ตอนที่ 304 นิมิตมงคล
แปลโดย เนสยังเผยเฉียนรู้สึกได้ว่าเส้นเลือดที่ขมับกำลังเต้นตุบๆ ทำไมถึงไม่ยอมเล่นตามบทล่ะ? ลิยู เจ้าเปลี่ยนบทกะทันหันตามใจชอบแบบนี้ แม่เจ้าจะรู้ไหมเนี่ย?
ลิยูยิ้มบางๆ มองดูเผยเฉียนที่อยู่เบื้องล่างบันได
แม้ว่าตอนนั้นจะบรรลุข้อตกลงปากเปล่ากับเผยเฉียนไปบ้างแล้ว แต่ลิยูเป็นใครกัน พอเผยเฉียนคล้อยหลังไป เขาก็รู้ตัวทันทีว่าถูกเผยเฉียนหลอกใช้ไปไม่น้อย
นี่ตัวเองโดนเผยเฉียนซ้อนแผนงั้นรึ?
ความรู้สึกนี้ช่างน่าสนใจจริงๆ
แม้จะทำให้รู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจหรือต่อต้านอะไร เพราะตัวลิยูเองก็ได้ผลประโยชน์เช่นกัน
เหตุผลที่ไม่สบอารมณ์ ก็เพราะวิธีการที่เผยเฉียนเสนอมานั้น เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งคิดได้ภายในวันสองวัน หรือเพิ่งได้มาในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ แต่ต้องเป็นสิ่งที่เตรียมการไว้อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถอธิบายได้อย่างง่ายดายขนาดนี้…
นี่แสดงให้เห็นว่า ในตอนที่เผยเฉียนมาขอหนังสือผ่านทางครั้งก่อน เขายังมีเรื่องที่ปิดบังเอาไว้อยู่อีก!
ลิยูมีความรู้สึกเหมือนกับว่า เผยเฉียนมีแผนการและวิธีการที่ดีอยู่ในมือชัดๆ แต่กลับเอามือซุกกระเป๋า ยืนมองดูลิยูหัวหมุนวุ่นวายอยู่ข้างๆ แล้วค่อยยอมบีบมันออกมาทีละนิดทีละหน่อย ราวกับคนขี้งก เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกับบางสิ่ง…
ที่สำคัญที่สุดคือ ของที่เผยเฉียนยอมคายออกมาด้วยความยากลำบากพวกนี้ ล้วนเป็นของดีทั้งนั้น!
ดังนั้น ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ จุดประสงค์ที่ลิยูเอ่ยปาก อย่างแรกคือเพื่อแสดงความไม่สบอารมณ์ในใจที่ถูกเผยเฉียนหลอกใช้ก่อนหน้านี้ และอีกจุดประสงค์หนึ่งก็คืออยากจะบีบดูอีกสักรอบว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ เผยเฉียนจะคายของดีอะไรออกมาได้อีก…
คำถามนี้ จะมองเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก จะหนักหรือเบาก็ได้ทั้งนั้น
ขึ้นอยู่กับว่าเผยเฉียนจะตอบอย่างไร หากไม่มีวิธีรับมือจริงๆ แค่กลั้นใจตอบไปว่า “ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ” ก็สามารถปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้แล้ว
ทว่า เผยเฉียนไม่ได้คิดจะใช้วิธีที่โง่เขลาที่สุดในการเอาตัวรอดไปแกนๆ
เผยเฉียนทำทีเป็นลังเล ก่อนจะกล่าวอย่างตะกุกตะกักว่า “…หากจะกล่าวถึงสิ่งผิดปกติ ก็มีอยู่เรื่องหนึ่งจริงๆ แต่ข้าน้อยมิกล้ากล่าวส่งเดช…”
พอเผยเฉียนพูดประโยคนี้ออกมา หลายคนแม้สีหน้าจะไม่เปลี่ยน แต่สายตาก็มีแวววูบไหว
ลิยูเองก็นึกไม่ถึง เขามองเผยเฉียนอย่างสนใจ จากนั้นก็หันไปมองตั๋งโต๊ะ
ตั๋งโต๊ะเข้าใจความหมาย จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ซื่อหลางฝ่ายซ้ายจงกล่าวมาเถิด ข้าจะละเว้นโทษให้” เดิมทีคำพูดนี้ฮ่องเต้ควรจะเป็นคนพูด แต่ตอนนี้ตั๋งโต๊ะเป็นคนพูด ก็ไม่มีใครกล้าคัดค้านอะไร
เผยเฉียนประสานมือ กล่าวว่า “ข้าน้อย… เดินทางผ่านหานกู่กวน พักแรมที่จุดพักม้า คืนนั้นได้ยินนายสถานีกล่าวว่า…”
เผยเฉียนหยุดไปชั่วครู่ ราวกับลังเลอยู่พักใหญ่ จึงกล่าวต่อว่า “…ในคืนวันเหรินอู่ เคยมี… แสงสีม่วงปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้าหานกู่กวน…”
คำพูดเพียงคำเดียว ทำให้ทุกคนในที่นั้นตกตะลึง!
