ตอนที่ 302 ความผิดของใคร
แปลโดย เนสยังพระเจ้าหลิวเสียพบว่าการที่ตนเองเกิดมาบนโลกใบนี้ช่างเป็นเรื่องที่ผิดพลาด
เคยได้ยินตังไทฮอเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นเป็นเพราะโฮเฮาขี้หึง องบีหยินผู้เป็นมารดาเตรียมตัวจะทำแท้งอยู่แล้ว แต่กลับรู้สึกเหมือนเขากำลังดิ้นรนอยู่ในครรภ์ องบีหยินสัมผัสได้ถึงการดิ้นของทารก จึงตัดสินใจว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะคลอดเขาออกมาให้ได้
แต่ทว่าพอลืมตาดูโลกได้ไม่ทันไร มารดาก็ถูกโฮเฮาสังหาร พระเจ้าฮั่นเลนเต้ผู้เป็นบิดาตอนแรกก็กริ้วมาก แต่พอเห็นกองเงินกองทองที่ขันทีนำมาถวาย ก็ลืมตัว ลืมเลือนสตรีที่น่าสงสารและอ่อนแอผู้นั้นไปจนสิ้น
ถึงกระนั้น เมื่อมองดูชีวิตน้อยๆ ที่กำลังร้องไห้ดิ้นรน เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน พระเจ้าฮั่นเลนเต้จึงมอบเขาให้ตังไทฮอเป็นผู้เลี้ยงดู
จากนั้นพระเจ้าฮั่นเลนเต้ผู้เป็นบิดาก็มาเยี่ยมเขาเพียงปีละไม่กี่ครั้ง เป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนกระทั่งบิดาสวรรคต
เมื่อหลิวเปียนผู้เป็นพี่ชายขึ้นครองราชย์ หลิวเสียเองก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นปุดไฮอ๋อง เดิมทีคิดว่าชีวิตหลังจากนี้คงราบเรียบดั่งบ่อน้ำที่นิ่งสงบ ไร้คลื่นลม แต่ใครจะคาดคิดว่าความตายของโฮจิ๋นและการเข้าเมืองหลวงของตั๋งโต๊ะ กลับเปรียบเสมือนหินก้อนยักษ์หลายก้อนที่ตกลงไปในบ่อน้ำ ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ถาโถม
เรื่องราวที่เขาได้พบเจอในช่วงเก้าปีแรก ดูเหมือนจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่เขาต้องเผชิญในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งปีนี้
การออกจากวังครั้งแรก การก้าวเท้าออกจากเมืองลกเอี๋ยงครั้งแรกของเขา กลับเป็นการเดินอยู่ใต้คมดาบอันแหลมคม เหยียบย่ำไปบนเส้นทางสายเลือด หนีหัวซุกหัวซุนราวกับสุนัขจรจัด!
ใบหน้าที่คุ้นเคยเหล่านั้นที่เคยอยู่เคียงข้างและปกป้องเขา ล้วนกลายเป็นซากศพอันซีดเผือด ปะปนไปกับโคลนตมริมทาง
แม้กระทั่งเสื้อผ้าของพี่ชายและตัวเขาเองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์ ก็ยังร่วงหล่นลงสู่พื้นโคลนสีเหลือง แปดเปื้อนฝุ่นธุลี ถูกเหยียบย่ำ…
ระหว่างทางกลับเมืองลกเอี๋ยง ได้พบกับตั๋งโต๊ะที่นำทัพมา พี่ชายด้วยความหวาดกลัวจึงพูดไม่ออก ตอนนั้นเขาทนไม่ได้ที่เห็นพี่ชายถูกรังแก จึงก้าวออกมาตะโกนด่าทอตั๋งโต๊ะเสียงดัง…
บางครั้งเขาก็อดคิดไม่ได้ว่า หากตอนนั้นเขาไม่แส่หาเรื่อง พี่ชายก็อาจจะไม่ถูกปลด และอาจจะไม่ถูกฆ่าตาย ตัวเขาเองก็คงไม่ต้องมาทนรับความทุกข์ทรมานที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุดเช่นนี้
ทุกครั้งที่ประทับอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้ ล้วนรู้สึกเหมือนถูกทรมาน
เงาจากร่างอันใหญ่โตของตั๋งโต๊ะที่ทอดตัวอยู่ด้านหน้าเฉียงๆ แทบจะกลืนกินเขาไปทั้งตัว
