ? หรือจะให้ส่งหมายจับออกไปตามล่ากันทั่วแผ่นดิน?
แม้อ้วนหงุยจะอยากให้ตั๋งโต๊ะสั่งตามล่าจริงๆ แต่กฎหมายของราชวงศ์ฮั่นก็ระบุไว้ว่าญาติสามารถปกป้องและซ่อนเร้นความผิดให้กันได้ แล้วอ้วนหงุยจะกล้าฝืนกฎหมายไปทำเรื่อง “ทำลายญาติเพื่อความชอบธรรม” จริงๆ หรือ?
คำว่า “ทำลายญาติเพื่อความชอบธรรม” ในยุคฮั่นไม่ใช่คำชมเลยแม้แต่น้อย หากทำเช่นนั้นชื่อเสียงของตระกูลอ้วนจะป่นปี้หมด ดังนั้นอ้วนหงุยจึงทำได้เพียงกัดฟันยอมรับไป
แต่จะปล่อยให้ตั๋งโต๊ะและลิยูคอยแทรกแซงเรื่องภายในของตระกูลอ้วนเช่นนี้ต่อไป อ้วนหงุยคิดอย่างไรก็ไม่ยินยอม เขาจึงสั่งให้คนไปตามอ้วนสุดมาพบ
ในเมื่อเรื่องมันปิดไม่มิดแล้ว ก็สู้เปิดเผยมันออกมาให้โลกเห็นไปเลย! ให้ทุกคนได้ประจักษ์ถึงบารมีของตระกูลอ้วนผู้เป็นขุนนางระดับซานกงสี่ชั่วอายุคน!

0 Comments