เผยเฉียนก้มหน้าลง ทำตัวเหมือนคนซื่อๆ
ในท้องพระโรง พวกสามเสนาบดียังถือว่าสงวนท่าทีอยู่บ้าง แต่เก้าขุนนางและคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างอดไม่ได้ที่จะเริ่มกระซิบกระซาบพูดคุยกัน เกิดเสียงอื้ออึงขึ้นมาทันที
บางทีอาจเป็นเพราะฮั่นเกาจู่ตัวแสบคนนี้เป็นคนแรกที่สร้างเรื่องนิมิตมงคลจากการฟันงูขาว ราชวงศ์ฮั่นทั้งสองยุคจึงเป็นยุคที่มีการเกิดนิมิตมงคลมากที่สุดในประวัติศาสตร์
โดยเฉพาะหลังจากที่ตังจงสูในราชวงศ์ฮั่นตะวันตกได้นำเสนอทฤษฎีการตอบสนองระหว่างสวรรค์และมนุษย์อย่างเป็นทางการ โดยเชื่อว่า “สวรรค์” มีจิตสำนึก สามารถมองเห็นทุกสรรพสิ่งบนโลกมนุษย์ หากกษัตริย์ไร้คุณธรรม สวรรค์ก็จะประทานภัยพิบัติลงมา ในทางกลับกัน หากกษัตริย์มีคุณธรรม ก็จะประทานนิมิตมงคลเพื่อเป็นการยกย่อง กลายเป็นแนวคิดที่ว่า “มนุษย์ทำ สวรรค์มองเห็น” อย่างสมบูรณ์
กษัตริย์ในราชวงศ์ฮั่นหลายพระองค์ในช่วงที่ครองราชย์ ก็มักจะใช้นิมิตมงคลเพื่อพิสูจน์ว่าตนเองเป็นโอรสสวรรค์ที่มีทั้งความสามารถและคุณธรรม ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนิมิตมงคลมาก และขุนนางในสมัยฮั่นเมื่อต้องการตักเตือนกษัตริย์ ก็มักจะใช้ภัยพิบัติเป็นข้ออ้าง โดยผูกโยงว่าการกระทำที่ไม่เหมาะสมบางอย่างของกษัตริย์เป็นเหตุให้สวรรค์ลงทัณฑ์…
ดังนั้นยุคราชวงศ์ฮั่นทั้งสองจึงกลายเป็นยุคที่มีการสร้างนิมิตมงคลปลอมมากที่สุดในประวัติศาสตร์
จะมีใครไปสืบสาวหาความจริงเกี่ยวกับนิมิตมงคลไหม?
ในประวัติศาสตร์มีคนบ้าบิ่นถึงขั้นไปตรวจสอบความจริงของนิมิตมงคลอย่างจริงจัง แล้วขอให้ฮ่องเต้ลงโทษผู้ที่สร้างเรื่องหลอกลวง…
แล้วฮ่องเต้ว่าอย่างไรล่ะ?
ฮ่องเต้บอกว่า การปลอมแปลงนิมิตมงคลเป็นเรื่องที่ไม่สมควร แต่เมื่อพิจารณาว่าคนผู้นั้นทำไปเพราะเจตนาดี ก็ให้ปล่อยผ่านไปเถอะ!
ปล่อยผ่านไปเถอะ…
ดังนั้น เผยเฉียนจึงไม่กังวลเลยว่าคำโกหกของเขาจะถูกเปิดโปง ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดแบบนี้ก็เป็นผลดีกับทุกคน มีคนโง่ที่ไหนจะไปพิสูจน์ความจริง แล้วกระโดดออกมาบอกว่า ไม่ใช่ ไม่เห็นจะมีนิมิตมงคลอะไรเลย?
ไม่มีนิมิตมงคลก็หมายความว่าสวรรค์ไม่ได้ยกย่องฮ่องเต้ ไม่มีการยกย่องก็แสดงว่าโอรสสวรรค์ยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ โอรสสวรรค์ทำหน้าที่ไม่ดี ขุนนางจะไม่มีความผิดได้อย่างไร ขุนนางมีความผิด แล้วพวกคนลงมือทำอย่างพวกเขาจะรอดตัวไปได้อย่างไร?