บางครั้งเขาก็เกิดภาพหลอน ราวกับว่าท้องพระโรงแห่งนี้เต็มไปด้วยฝุ่นธุลี ตามกำแพงตำหนักมีหยากไย่ร่วงหล่น ผู้คนที่คุกเข่าอยู่หลังโต๊ะด้านล่างท้องพระโรงทีละคนๆ ดูราวกับรูปสลักที่ทำจากไม้ผุพัง หรือไม่ก็เป็นเดรัจฉานในคราบมนุษย์ที่กินเงินเดือนหลวง…
ส่วนเขาน่ะหรือ ก็แค่มานั่งอยู่ตรงนี้ ใช้ร่างกายของตัวเองเช็ดฝุ่นบนเก้าอี้ตัวนี้ มาอย่างเงียบๆ และจากไปอย่างเงียบๆ บางทีอาจจะได้ตะโกนบอกสักประโยคว่า “ขุนนางทั้งหลายลุกขึ้นได้”…
เขาทุกข์ทรมานมาก สิ่งที่ทำให้ทุกข์ไม่ใช่การมีชีวิตอยู่ แต่คือการที่เขาไม่สามารถกลายเป็นรูปสลักไม้ผุพัง และไม่อาจเป็นเดรัจฉานในคราบมนุษย์ได้
เขาเกลียดชังตั๋งโต๊ะ เพราะตั๋งโต๊ะเป็นคนลงมือทุบทำลายชีวิตเดิมของเขาจนแหลกสลาย ราวกับว่าเพียงชั่วข้ามคืน อารมณ์แห่งความสุขสนุกสนานที่เคยมี ถูกพรากไปจนหมดสิ้น สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงความเศร้าโศก ความเจ็บปวด และความหวาดกลัวที่ไม่มีที่สิ้นสุด อารมณ์ด้านลบเหล่านี้เปรียบเสมือนปุ๋ยที่ผสมยาพิษ กัดกินจิตใจของเขา ในขณะเดียวกันก็เร่งเร้าให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างรวดเร็ว
เขาก็รู้สึกขอบคุณตั๋งโต๊ะอยู่บ้างเหมือนกัน หากตั๋งโต๊ะไม่เป็นคนเจาะฟองสบู่แห่งภาพลวงตา บางทีตอนนี้เขาอาจจะยังคิดว่าเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งสามเสนาบดีและเก้าขุนนางที่อยู่เบื้องล่างบันได ล้วนเป็นผู้จงรักภักดี พร้อมที่จะเสียสละชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อราชวงศ์ฮั่นอย่างไม่เสียดาย…
เขายังจำได้ดี ตอนที่พี่ชายถูกพยุงให้ลุกขึ้น ก็คืออ้วนหงุยผู้เป็นราชครูจากตระกูลอ้วน ผู้ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากราชวงศ์ฮั่นมาอย่างล้นพ้น ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างบันไดนี้ เป็นผู้ลงมือก้าวเข้าไปปลดตราหยกประจำตำแหน่งฮ่องเต้ของพี่ชายหลิวเปียนด้วยตัวเอง แล้วนำตราหยกนั้นมาผูกไว้ที่ตัวเขา
เขายังจำได้ดีถึงสีหน้าของพี่ชายในตอนนั้น ความรู้สึกอันซับซ้อนที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูด และใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของราชครูอ้วนหงุย ราวกับว่าไม่ได้กำลังปลดสิ่งของจากคนเป็นแล้วนำไปผูกให้คนเป็นอีกคน แต่กลับทำเหมือนปฏิบัติต่อสิ่งของที่ตายแล้ว หรือไม่ก็กำลังเผชิญหน้ากับซากศพ…
เขายังจำได้ดี ในศาลเจ้าราชวงศ์ตอนนั้น แสงเทียนอันสลัว ป้ายวิญญาณที่เงียบงัน คำพูดที่ทิ่มแทงเข้าไปถึงขั้วหัวใจ รวมถึงคมดาบที่ฟันลึกลงไปบนโต๊ะ และเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งที่ยังคงดังก้องอยู่ในหัวจนถึงทุกวันนี้…
เรื่องทั้งหมดนี้ ใครถูกใครผิดกันแน่?
ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อเรื่องราวทั้งหมดนี้?
เป็นข้าหรือ?
เป็นเสด็จพ่อของข้าหรือ?
เป็นตั๋งโต๊ะผู้โหดเหี้ยมหรือ?
หรือเป็นขุนนางใหญ่ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างราวกับรูปสลักไม้เหล่านี้?
