ตอนที่ 338 แผลพุพอง
แปลโดย เนสยังโชคดีที่วันนี้แดดออกกำลังดี ดินโคลนบนถนนใหญ่ไม่ได้เฉอะแฉะมากนัก พื้นถนนค่อนข้างแห้งและราบเรียบ ความเร็วในการเคลื่อนที่ของขบวนรถม้าจึงไม่ถือว่าช้าเกินไปนัก
รถม้ากว่าสามร้อยคันเรียงรายกันเป็นแถวยาวเหยียด มองไม่เห็นหัวท้าย ยาวออกไปกว่าหนึ่งลี้ บนรถม้าแต่ละคันบรรทุกถุงเสบียงจนเต็ม คลุมทับด้วยผ้าใบกันฝน มีเชือกป่านเส้นเขื่องมัดรัดจนเป็นรอยลึก
คนขับรถม้าสองคนที่อยู่บนรถคันหนึ่งกำลังคุยกระซิบกระซาบกัน
“พี่ชาย นี่เราจะไปไหนกันเนี่ย? ดูท่าทางจะไม่ถูกทิศนะ?” คนขับรถม้าที่อายุน้อยกว่าถาม พลางดึงสายบังเหียนเบาๆ เพื่อบังคับทิศทางรถม้า
“นี่มันทางไปซือลี่” คนขับรถม้าที่อายุมากกว่าตอบ พลางหรี่ตาและเอนตัวพิงอย่างเกียจคร้าน
คนขับรถม้าที่อายุน้อยกว่าพยักหน้า แล้วพูดว่า “ใช่ไง ข้าถึงได้ว่ามันแปลกๆ พี่ชาย ข่าวเขาบอกว่าจะไปซ่างจวิ้นไม่ใช่หรือ ทำไมถึงเปลี่ยนไปซือลี่ได้ล่ะ?”
คนขับรถม้าแก่หัวเราะหึๆ ตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า “ข้าจะไปรู้ได้ยังไง? เอ็งคิดว่าข้าเป็นคนใหญ่คนโตหรือไงเล่า”
“ก็พี่ชายเดินทางไปทั่วเหนือลึกใต้ รู้จักโลกมาเยอะ ข้าก็เลยถามดูไง” คนขับรถม้าหนุ่มหัวเราะสองสามที หันไปมองหน้ามองหลัง แล้วพูดต่อว่า “รถเยอะขนาดนี้ จึ๊ๆ ถ้าบรรทุกแต่เสบียงล้วนๆ คงเป็นพันๆ สือเลยมั้ง?”
“หลายพันสือเรอะ?” คนขับรถม้าแก่หัวเราะเยาะ เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นด้วยกับสายตาของคนหนุ่ม “อย่างน้อยก็เป็นหมื่นสือโว้ย!”
ความจริงคนขับรถม้าแก่ก็ทายไม่ถูกเหมือนกัน เพราะเที่ยวนี้บรรทุกเสบียงมาทั้งหมดสี่หมื่นห้าพันสือ
ชุยโฮ่วเดินตามเผยเฉียนมาด้วยความรู้สึกทั้งดีใจและกังวลใจ อดไม่ได้ที่จะคิดมาก รถและม้าตั้งมากมาย เสบียงอาหารก็มหาศาล แต่กลับมีทหารคุ้มกันแค่แปดร้อยนาย แถมครึ่งหนึ่งยังเป็นทหารใหม่อีก ความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงจริงๆ
โชคดีที่ระยะทางจากอันอี้ไปส่านจิน หากควบม้าเร็วก็ใช้เวลาแค่วันเดียว ต่อให้ใช้ความเร็วของขบวนเกวียนในตอนนี้ ก็ใช้เวลาแค่สองวัน พอจะทำให้ชุยโฮ่วเบาใจลงได้บ้าง
เรียกได้ว่าครั้งนี้ชุยโฮ่วทุ่มหมดหน้าตัก จึงต้องแบกรับความกดดันอย่างหนัก ทำให้จิตใจไม่ค่อยสงบนัก
เผยเฉียนมองชุยโฮ่ว ย่อมเข้าใจดีว่าชุยโฮ่วกำลังกังวลเรื่องอะไร แต่บางเรื่องไม่ใช่แค่ใช้คำพูดปลอบใจแล้วจะช่วยได้ ต้องให้เห็นด้วยตาตัวเองถึงจะเชื่อ ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะพูดปลอบใจชุยโฮ่วให้มากความ