ดังนั้น หึหึ
ลิยูตอบสนองเร็วที่สุด เขาเป็นคนแรกที่ประสานมือกล่าวว่า “ในอดีตเมื่อจักรพรรดิหวงตี้ปกครองแผ่นดิน พระอาทิตย์และพระจันทร์ส่องสว่าง ดวงดาวโคจรตามปกติ ลมฟ้าอากาศเป็นใจตามฤดูกาล ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ เสือและหมาป่าไม่ทำร้ายผู้คน นกแร้งไม่ล่าเหยื่อพร่ำเพรื่อ นกเฟิ่งหวงบินร่อนอยู่ในราชสำนัก กิเลนเดินเล่นอยู่นอกเมือง บัดนี้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ มีเหล่าปราชญ์คอยช่วยเหลือ แผ่นดินสงบร่มเย็น ดังนั้นสวรรค์จึงประทานนิมิตมงคลที่หานกู่กวน เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณธรรม สอดคล้องกับการย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันตกพอดี นี่คือนิมิตมงคลจากสวรรค์เบื้องบนพ่ะย่ะค่ะ!”
เอาล่ะ ลิยู เจ้าเก่งเรื่องแต่งเรื่องยิ่งกว่าข้าเสียอีก…
เผยเฉียนยังคงก้มหน้าเงียบ ในใจให้คะแนนความแถของลิยูไปเลย 9.9 คะแนน หักไป 0.1 กลัวลิยูจะเหลิง…
อดีตซือถูเอียวเปียว อ้อ ตอนนี้ไม่ใช่ซือถูแล้ว หลังจากที่เอียวเปียวลาออก ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางที่ปรึกษา จากนั้นไม่นานก็ได้รับตำแหน่งต้าหงหลู ต้าหงหลูเอียวเปียวก้าวออกมา กล่าวเสียงดังว่า “สวรรค์เบื้องบน พระแม่ธรณี มังกรแท้ขึ้นครองราชย์ แสงศักดิ์สิทธิ์ปรากฏ ล้วนได้รับนิมิตมงคล นี่คือความโชคดีของประเทศชาติ! ทว่านิมิตมงคลปรากฏที่หานกู่กวน เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเหอลั่วคือดินแดนมงคล หากทอดทิ้งดินแดนมงคลแล้วจากไปไกล เกรงว่าจะสูญเสียความคุ้มครองจากสวรรค์พ่ะย่ะค่ะ!”
เผยเฉียนแอบยกนิ้วให้เอียวเปียวในใจ เรื่องนี้ยังอุตส่าห์โยงเข้าหาลกเอี๋ยงเป็นดินแดนมงคลได้ แล้วค่อยถกเรื่องย้ายเมืองหลวงทีหลัง ร้ายกาจจริงๆ…
จากนั้นก็เหมือนโยนหินก้อนหนึ่งลงไปทำให้เกิดคลื่นนับพันชั้น…
ลิยูโต้แย้งว่า เดิมทีด่านหานกู่กวนก็เป็นประตูสู่กวนจง แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับดินแดนเหอลั่ว?
เอียวเปียวโต้แย้งกลับว่า ด่านหานกู่กวนในสมัยฉินต่างหากที่เป็นประตูสู่กวนจง ด่านหานกู่กวนในสมัยฮั่นสร้างไปถึงซินอันแล้ว จะไปเกี่ยวอะไรกับกวนจง?
เอาเป็นว่าสิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้คือ เรื่องนิมิตมงคลที่เผยเฉียนพูดถึง ไม่มีใครสนใจเรื่องความจริงความเท็จอีกต่อไปแล้ว มีแต่คิดจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่านิมิตมงคลนี้ เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ฝ่ายตนเองให้มากที่สุดได้อย่างไร…
ส่วนเรื่องโจรโพกผ้าเหลืองที่ด่านหานกู่กวนนั้น ไม่รู้ว่าใครเป็นคนกำหนดให้เป็นฝีมือของพวกโจรชั่วที่หวังจะทำลายนิมิตมงคลของต้าฮั่น โดยสมคบคิดกับเติ้งจิวนายด่านหานกู่กวน…
ยังไงก็ตายไปแล้ว ไม่มีใครมาเป็นพยานได้
หลังจากถกเถียงกันอยู่นาน ถึงมีคนนึกขึ้นได้ว่ายังมีผู้น้อยอีกสองคนรออยู่ที่เบื้องล่าง
ดังนั้นจึงได้มีคำสั่งเลื่อนขั้นให้เตียวเลี้ยวเป็นนายกองปราบโจร รับเบี้ยหวัดสองพันสือ ส่วนเผยเฉียนได้เลื่อนขั้นเป็นซื่อหลางฝ่ายซ้ายจงหลาง รับเบี้ยหวัดเทียบเท่าหกร้อยสือ
เดิมทีมาถึงจุดนี้ ก็ไม่มีเรื่องของเตียวเลี้ยวและเผยเฉียนอีกแล้ว เรื่องที่พวกผู้ใหญ่ถกเถียงกัน ผู้น้อยสองคนก็ไม่มีสิทธิ์สอดปาก ดังนั้นหลังจากกล่าวขอบพระทัยแล้ว ก็สามารถออกจากตำหนักได้
แต่เผยเฉียนกลับไม่ลุกออกไป เขากลับก้มศีรษะลงกราบ แล้วกล่าวอีกประโยคหนึ่ง…

0 Comments