ตอนที่ 282 โจมตี
แปลโดย เนสยังจางเลี้ยวหรี่ตาลง มือข้างหนึ่งถือทวนยาวไพล่ไว้ด้านหลัง สองขาหนีบท้องม้าเบาๆ บังคับให้ม้าศึกค่อยๆ วิ่งเหยาะๆ ไปข้างหน้า
ทางเดินในช่องเขาหานกู่กวนช่วงที่แคบที่สุด สามารถให้ม้าวิ่งเรียงหน้ากระดานได้เพียงสามตัวเท่านั้น แต่สภาพภูมิประเทศที่คับแคบนี้ก็ช่วยบดบังสายตาของคนบนด่านหานกู่กวนเช่นกัน กว่าที่จางเลี้ยวจะนำทหารม้าควบตะบึงจนฝุ่นคลุ้งตลบ ก็ต้องรอจนกระทั่งคนบนด่านหานกู่กวนมองเห็นเสียก่อน
ทว่าในเวลานี้ จางเลี้ยวอยู่ห่างจากด่านหานกู่กวนไม่ถึงสามลี้!
การวิ่งเต็มฝีเท้าในระยะทางสามลี้ สำหรับคนอาจจะหอบเหนื่อยอยู่บ้าง แต่สำหรับม้าศึกแล้ว ระยะทางสามลี้ก็เป็นเพียงแค่การวอร์มอัพเท่านั้น ม้าศึกที่เร่งความเร็วเต็มที่ เสียงฝีเท้าดังกึกก้องราวกับเสียงกลองรบ สะเทือนจนคนบนด่านและล่างด่านหานกู่กวนหน้าซีดเผือดไปตามๆ กัน!
“ศัตรูบุก! ศัตรูบุก!”
หัวหน้ากองร้อยคนหนึ่งบนด่าน เกาะกำแพงเมืองที่ถูกไฟเผาจนดำเป็นตอตะโก ร้องตะโกนสุดเสียง น้ำเสียงแหบพร่าและตื่นตระหนก
น่าเสียดายที่แม้เขาจะส่งสัญญาณเตือนภัยแล้ว แต่กลับไม่มีใครลุกขึ้นมาจัดกระบวนทัพและออกคำสั่งใดๆ เลย
บางทีอาจจะเป็นเพราะเจิ้งหยิวไม่ได้อยู่ในด่าน หรืออาจจะเป็นเพราะนายกองใต้บังคับบัญชาของเจิ้งหยิวตายไปหมดแล้ว เมื่อจางเลี้ยวนำทหารม้าปิ้งโจวสองร้อยนายปรากฏตัวขึ้นในสายตาของคนในด่านหานกู่กวน บนกำแพงเมืองมีเพียงหัวหน้ากองร้อยไม่กี่คนที่มองหน้ากันไปมาด้วยความทำตัวไม่ถูก…
ช่างซ่อมประตูเมืองคนหนึ่งมองดูทหารม้าที่กำลังควบตะบึงเข้ามา ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวต่อเสียงฝีเท้าม้าที่ดังกึกก้อง ค้อนในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังเคร้ง
จางเลี้ยวตวาดเสียงดังก้อง “ฆ่า!”
ทหารม้าปิ้งโจวสองร้อยนายพุ่งทะลวงเข้าใส่ประตูเมืองทิศตะวันออกราวกับกระบี่อันสว่างไสว และจุดที่คมกริบที่สุดบนปลายกระบี่นั้น ก็คือจางเลี้ยว!
ทหารและช่างซ่อมบนด่านหานกู่กวนเพิ่งจะตื่นจากภวังค์ บางคนวิ่งขึ้นกำแพงเมืองเพื่อป้องกัน บางคนวิ่งไปที่ประตูเมืองเพื่อจะปิดประตู วิ่งพล่านกันอย่างสับสนวุ่นวาย…
ที่สำคัญที่สุดคือ ประตูเมืองเพิ่งจะซ่อมเสร็จไปแค่ครึ่งเดียว!
อีกครึ่งหนึ่งยังคงวางอยู่บนพื้น ไม่ทันได้ประกอบเข้าที่!
ช่างบางคนยังพยายามจะประกอบประตูเมืองที่อยู่บนพื้นให้เสร็จก่อนที่จางเลี้ยวจะมาถึง แต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่ทุกคนจะมีความนิ่งสงบ สามารถเผชิญหน้ากับขุนเขากระหน่ำโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน เมื่อมีคนแรกวิ่งหนี ก็เปรียบเสมือนโดมิโน่ล้ม ช่างและคนงานที่กำลังยุ่งอยู่หน้าประตูเมืองก็หนีเตลิดไปจนหมด…
ด่านหานกู่กวนที่ไร้ประตูเมือง ก็เปรียบเสมือนหญิงงามที่สวมเพียงผ้าบางๆ มีเพียงการปกปิดเชิงสัญลักษณ์ แต่แท้จริงแล้วกลับป้องกันอะไรไม่ได้เลย
จางเลี้ยวนำทหารม้าสองร้อยนายพุ่งทะลวงเข้าไปอย่างราบรื่นราวกับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก บุกทะลวงเข้าประตูเมืองทิศตะวันออกไปโดยไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวาง!
