ตอนที่ 369 ทิศทางที่เลือก
แปลโดย เนสยังความเคลื่อนไหวภายในค่ายใหญ่สร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกคน ไม่นานนักแม่ทัพอีกสองคนคือโฮจ๋ายและลิเลกก็รีบรุดมาถึง
“กุยงิวเกาะ! พูดมา! ท่านแม่ทัพใหญ่กุยต้าถูกเจ้าฆ่าใช่หรือไม่?!” ฮันเซียมตวาดลั่น
กุยงิวเกาะซึ่งถูกมัดอยู่บนพื้นส่ายหน้าอย่างลุกลี้ลุกลนพลางแก้ตัวว่า “ไม่! ไม่ใช่ข้านะ! ข้าจะฆ่าท่านอาของตัวเองได้อย่างไร!”
เอียวฮองขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “แต่เมื่อหลายวันก่อน ตอนที่เจ้าถูกลงทัณฑ์ เจ้าไม่ได้เอาแต่ด่าทอว่าตาเฒ่าสมควรตายหรอกหรือ”
“ข้า… ตอนนั้นข้า… ตอนนั้นข้า…” กุยงิวเกาะพูดตะกุกตะกัก “ตอนนั้นข้าเจ็บจนเลอะเลือนไปหมดไม่ใช่หรือไง…”
ลิเลกที่อยู่ด้านข้างแค่นเสียงเย็นชา “ดังนั้นวันนี้พอแผลหายดีแล้ว ก็เลย ‘เลอะเลือน’ เดินมาถึงที่นี่งั้นสิ?”
จู่ๆ ฮันเซียมก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่ถูก มีบางอย่างไม่ถูกต้อง…”
กุยงิวเกาะดีใจเป็นล้นพ้น นึกว่าในที่สุดฮันเซียมก็ยอมเชื่อและเข้าใจตนแล้ว เขามองฮันเซียมด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง ทว่ากลับไม่คาดคิดเลยว่าฮันเซียมไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อย แต่กลับถามขึ้นว่าองครักษ์สองคนที่อยู่หน้ากระโจมหายไปไหนต่างหาก
ไม่นานนักก็พบศพขององครักษ์หน้ากระโจมท่านแม่ทัพใหญ่กุยต้าทั้งสองนาย อยู่ที่มุมหนึ่งไม่ไกลจากกระโจมของกุยต้านัก ทั้งสองกระอักเลือดสีดำออกมา ในขณะเดียวกันข้างๆ ศพยังพบซากไก่ย่างที่เหลืออยู่บางส่วนและสุราที่เหลืออีกหนึ่งกา
ศพขององครักษ์และเศษอาหารที่เหลือถูกโยนลงตรงหน้ากุยงิวเกาะ ทำเอาฝุ่นดินสีเหลืองฟุ้งกระจายไปทั่ว
ฮันเซียมมองดูซากไก่ย่างและสุรากานั้น แล้วหันไปสั่งทหารเลวว่า “ไปจูงหมามาตัวหนึ่ง!”
“เอ๊ะ ขอรับ!” ทหารเลวที่อยู่ด้านข้างวิ่งออกไปได้สองก้าว แล้วก็วิ่งกลับมาถามว่า “เอ่อ คือว่า จะให้ไปจูงมาจากไหนหรือขอรับ”
ฮันเซียมตวาดลั่น “ก็ไปค่ายหลังสิวะ! ไอ้สมองหมู! เมื่อสองวันก่อนค่ายหลังเพิ่งจับหมาป่ามาได้สองสามตัวไม่ใช่หรือไง”
ทหารเลวตกใจจนถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะตอบเสียงอ่อยว่า “เอ่อ… พวกมันถูกกินไปหมดแล้วนี่ขอรับ ท่านแม่ทัพฮันเซียมยังกินไปตั้งสองชาม…”
“หา? ฮ่า…”
“แค่กๆ…” ฮันเซียมแทบจะสำลักน้ำลายตัวเองตาย เขาไอติดๆ กันหลายครั้ง “แค่กๆ งั้นก็ไปจับมาใหม่สิวะ!”