และเผยเฉียนเองก็ไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจความกังวลของชุยโฮ่วด้วย เพราะตัวเขาเองกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่และทรมานกว่ามาก…
การต้องขี่ม้าติดต่อกันสองวัน ทำให้ทักษะการบังคับม้าของเผยเฉียนพัฒนาขึ้นมาก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้ต้นขาด้านในของเขาเสียดสีจนเกิดแผลพุพอง ทุกจังหวะที่ม้ากระดอนขึ้นลง มันช่างกระตุ้นความเจ็บปวดจนแทบจะทนไม่ไหว
เมื่อก่อนตอนที่ส่วนใหญ่นั่งรถม้า แม้จะไม่ค่อยสบายนัก แต่ก็แค่กระแทกกระทั้นนิดหน่อย แถมยังมีเบาะขนสัตว์รองรับแรงกระแทกได้บ้าง แต่การขี่ม้ามันต่างออกไป ต้องใช้สองขาหนีบตัวม้าไว้ตลอดเวลา ผิวหนังบริเวณต้นขาด้านในก็บอบบางอยู่แล้ว…
ดังนั้นตอนนี้เผยเฉียนจึงทุ่มเทสมาธิส่วนใหญ่ไปกับการต่อสู้กับความเจ็บปวดทางร่างกาย จึงไม่มีกะจิตกะใจจะไปใส่ใจสีหน้ากังวลของชุยโฮ่ว แม้จะมองเห็นอยู่ก็ตาม
การเลือกขี่ม้าเป็นสิ่งที่เผยเฉียนคิดทบทวนมาอย่างดีแล้ว เพราะเมื่อเข้าสู่เขตซ่างจวิ้นจริงๆ จะต้องใช้ชีวิตคลุกคลีกับม้าเป็นเวลานาน หากยังนั่งรถม้าอยู่ ก็จะทำให้เคลื่อนไหวได้จำกัด สู้รีบฝึกขี่ม้าให้ชินตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า ไม่อย่างนั้นเมื่อถึงเวลาคับขัน จะมาฝึกเอาตอนนั้นก็คงไม่ทันการแล้ว
เมื่อขบวนรถเลี้ยวผ่านป่าผืนหนึ่ง จู่ๆ ก็มีทหารม้าลาดตระเวนหลายนายปรากฏตัวขึ้นที่ปลายถนน ทำให้เกิดความตื่นตระหนกขึ้นในขบวนรถเล็กน้อย แต่ความตื่นตระหนกนั้นก็สงบลงอย่างรวดเร็ว เพราะหลังจากทหารม้าลาดตระเวนกลุ่มนั้นเห็นธงของเผยเฉียน พวกเขาก็แบ่งคนสองคนกลับไปรายงาน ส่วนที่เหลือก็ค่อยๆ ขี่ม้าเข้ามาใกล้ โดยไม่ได้มีทีท่าเป็นศัตรูแต่อย่างใด
ทหารม้าคนหนึ่งขี่เข้ามาใกล้ๆ มองพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะจำเผยเฉียน หวงเฉิง และคนอื่นๆ ได้ จึงขี่ม้าเข้ามาหาเผยเฉียน กำลังจะทำความเคารพและทักทาย แต่กลับต้องตกใจกับสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของเผยเฉียน เขาถามตะกุกตะกักว่า “คารวะท่านข้าหลวงเผย… เอ่อ… ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
“ซี้ด… ค่ายของนายพลเหวินหย่วน (เตียวเลี้ยว)… อยู่ไกลแค่ไหน?” เผยเฉียนกลั้นปวดถาม
“ไม่ไกลแล้ว พ้นภูเขาลูกเล็กๆ ข้างหน้านี้ก็ถึงแล้ว อีกแค่ยี่สิบลี้เอง…”
“หา? ตั้งยี่สิบลี้?!” เผยเฉียนได้ยินดังนั้น ก็แทบอยากจะขาดใจตาย