เมื่อเข้าสู่ประตูเมือง จางเลี้ยวก็ไล่ต้อนทหารที่กระจัดกระจายอย่างต่อเนื่อง หากพบว่ามีทหารรวมกลุ่มกันบนถนนสายหลัก ก็จะสั่งให้ทหารม้าเข้าโจมตีทันที…
บนถนนสายหลักตะวันออก-ตะวันตกที่ค่อนข้างกว้างขวางของด่านหานกู่กวน จางเลี้ยวนำทัพบุกทะลวงอย่างไม่เกรงกลัว ไร้ซึ่งคู่ต่อสู้ที่สามารถต้านทานได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว!
เมื่อเฟยเฉียนนำทหารราบที่ตามหลังมาถึง จางเลี้ยวก็ควบคุมถนนสายหลักของด่านหานกู่กวนไว้ได้ทั้งหมดแล้ว ทันทีที่เฟยเฉียนมาถึง เขาก็สั่งให้คนบุกโจมตีเมืองชั้นใน แม้จะมีทหารพยายามปักหลักต่อต้านอยู่ในเมืองชั้นใน แต่เนื่องจากกำลังคนน้อยเกินไป ไม่สามารถป้องกันกำแพงเมืองชั้นในได้ทั้งหมด จึงถูกสังหารและทำลายไปอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะเมื่อทหารซีเหลียงสองร้อยนายที่ลานประลองทิศใต้รับรู้สถานการณ์ และพบศพของนายกองหลี่ในคุก พวกเขาก็ย้ายฝั่งมาอยู่ข้างจางเลี้ยวทันที และร่วมมือกันขับไล่และกวาดล้างทหารภายในด่านหานกู่กวน…
ไม่ว่าจะเป็นกำแพงด่านใด ล้วนสร้างขึ้นเพื่อป้องกันศัตรูจากภายนอก ด่านหานกู่กวนก็เช่นกัน
เมื่อจางเลี้ยวและหวงเฉิงบุกขึ้นไปบนกำแพงเมืองจากทางลาดทั้งสองฝั่งของกำแพงเมืองทิศตะวันตก ก็เท่ากับเป็นการประกาศว่าด่านหานกู่กวนทั้งหมดตกอยู่ในความควบคุมของเฟยเฉียนและจางเลี้ยวแล้ว
เมื่อมีจางเลี้ยวคอยจัดระเบียบและสั่งการทหาร เฟยเฉียนก็ไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย เขาพาหวงเฉิงและทหารของตนเองรีบมุ่งหน้าไปยังสถานีม้าด่วน…
ประตูสถานีม้าด่วนเปิดกว้าง นายสถานีและเจ้าหน้าที่บางส่วนที่พยายามต่อสู้ขัดขืน ถูกสังหารนอนตายเกลื่อนกลาด
เฟยเฉียนกวาดตามอง บางทีอาจเป็นเพราะเป็นห่วงคัมภีร์ของจวนสกุลไช่จนไม่มีเวลาไปสนใจสิ่งอื่น หรืออาจเป็นเพราะเหตุการณ์ที่กู่เฉิงก่อนหน้านี้ ทำให้เขาเริ่มทำใจยอมรับภาพศพได้บ้างแล้ว ครั้งนี้แม้เลือดจะนองพื้น ศพแขนขาขาดเกลื่อนกลาด แต่เฟยเฉียนก็ไม่ได้รู้สึกคลื่นไส้อะไร รีบตรงไปยังลานด้านหลังทันที
เมื่อเห็นสภาพลานด้านหลัง เฟยเฉียนก็แทบจะขาดใจตาย…
รถม้าห้าคันล้มระเนระนาดไปสองคัน ม้วนตำราหล่นกระจายเกลื่อนกลาดเต็มพื้น เฟยเฉียนรีบเข้าไปเก็บรวบรวม ทุกคนก็กระจายกำลังกันออกไป ช่วยกันพยุงรถม้าที่ล้มจนเกือบจะพังขึ้นมา และช่วยกันเก็บม้วนตำราที่หล่นกระจายมาเรียงไว้ทีละม้วน
หวงซวี่เดินมาหาเฟยเฉียนอย่างกล้าๆ กลัวๆ ถูมือไปมา พลางกล่าวอย่างระมัดระวังว่า “คุณชายเฟย ตอนนั้น… รถม้าคันอื่นมันเบาไป ข้า… ข้ากลัวจะชนไม่พัง ก็เลย…”
เฟยเฉียนตบไหล่หวงซวี่ ไม่ได้พูดอะไร จะบอกว่าไม่ปวดใจก็คงโกหก แต่เรื่องนี้จะไปโทษหวงซวี่ก็ไม่ได้ แม้ว่าตอนนั้นแสงจะสลัว แต่ตัวเองก็มัวแต่ห่วงหนีตาย ไม่ได้สังเกตเลยว่าม้วนตำราหล่นเกลื่อนกลาดอยู่ใต้เท้า ยิ่งไปกว่านั้น การตัดสินใจของหวงซวี่ก็ถูกต้องแล้ว รถม้าที่เบาเกินไปย่อมไม่มีทางชนกำแพงอิฐที่แข็งแกร่งให้พังได้
ม้วนตำราบนพื้นถูกรวบรวมอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อนำกลับไปใส่บนรถม้า ก็พบว่าหายไปเกือบหนึ่งในสาม ส่วนใหญ่น่าจะถูกเผาทำลายไปในกองไฟแล้ว…
เฟยเฉียนยังไม่ทันได้เศร้าสลด ทหารสื่อสารของจางเลี้ยวก็วิ่งเข้ามาในลานด้านหลัง รายงานว่ามีกองทหารจำนวนมากปรากฏขึ้นทางทิศตะวันตก และกำลังมุ่งหน้ามายังด่านหานกู่กวน!