ความรุ่งโรจน์ของต้าฮั่นบัดนี้ตกมาอยู่ในมือข้า แต่กลับแตกร้าวไม่เหลือชิ้นดี เปรียบดั่งเทียนไขเล่มสุดท้ายกลางสายลม ที่พร้อมจะดับลงได้ทุกเมื่อ
ตำหนักใหญ่อันโอ่อ่าตระการตาแห่งนี้ เดิมทีเปรียบเสมือนหัวใจของราชวงศ์ฮั่น คำสั่งนับไม่ถ้วนในอดีตล้วนถูกปรึกษาหารือและนำไปปฏิบัติจากที่นี่ แต่บัดนี้กลับต้องทอดทิ้งหัวใจดวงนี้ไป ราวกับจะควักหัวใจดวงนี้ออกจากร่างของต้าฮั่น
แม้หัวใจจะยังคงเต้นอยู่ แต่ก็ราวกับตายไปแล้ว
พระเจ้าหลิวเสียรู้สึกได้ว่าเลือดยังคงไหลเวียนอยู่ในร่างกาย แต่กลับไม่อาจนำพาความอบอุ่นใดๆ มาให้ เสื้อผ้าที่สวมใส่แม้นุ่มนวลแนบเนื้อ แต่ก็ไม่อาจต้านทานความหนาวเหน็บในใจได้
เมื่อทอดพระเนตรไปยังหน้าประตูตำหนัก ร่างที่อาบไล้ไปด้วยแสงแดดนั้น ทำให้พระเจ้าหลิวเสียรู้สึกถึงความอบอุ่นขึ้นมาบ้าง ราวกับเป็นความอบอุ่นเพียงน้อยนิดที่ได้รับท่ามกลางค่ำคืนอันยาวนานที่หนาวเหน็บไปด้วยเลือดและเหล็กกล้า…
“…เข้ามา เข้ามาใกล้ๆ หน่อย!”
พระเจ้าหลิวเสียที่มักจะทำตัวเหมือนหุ่นเชิด จู่ๆ ก็ตรัสขึ้นมาราวกับผีผลัก
ตั๋งโต๊ะที่นั่งอยู่ด้านข้าง ค่อยๆ หันขวับมา ดวงตาสีแดงก่ำกวาดมองมา
พระเจ้าหลิวเสียหดตัวกลับไปด้านหลังเล็กน้อย แล้วรีบยืดตัวขึ้นอธิบายว่า “…อยู่ไกลเกินไป มองเห็นไม่ชัดเจน…”
โถงเต๋อหยางกว้างประมาณเจ็ดแปดจ้าง ยาวกว่าสามสิบจ้าง ระยะทางจากบัลลังก์ฮ่องเต้ถึงหน้าประตูตำหนัก ค่อนข้างไกลทีเดียว
ตั๋งโต๊ะกลอกตาไปมา บางทีอาจจะคิดว่าเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่คุ้มที่จะเอาความ จึงพยักหน้าเล็กน้อย
ขันทีที่ยืนอยู่ด้านข้างเห็นดังนั้น ก็ลากเสียงยาว ตะโกนแหลมปรี๊ด “อนุญาตให้นายกองทหารม้าเตียว ซื่อหลางฝ่ายซ้ายเผย เข้ามาใกล้ๆ ได้!”
จากนั้นก็มีขันทีสี่คนวิ่งซอยเท้าเข้ามา ยกเสื่อสองผืนที่แต่เดิมวางไว้หน้าประตูโถงเต๋อหยางสำหรับให้เตียวเลี้ยวและเผยเฉียนนั่ง เดินเข้าไปในโถงประมาณสิบจ้าง แล้วจึงวางลงใหม่
เตียวเลี้ยวและเผยเฉียนรีบกราบทูลขอบพระทัยเสียงดัง แล้วจึงก้มหน้าเดินเข้าไปในโถง แยกย้ายกันไปที่เสื่อของตนเอง ประสานมือคำนับอีกครั้ง แล้วจึงคุกเข่าลงนั่งอย่างเรียบร้อย…
สายตาของทุกคนจับจ้องมา ภายในตำหนักเดิมทีแสงสว่างก็ไม่ดีเท่าด้านนอก ประกอบกับตอนนี้คนในตำหนักมีค่อนข้างน้อย ไม่รู้ทำไมถึงทำให้เผยเฉียนรู้สึกขนลุกซู่ บรรยากาศชวนให้รู้สึกวังเวง
ชั่วขณะหนึ่งภายในตำหนัก ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไร เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ…

0 Comments