________________________________________
เผยเฉียนนั่งกางขาอยู่บนม้านั่งก้มหน้า ทายาอย่างระมัดระวังด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว
จู่ๆ ม่านประตูเต็นท์ก็เปิดออก เตียวเลี้ยวเดินเข้ามา เห็นสภาพของเผยเฉียน ก็สบตากันแล้วอึ้งไปทั้งคู่…
“พี่เหวินหย่วน ท่านเข้ามาในเต็นท์ไม่บอกกล่าวกันหน่อยหรือ?” เผยเฉียนคิดในใจ โชคดีที่ตัวเองไม่ค่อยชินกับการไม่ใส่กางเกงใน เลยหาผ้ามาทำเป็นกางเกงขาสั้นใส่ไว้ ไม่งั้นคงโป๊หมดแล้ว
เตียวเลี้ยวลากม้านั่งมานั่งข้างๆ เผยเฉียน ชะโงกหน้าไปดูแผลพุพองที่ต้นขาของเผยเฉียน แล้วตอบสบายๆ ว่า “ข้าเข้าเต็นท์ตัวเอง ทำไมต้องบอกด้วยล่ะ? เอาน่า ไม่ต้องปิดหรอก ลูกผู้ชายด้วยกันทั้งนั้น แถมไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นสักหน่อย…”
“ไปเห็นตอนไหนเนี่ย?” เผยเฉียนสวนกลับไปตามสัญชาตญาณ แม้จะรู้ว่าเป็นผู้ชายด้วยกัน แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่ค่อยชินอยู่ดี
เตียวเลี้ยวหัวเราะร่วน แล้วพูดว่า “จื่อเยวียน เจ้าลืมไปแล้วหรือ? ตอนอยู่ที่จวนของท่านเวินโหว (ลิโป้) ไง… ฮ่าๆ…”
“เอ่อ… ข้าว่าเรื่องนั้น… ลืมๆ มันไปเถอะ…” เผยเฉียนนึกขึ้นได้ แต่หน้าก็ดำปิ๊ดปี๋ ช่างเป็นความทรงจำที่ไม่น่าจดจำเอาเสียเลย
“เฮ้ ทำแบบนั้นไม่ได้ผลหรอก ให้ข้าช่วยดีกว่า” เตียวเลี้ยวล้วงมีดเล่มเล็กออกมาจากตัว แค่ดูความคมก็รู้ว่าต้องคมกริบแน่ๆ “ต้องเจาะแผลพุพองให้แตกหมดก่อน แล้วค่อยทายา ถึงจะได้ผล แบบนี้พรุ่งนี้ถึงจะค่อยยังชั่ว ไม่งั้นพรุ่งนี้เจ้าก็อย่าหวังว่าจะเดินได้เลย”
“จริงดิ?” เผยเฉียนทำหน้ากึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ
เตียวเลี้ยวพยักหน้าอย่างจริงจัง แล้วบอกว่า “แน่นอนสิ ตอนข้าหัดขี่ม้าใหม่ๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ ถ้าไม่เจาะให้แตก แผลพุพองมันก็จะยิ่งพองใหญ่ขึ้น อาการก็จะยิ่งแย่ลง ทายาไปเยอะแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ ไม่หายหรอก!”
เผยเฉียนฟังแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงพยักหน้าตกลง
“เฮ้ย! เบาๆ หน่อย! อ๊ากก ช้าๆ สิ! โอ๊ย!”
“อย่าแหกปากร้องสิวะ! ทนหน่อย! แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว!”
หวงเฉิง ม้าเอี๋ยน และชุยโฮ่ว ที่ยืนอยู่หน้าเต็นท์ของเตียวเลี้ยว ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของเผยเฉียนดังออกมา ต่างก็ยืดคอยาวเป็นเป็ดโดนบีบคอ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าควรจะเข้าไปดูดีหรือไม่…

0 Comments