เฟยเฉียนจึงให้หวงซวี่และคนอีกสองสามคนอยู่เก็บกวาดที่นี่ ส่วนตัวเองก็พาหวงเฉิงรีบรุดไปยังกำแพงเมืองทิศตะวันตก
เมื่อขึ้นไปบนประตูเมือง ก็เห็นเจิ้งหยิวนำทหารมาประชิดกำแพงเมืองแล้ว เขากำลังสั่งให้คนสองสามคนมายืนด่าทออยู่ที่หน้าเมือง หวังจะกระตุ้นให้จางเลี้ยวออกไปรบ
จางเลี้ยวเอามือท้าวเชิงเทิน เห็นเฟยเฉียนเดินมาก็ยิ้ม ชี้ไปที่คนด้านล่างแล้วกล่าวว่า “โชคดีที่มาเร็วกว่าก้าวหนึ่ง มิเช่นนั้นทหารมากมายขนาดนี้ หากเข้ามาในด่านได้คงรับมือยากแน่”
เฟยเฉียนก็ชะโงกหน้าลงไปมอง นอกด่านมีกองทหารตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ ลองนับจำนวนคร่าวๆ น่าจะมีทหารประมาณพันกว่าถึงสองพันนาย ส่วนนายด่านหานกู่กวน เจิ้งหยิว ยืนอยู่กลางกองทัพ กำลังชี้มือชี้ไม้สั่งการขุนพลคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ
ที่หน้าด่าน มีทหารสองสามนายยืนอยู่นอกระยะยิงธนู ยืดคอหน้าแดงก่ำ ตะโกนด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายต่างๆ นานา เช่น ไอ้พวกขี้ขลาด ไอ้พวกหน้าตัวเมีย เพื่อท้าทายให้คนบนด่านออกไปรบ
เฟยเฉียนเบ้ปาก แม้ว่าจางเลี้ยวจะไม่ได้หลงกลตื้นๆ เช่นนี้ แต่การปล่อยให้พวกนี้ด่าต่อไป ย่อมส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของทหารบนด่านบ้างไม่มากก็น้อย…
“เจิ้งหยิว! เจ้าในฐานะนายด่านหานกู่กวน สมคบโจรโพกผ้าเหลืองคือไม่จงรักภักดี ทำร้ายเพื่อนขุนนางคืออกตัญญู ทิ้งด่านไม่รักษาคือขี้ขลาด เผาราษฎรคือไร้เมตตา บัญชาการไร้แบบแผนคือโง่เขลา! เป็นถึงนายด่านที่ไร้ความจงรักภักดี อกตัญญู ขี้ขลาด ไร้เมตตา และโง่เขลา! นายด่านห้าพิษเช่นเจ้า ยังมีหน้ามีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกหรือ?!”
เฟยเฉียนตะโกนขึ้นมาประโยคหนึ่ง หวงเฉิงและคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างก็รีบตะโกนซ้ำตามอย่างรวดเร็ว จากนั้นทหารบนกำแพงเมืองรวมถึงทหารของจางเลี้ยวก็ร่วมกันตะโกนตาม จนในที่สุดคำว่า “นายด่านห้าพิษ” ก็ดังกึกก้องไปถึงจุดสูงสุด ราวกับว่าทั่วทั้งฟ้าดินกำลังดังก้องไปด้วยคำสี่คำนี้…
เจิ้งหยิวบนหลังม้าโอนเอนไปมา เขาต้องพยายามอย่างหนักเพื่อข่มรสชาติคาวเลือดในลำคอเอาไว้ จ้องมองเฟยเฉียนบนกำแพงด่านด้วยสายตาที่แทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ เขาคงจะฉีกร่างเฟยเฉียนเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว!
เพราะเจิ้งหยิวรู้ดีว่า ต่อให้ครั้งนี้เขาจะสามารถยึดด่านหานกู่กวนกลับมาได้ เว้นเสียแต่ว่าเขาจะสามารถฆ่าทุกคนในรัศมีรอบๆ นี้ให้ตายหมด มิเช่นนั้นคำสี่คำนี้ก็จะติดตามเขาไปตลอดกาล กลายเป็นฝันร้ายที่เขาไม่มีวันหนีพ้น และจะถูกคนนำมาเยาะเย้ยไปตลอดชีวิต!

0 Comments