ฮันเซียมตวาดด้วยความโกรธปนอับอาย โดยไม่สนเลยว่าค่ายทหารใหญ่โตตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่ ของกินก็มีอยู่แค่นี้ หมาแมวแถวนี้ถูกกวาดล้างไปจนไม่เหลือซากตั้งนานแล้ว ในเวลาอันสั้นเช่นนี้จะไปหาหมาป่ามาจากไหนได้อีก…
“ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอก” เอียวฮองกล่าว เขาค้อมตัวลงหยิบเศษเนื้อไก่และสุราที่เหลือขึ้นมา ยื่นไปตรงหน้ากุยงิวเกาะแล้วพูดว่า “ท่านแม่ทัพกุย หากท่านคิดว่าตนเองถูกใส่ร้าย เช่นนั้นก็กินของพวกนี้เข้าไปให้หมด แล้วพวกเราจะเชื่อท่าน…”
กุยงิวเกาะมองดูศพขององครักษ์ทั้งสองที่มีสภาพน่าเวทนา ต่อให้เป็นคนโง่ก็รู้ว่าสุราและเนื้อพวกนี้มีปัญหา ใครจะกล้ากินลง เขาเม้มปากแน่น ถดตัวหนีไปด้านหลัง
เอียวฮองก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว กุยงิวเกาะก็ถอยหนีไปหนึ่งก้าว…
โฮจ๋ายที่ยืนดูอยู่นานเอ่ยปากขึ้น “พอเถอะ ท่านแม่ทัพเอียว ไม่ต้องทดสอบแล้ว เรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือของไอ้คนเนรคุณนี่แน่นอน! เมื่อวานข้าได้ยินมาว่า ท่านแม่ทัพกุยต้าเพื่ออยากให้ไอ้เดรัจฉานนี่ฟื้นตัวโดยเร็ว จึงจงใจให้คนนำเนื้อไก่และสุราไปให้ ไม่คิดเลยว่า… เฮ้อ…”
เอียวฮองหยุดฝีเท้า โยนสุราและเนื้อไก่ใส่ตัวกุยงิวเกาะด้วยสีหน้าซับซ้อน ถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง แล้วยืดตัวขึ้น
กุยงิวเกาะร้องไห้คร่ำครวญ “ไม่ใช่แบบนั้นนะ! สุรากับเนื้อไก่เมื่อวานข้ากินไปหมดแล้ว! กินหมดเกลี้ยงเลย… สุรากับเนื้อนี่ไม่ใช่ของข้านะ… โฮๆ ไม่ใช่ของข้าจริงๆ…”
ลิเลกแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน เอ่ยว่า “งั้นเจ้าก็คงจะบอกด้วยสินะว่าดาบที่ค้นเจอจากตัวเจ้าเล่มนี้ ก็ไม่ใช่ของเจ้าเหมือนกัน?”
