You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

แต่ไม่ว่าลิโป้จะดึงดันแค่ไหน เขาก็ยืนกรานว่าตัวเองไม่มีเรื่องอะไรในใจ เมื่อเผยเฉียนและเตียวเลี้ยวเห็นว่าเขาไม่ยอมปริปาก ถามไปก็ไร้ประโยชน์ จึงไม่ได้คาดคั้นอะไรต่อ ปล่อยให้เป็นไปตามที่เขาต้องการ

ปิงโจวยากจน ปิงโจวมีประชากรน้อย ปิงโจวมีพื้นที่จำกัด ปิงโจวมีความขัดแย้งทางชาติพันธุ์รุนแรง…

เรื่องเหล่านี้เผยเฉียนรู้ดี แต่ปิงโจวมีข้อได้เปรียบที่แคว้นอื่นไม่มี นั่นก็คือ ปิงโจวมีตระกูลบัณฑิตน้อย! จากสงครามชายแดนที่ยืดเยื้อมานานปี ทำให้ตระกูลบัณฑิตมากมายอพยพเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ ดังนั้นยิ่งขึ้นเหนือไปในปิงโจว ตระกูลบัณฑิตก็จะยิ่งน้อยลง

เผยเฉียนกล่าวว่า “ตอนที่ข้าเดินทางจากลั่วหยางไปเกงจิ๋วแรกๆ ข้าก็เคยคิดว่าอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของเกงจิ๋วและบุคลากรชั้นยอดจากตระกูลบัณฑิตมากมาย ข้าคงจะหาที่ทางของตัวเองได้ และสามารถแสดงอุดมการณ์ของข้าได้อย่างเต็มที่ แต่พอไปถึงเกงจิ๋วจริงๆ ข้าถึงได้พบว่า หลายสิ่งหลายอย่างไม่ใช่แค่ข้าอยากทำ แล้วจะทำได้ มันต้องขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นอยากจะให้ทำหรือไม่ด้วย…”

“แม้ปิงโจวจะแห้งแล้ง แต่เมื่อเทียบกันแล้ว ทุกอย่างมันก็เรียบง่ายกว่า…” เผยเฉียนกล่าว

ทุกคนล้วนมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่สิ่งที่พวกเขาชอบทำมากที่สุดก็คือการยัดเยียดความคิดของตัวเองให้คนอื่น คอยบอกว่าตรงนี้ไม่ได้ ต้องทำแบบนี้ ตรงนั้นไม่ได้ ต้องทำแบบนั้น เหมือนใยแมงมุมที่พันเกี่ยวทับซ้อนกันไปมาจนน่ารำคาญ และสุดท้ายก็มัดมือมัดเท้าของคนอื่นจนขยับไม่ได้

ลิโป้เห็นว่าเผยเฉียนมีท่าทีแน่วแน่ในการไปปิงโจว จึงไม่ได้ทัดทานอะไรอีก เขาตบเข่าฉาด ลุกขึ้นเดินไปหยิบดาบวงแหวน (หวนโส่วเตา) เล่มหนึ่งมาวางลงบนโต๊ะของเผยเฉียน แล้วกล่าวว่า “นี่คือดาบที่ข้าใช้ตอนอยู่ปิงโจว ขอมอบให้เป็นของขวัญแก่น้องชาย เมื่อไปถึงอู่หยวน อวิ๋นจง เยี่ยนเหมิน หรือซั่วฟาง ชื่อของข้า ลิโป้ ลิเฟิ่งเซียน ก็พอจะมีคนรู้จักอยู่บ้าง…”

พูดจบ ลิโป้ก็ไม่รอให้เผยเฉียนกล่าวขอบคุณ เขาวิ่งกลับไปหิ้วเหยือกเหล้ามาอีกหลายเหยือก แล้วกล่าวว่า “ในเมื่อจื่อเยวียนตัดสินใจแน่วแน่แล้ว วันนี้ข้าก็จะขอเลี้ยงส่งเจ้า! มาๆ คนละเหยือก หมดแล้วยังมีอีก! ฮ่าๆ…” พูดจบก็เริ่มยกเหล้ากรอกปากเป็นคนแรก ทำท่าเหมือนว่าวันนี้ถ้าไม่เมาจะไม่ยอมเลิกรา

เผยเฉียนรู้สึกอ่อนใจ แม้การได้ดาบของลิโป้มาครอบครองจะถือเป็นโชคดีที่คาดไม่ถึง แต่ทำไมทุกครั้งที่จะต้องออกจากลั่วหยาง เขาต้องมานั่งดวลเหล้ากับลิโป้ทุกทีเลยนะ?