“ใช่! ใช่แล้ว! ดาบเล่มนี้ข้าก็เก็บมาได้! ไม่ใช่ของข้า! ข้าเก็บมาได้ที่หน้ากระโจมใหญ่!” กุยงิวเกาะราวกับไม่เข้าใจความหมายประชดประชันของลิเลก รีบละล่ำละลักตอบ
ฮันเซียมถือดาบไว้ในมือ ลูบคลำฝักดาบที่หุ้มด้วยหนังวัวชั้นดีอย่างประณีต ก่อนจะค่อยๆ ชักดาบหวนโส่วออกมา ลวดลายเกล็ดปลาอันงดงามบนใบดาบดึงดูดสายตาของทุกคนราวกับแม่เหล็ก…
และทุกคนก็สังเกตเห็นเช่นกันว่า ที่ปลายสุดของคมดาบ มีคราบสีแดงคล้ำหลงเหลืออยู่…
“นี่คือดาบชั้นดีที่ผ่านการตีมาอย่างน้อยห้าสิบครั้ง หากนำไปขายในตลาด อย่างน้อยต้องได้ราคานับหมื่นอีแปะ…” ฮันเซียมลูบคมดาบที่คมกริบ มองกุยงิวเกาะราวกับมองศพไร้วิญญาณ “…เจ้าบอกว่าเก็บดาบเล่มนี้มาได้งั้นรึ ฮ่าๆๆ หากดาบเล่มนี้เป็นของเจ้า เจ้าจะยอมทิ้งดาบราคาหมื่นทองนี่ไว้บนพื้นส่งเดชอย่างนั้นหรือ”
ลิเลกเบ้ปาก เอ่ยอย่างดูแคลน “มารดามันเถอะ! ไอ้เดรัจฉานนี่! เมื่อหลายวันก่อนไอ้เดรัจฉานนี่เพิ่งจะลงเขาไปปล้นหมู่บ้านมาไม่ใช่หรือ ดาบเล่มนี้น่ะสิ… หึหึ เจ้าคิดว่าบนเขาของพวกเรา ใครจะมีดาบชั้นดีแบบนี้ได้อีก”
ฮันเซียมแค่นเสียงเย็น จู่ๆ ก็ก้าวพรวดไปข้างหน้า เงื้อดาบขึ้นหมายจะฟัน แต่กลับถูกเอียวฮองรั้งแขนเอาไว้ ฮันเซียมถลึงตาใส่ มองเอียวฮองอย่างเอาเรื่อง “ท่านแม่ทัพเอียว! เจ้าหมายความว่าอย่างไร!”
“ข้าแค่รู้สึกว่าฟันมันให้ตายด้วยดาบเดียวแบบนี้มันง่ายเกินไป ควรจะควักหัวใจและตับของมันออกมาเซ่นไหว้ต่อหน้าท่านแม่ทัพกุยต้า เพื่อเป็นการระบายความแค้นให้กับท่าน…”
ฮันเซียมชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะลั่น หลังจากหัวเราะไปสองเสียง เขาก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าเหี้ยมเกรียม “มีเหตุผล! เด็กๆ ลากตัวไอ้เดรัจฉานนี่ไปตรงหน้าท่านแม่ทัพกุยต้า! ผ่าท้องควักไส้! ข้าอยากจะดูนักว่าหัวใจและตับของไอ้เดรัจฉานนี่มันดำสนิทไปหมดแล้วหรือยัง!”
________________________________________
ท่านแม่ทัพใหญ่กุยต้าสิ้นใจแล้ว
ท่านแม่ทัพใหญ่กุยต้าผู้เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกร สร้างชื่อเสียงอันน่าเกรงขามให้กับกองทัพไป๋ปัวจากสองมือเปล่า บัดนี้ได้สิ้นใจลงแล้วเช่นนี้เอง
ตายไปแล้ว
และก็จบลงเพียงเท่านั้น
ไม่มีใครล่วงรู้อดีตของท่านแม่ทัพกุยต้า และไม่มีใครจำได้ว่าแท้จริงแล้วเขาชื่อแซ่อะไร ย่อมไม่มีใครสนใจว่าเขาชื่ออะไรกันแน่
ขุดหลุมใต้ผืนดินเหลือง แล้วก็ฝังกลบลงไป
เปรียบเสมือนชามกินข้าวที่เผลอทำตกแตก แม้จะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่พอถึงมื้อหน้าก็ลืมเลือนไปเสียแล้ว