เตียวเลี้ยวเองก็ยิ้มๆ หยิบชามเหล้ามาชนกับเผยเฉียน แล้วกล่าวว่า “ปั๋วผิงนำทัพอยู่ข้างนอก ไม่อย่างนั้นเขาก็คงจะมาร่วมเลี้ยงส่งเจ้าด้วยเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้นจื่อเยวียนจะไปปิงโจว ถ้าดื่มเหล้าไม่เก่งคงอยู่ลำบากแน่…”

เอาเถอะ ดื่มก็ดื่ม

แม้ลิโป้จะปากแข็ง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขามีเรื่องหนักใจ บอกว่าจะเลี้ยงส่งเผยเฉียน แต่ตัวเองกลับดื่มเข้าไปมากที่สุด ผ่านไปไม่นานก็เริ่มมีอาการเมามาย…

จู่ๆ ลิโป้ก็ใช้มือตบโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะ แล้วเริ่มร้องเพลง น้ำเสียงทุ้มต่ำและกังวาน แต่ดูเหมือนจะใช้สำเนียงท้องถิ่นของปิงโจว แม้เผยเฉียนจะรู้สึกว่าเพลงเพราะดี แต่กลับฟังไม่ออกเลยสักคำ

เตียวเลี้ยวขยับเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบว่า “ท่านเวินโหวคงจะมีหญิงที่หมายปองแล้วกระมัง… เพลงนี้เป็นเพลงรักพื้นบ้านของจิ่วหยวน…”

ลิโป้เนี่ยนะ? มีหญิงที่หมายปอง? เตียวเสี้ยนงั้นหรือ?

เผยเฉียนตกใจ มีเตียวเสี้ยนอยู่จริงๆ หรือนี่! นึกว่าไม่มีคนชื่อนี้ซะอีก! แล้วเขาควรจะเตือนลิโป้ดีไหม? อย่างไรเสีย ลิโป้ก็ทำดีกับเขามาตลอด

แต่ถ้าเกิดพูดไป นอกจากเรื่องที่ว่าลิโป้จะฟังหรือไม่ฟังแล้ว ลำพังแค่เขาจะอธิบายเรื่องนี้ก็เป็นไปไม่ได้แล้ว…

ลิโป้ยังไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรเลยสักคำ!

หลังจากคิดทบทวนดูแล้ว เผยเฉียนจึงกระซิบกับเตียวเลี้ยวว่า “พี่บุนอ้วน หากมีโอกาสก็ช่วยเตือนท่านเวินโหวหน่อยเถอะ… ด้วยฐานะของท่านเวินโหวในตอนนี้ หญิงที่จะทำให้เขาลำบากใจได้นั้น คงมีไม่กี่คนหรอก…”

เตียวเลี้ยวสะดุ้งเล็กน้อย แล้วพยักหน้าเงียบๆ

ลิโป้เอ๋ย ข้าช่วยเจ้าได้แค่นี้แหละ แต่ถึงเจ้าจะได้เสียกับเตียวเสี้ยนจริงๆ นอกเหนือจากการเพิ่มข้อหาให้โดนด่าอีกหนึ่งข้อแล้ว ดูเหมือนว่า อืม ก็น่าจะ พอรับได้มั้ง…

________________________________________

ชัวเอี้ยมหอบกระดาษปึกหนึ่งเดินเข้าไปในห้องหนังสือ วางกระดาษในอ้อมแขนลงบนโต๊ะหนังสือของชัวหยง แล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อ ข้าจำบันทึกภูมิศาสตร์ปิงโจวได้เท่านี้แหละเจ้าค่ะ… ต้องโทษศิษย์น้องเล็ก ที่ขนม้วนตำราไปจนหมดเลย…”

ชัวหยงไม่ได้สนใจคำบ่นของชัวเอี้ยม เขาวางพู่กันลง หยิบกระดาษขึ้นมาเปิดดู แล้วถามว่า “หลังปีจงผิงที่สี่ก็ไม่มีแล้วหรือ?”

ชัวเอี้ยมตอบอืม แล้วเดินมาข้างกายชัวหยง ชะโงกหน้าดูด้วยความอยากรู้ว่าบิดากำลังเขียนอะไรอยู่ พร้อมกับตอบว่า “หลังปีจงผิงที่สี่เหมือนจะไม่มีการรายงานเข้ามาอีกแล้วนะเจ้าคะ… ท่านพ่อ นี่ท่านกำลังเขียนฎีกาหรือเจ้าคะ?”

ชัวหยงเปิดดูบันทึกภูมิศาสตร์ปิงโจวที่ชัวเอี้ยมเขียนจากความทรงจำ แล้วตอบส่งๆ ว่า “ใช่แล้ว นโยบายกลืนชาติของจื่อเยวียนมีส่วนที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย พ่ออยากจะเขียนมันลงไป เพื่อรายงานต่อราชสำนัก…”

ชัวเอี้ยมมองดูฎีกาที่ชัวหยงเขียนไปได้ครึ่งหนึ่ง พอมองไปมองมาก็ขมวดคิ้ว แล้วถามด้วยความลังเลว่า “ท่านพ่อ ฎีกานี้… เตรียมจะถวายให้ใครหรือเจ้าคะ?”