กุยงิวเกาะถูกควักหัวใจและตับออกมาเซ่นไหว้กุยต้า กองกำลังภายใต้การนำของเขาก็ถูกแม่ทัพทั้งสี่ที่เหลือแบ่งปันกันไปในพริบตา แต่ปัญหาที่วางอยู่ตรงหน้าแม่ทัพทั้งสี่ก็คือ ก้าวต่อไปจะเอาอย่างไรดี
จะไปทางไหนต่อ
ก่อนหน้านี้ปัญหาแบบนี้กุยต้าจะเป็นคนตัดสินใจ แต่ตอนนี้พวกเขาต้องเป็นคนตัดสินใจเองแล้ว
“ถ้าไม่รอดก็ไปที่เขาเยียนซานเถอะ” โฮจ๋ายเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพูดขึ้น “ถึงอย่างไรที่นั่นก็มีพี่น้องร่วมอุดมการณ์อยู่”
ลิเลกแค่นเสียงฮึดฮัด “ไปเขาเยียนซาน ดีสิ ไปแล้วพวกเราจะได้เป็นใหญ่ หรือว่าท่านแม่ทัพใหญ่เตียวจะได้เป็นใหญ่กันล่ะ”
ทั้งสี่คนตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
ก็อุตส่าห์ตะเกียกตะกายขึ้นมาได้ถึงจุดนี้แล้ว จะมีใครยอมถอยกลับไปง่ายๆ เล่า
“ถ้าอย่างนั้น ก็ไปคิจิ๋วสิ ที่นั่นของเยอะ ปล้นสักรอบก็พอให้พวกเราอยู่ดีกินดีไปได้อีกพักใหญ่เลยนะ!” โฮจ๋ายครุ่นคิดอีกครั้ง แล้วเสนอแนะขึ้นมา
“ไอ้โง่! ไปคิจิ๋ว พอออกจากภูเขาหลี่เหลียงก็เป็นที่ราบแล้ว ของเยอะน่ะไม่ผิดหรอก แต่มารดามันเถอะ ทหารของเมืองก็เยอะตามไปด้วย! ถ้าถูกล้อมขึ้นมา จะตายยังไงก็ยังไม่รู้เลย!” ลิเลกตะโกนเสียงดัง เขาไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่สองของโฮจ๋ายเลยแม้แต่น้อย
“มารดามันเถอะ! นี่ก็ไม่ได้ นั่นก็ไม่ได้ เจ้าเก่งนัก เจ้าก็ลองคิดหาวิธีมาสักวิธีสิวะ!” โฮจ๋ายที่ถูกปฏิเสธติดๆ กันสองครั้งก็เริ่มหมดความอดทน ตะคอกกลับไปบ้าง
ลิเลกตอบกลับ “ถึงยังไงที่เจ้าคิดมาก็มีแต่ความคิดห่วยๆ ทั้งนั้น!”
“แล้วเจ้าจะให้ไปไหนล่ะ”
“ยังไงก็ไม่ไปในที่ที่เจ้าบอกก็แล้วกัน!”
ฮันเซียมนั่งกางขาอย่างผ่าเผย มองโฮจ๋ายกับลิเลกที่กำลังเถียงกันหน้าดำหน้าแดงจนปวดหัว จู่ๆ ก็หันไปเห็นเอียวฮองนั่งเงียบๆ ไม่พูดไม่จาอยู่ด้านข้าง จึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า “ท่านแม่ทัพเอียว ท่านคิดว่าพวกเราควรจะไปที่ไหนดี”
โฮจ๋ายและลิเลกหยุดเถียงกัน แล้วหันไปมองเอียวฮองเช่นกัน
เอียวฮองก้มหน้าครุ่นคิดอยู่อย่างเงียบๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวว่า “ไปเขาเยียนซานก็เป็นทางออกหนึ่ง แต่ถ้าพวกเราไป ก็เท่ากับต้องยอมเดินตามหลังคนอื่น ไปคิจิ๋วแม้จะดี แต่ปัญหาหนึ่งก็คือเรื่องทหารเมืองที่ท่านแม่ทัพลิพูดถึง และอีกปัญหาหนึ่งก็คือ ตอนนี้ที่คิจิ๋วมีคนของตระกูลอ้วนอยู่ ถ้าขืนไป…”
สี่ชั่วอายุคนเป็นถึงซานกงเชียวนะ พวกเขารู้ดีว่าตัวเองมีน้ำยาแค่ไหน จะให้ไปต่อกรกับตระกูลที่มีชื่อเสียงระดับแผ่นดินอย่างนั้นหรือ
รนหาที่ตายชัดๆ!
“ดังนั้น… ข้อเสนอของข้าคือ ให้ไปที่ฮอตั๋ง!”
(ท้ายตอนกล่าวว่า ฮันเซียมเองก็เคยเป็นถึงมหาอุปราช…)

0 Comments