“แน่นอนว่าต้องถวายให้องค์…” ชัวหยงพูดได้เพียงครึ่งเดียวก็เงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน แล้วชะงักไป

หากถวายให้องค์ฮ่องเต้ ฮ่องเต้เพิ่งจะมีพระชนมายุเพียงสิบพรรษา จะทรงอ่านเข้าใจหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นคือ ฎีกานี้จะถึงพระหัตถ์ของฮ่องเต้หรือไม่ นั่นต่างหากที่เป็นปัญหา

หากมอบให้ตั๋งโต๊ะ แน่นอนว่าตั๋งโต๊ะย่อมอ่านเข้าใจ แต่ในฐานะเซี่ยงกั๋ว ตั๋งโต๊ะจะสนใจฎีกานี้หรือ? เห็นได้ชัดว่าไม่ เพราะตอนนี้ไม่มีเรื่องอะไรสำคัญไปกว่าเรื่องการย้ายเมืองหลวงอีกแล้ว

แล้วจะให้ใครดีล่ะ?

ชัวหยงคิดไปคิดมา สุดท้ายก็ถอนหายใจเบาๆ หยิบพู่กันขึ้นมาเขียนต่อ แล้วค่อยๆ กล่าวว่า “รอให้ข้าเขียนเสร็จ เจ้าช่วยคัดลอกฎีกานี้อีกฉบับ แล้วให้คนนำไปส่งให้จื่อเยวียนพร้อมกับบันทึกภูมิศาสตร์ปิงโจวพวกนี้ด้วยก็แล้วกัน…”

“อ้อ เจ้าค่ะ” ชัวเอี้ยมรับคำ นางไม่ได้รอให้ชัวหยงเขียนจนเสร็จทั้งหมด แต่เดินไปอีกด้านหนึ่ง ดึงกระดาษมาแผ่นหนึ่ง หยิบพู่กันด้ามเล็กจุ่มหมึกสองสามที แล้วเริ่มเขียนฎีกาของชัวหยงที่นางเพิ่งอ่านเจอจากความทรงจำ…

ชัวหยงเขียนทีละขีดทีละเส้นด้วยความหนักแน่นและทรงพลัง แม้จะไม่ได้เขียนช้ามาก แต่ก็ต้องหยุดคิดเพื่อเลือกใช้ถ้อยคำ จึงทำให้เขียนได้ไม่เร็วนัก ในทางกลับกัน ชัวเอี้ยมกลับเขียนด้วยความรวดเร็ว แม้จะรวดเร็ว แต่ตัวอักษรทุกตัวก็ยังคงความงดงามและประณีต แฝงไปด้วยความมีชีวิตชีวา…

ชัวเอี้ยมเขียนไปได้ท่อนหนึ่ง ก็วิ่งไปดูที่ข้างกายชัวหยงสองสามครั้ง แล้วก็กลับมาเขียนต่อ จนสุดท้ายทั้งสองคนก็ใช้เวลาใกล้เคียงกันและเขียนเสร็จพร้อมกัน

ชัวหยงหัวเราะหึๆ แล้วถามว่า “เอี้ยมเอ๋อร์ เจ้าก็เขียนเสร็จแล้วหรือ? ยังไม่ได้ดูเลยนี่ว่าย่อหน้าสุดท้ายข้าเขียนว่าอะไร”

ชัวเอี้ยมย่นจมูก แล้วกล่าวอย่างไม่แยแสว่า “ย่อหน้าสุดท้ายของฎีกาทุกฉบับก็คล้ายๆ กันนั่นแหละเจ้าค่ะ ไม่ต้องดูหรอก นี่ไง ไม่เชื่อท่านพ่อลองดูสิเจ้าคะ ว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่?”

ชัวหยงเดินมาดู ก็พบว่านอกจากคำที่ใช้ต่างกันสองสามคำแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความหมายหรือการเชื่อมโยงของเนื้อหา ล้วนไม่มีความแตกต่างกันมากนัก เขาจึงลูบเคราแล้วหัวเราะลั่น “ลูกข้าฉลาดจริงๆ แทบไม่ต่างกันเลย!”

“แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ!” ชัวเอี้ยมได้รับคำชมจากบิดาก็รู้สึกดีใจ ยิ้มจนแก้มปริ

ชัวหยงมีรอยยิ้มบนใบหน้า แต่ในใจกลับถอนหายใจยาว ฮ่องเต้แห่งต้าฮั่นเอ๋ย ข้าทำได้เพียงเท่านี้ แม้ฎีกาฉบับนี้พระองค์อาจจะไม่ได้ทอดพระเนตร แต่ในฐานะขุนนาง ข้าก็ยังคงต้องเขียนมันขึ้นมา…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note