ตอนที่ 276 หลบหนี
แปลโดย เนสยังเฟยเฉียนเพิ่งจะได้สัมผัสถึงความกดดันอันมหาศาลของการเป็นผู้นำเป็นครั้งแรก!
ไม่มีเซฟเกมหรือโหลดเกมใหม่!
ไม่มีบทสรุปช่วยเล่น!
เพียงหนึ่งความคิดอาจนำไปสู่ความตาย และเพียงหนึ่งความคิดก็อาจนำไปสู่การรอดชีวิต!
หากคืนนี้ไม่ได้ห้ามไม่ให้นายสถานีเทน้ำในโอ่งทิ้งไปเสียก่อน แม้พวกของเฟยเฉียนจะสามารถหนีรอดออกมาได้ แต่ก็ต้องถูกไฟลวกระหว่างการฝ่าเปลวเพลิงออกมาอย่างแน่นอน ต้องรู้ไว้ว่าในยุคราชวงศ์ฮั่น แผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกนั้นไม่มียารักษาเฉพาะทาง อย่าคิดว่าเป็นแค่แผลเล็กๆ หากเกิดการอักเสบและเน่าเปื่อย ก็จะส่งผลโดยตรงต่อชีวิต
หากไม่ใช่เพราะนึกขึ้นได้กะทันหัน ให้หวงซวี่นำทหารบางส่วนไปดูแลม้วนตำราของจวนสกุลไช่ที่ลานด้านหลัง ดีไม่ดีทุกคนอาจจะถูกขังอยู่ในลานบ้าน และหนีออกมาไม่ได้เลยสักคน! หากไม่มีหวงซวี่ใช้รถม้าที่มีน้ำหนักมากพุ่งชนกำแพงลานบ้าน ลำพังเพียงดาบและหอกในมือ ก็คงไม่มีทางทำลายกำแพงลานบ้านที่ก่อด้วยอิฐและหินได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำให้เกิดรอยแตกเลย
แม้วันนี้จะยังไม่พ้นขีดอันตราย แต่เมื่อนึกย้อนกลับไป ก็รู้สึกหวาดกลัว ขนลุกซู่ไปทั้งตัว…
เฟยเฉียนใช้สองมือถูใบหน้าอย่างแรง เขากำลังต้องการให้ตัวเองสงบสติอารมณ์ลงโดยเร็ว!
ตอนนี้เขาไม่ได้แค่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องแบกรับภาระความรับผิดชอบต่อชีวิตของคนอื่นๆ ทั้งหมด รวมไปถึงหวงเฉิงและหวงซวี่ด้วย!
เฟยเฉียนสูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็สังเกตสถานการณ์รอบด้านอย่างตั้งใจ เขาชี้ไปทางทิศตะวันออก แล้วกล่าวว่า “ไปทางนี้!”
หวงเฉิงและคนอื่นๆ ไม่พูดอะไร ลุกขึ้นยืนทันที แล้วห้อมล้อมเฟยเฉียนมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก โดยไม่ได้ถามว่าเหตุใดจึงต้องไปทางนี้ และไม่ได้ถามว่าหากพบกับทหารที่มาจากกำแพงเมืองทิศตะวันออกจะทำอย่างไร?
พวกหวงเฉิงเชื่อมั่นในตัวเฟยเฉียน เชื่อว่าเฟยเฉียนจะสามารถหาทางรอดจากวิกฤตในครั้งนี้ได้ เหมือนอย่างในลานบ้านที่ถูกโอบล้อมด้วยเปลวเพลิงเมื่อครู่นี้
ทางทิศตะวันออกของเมืองไม่เพียงแต่มีทหาร แต่ยังมีเมืองชั้นในด้วย!
เมืองชั้นในของด่านหานกู่กวนนั้น อิงอาศัยหน้าผาทางทิศเหนือ จึงไม่ได้สร้างกำแพงเมืองไว้ ส่วนทางทิศตะวันออกก็เชื่อมต่อกับกำแพงเมืองทิศตะวันออกโดยตรง ดังนั้นจึงมีการสร้างกำแพงเมืองเฉพาะทางทิศตะวันตกและทิศใต้เท่านั้น กำแพงเมืองชั้นในที่หันไปทางทิศใต้จะค่อนข้างยาว ส่วนกำแพงเมืองชั้นในที่หันไปทางทิศตะวันตกจะสั้นกว่าเล็กน้อย…
และจุดที่สำคัญที่สุดคือ กำแพงเมืองชั้นในฝั่งทิศตะวันตกนั้น ก็เชื่อมต่อกับภูเขาทางทิศเหนือเช่นกัน จึงเกิดเป็นพื้นผิวกำแพงเมืองที่ไม่สม่ำเสมอ และยังมีความลาดชันค่อนข้างมากอีกด้วย…
เมื่อเฟยเฉียนสงบสติอารมณ์ลงได้ ทักษะการวิเคราะห์ตามปกติของเขาก็ปรากฏขึ้นมา
หากทุกคนรวมถึงตัวเฟยเฉียนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญการปีนเขา การเลือกไปทางทิศเหนือย่อมดีที่สุด การไปทางทิศใต้ย่อมง่ายที่สุด แต่จะหลบหนีออกจากหุบเขาปิดล้อมได้อย่างไร ย่อมเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงอย่างแน่นอน…
การไปทางทิศตะวันตกนั้นอันตรายที่สุด ไม่ต้องพูดถึงทหารที่ลงมาจากกำแพงเมืองทิศตะวันตก ต่อให้ฝ่าฟันออกไปได้อย่างเอาเป็นเอาตาย พอหนีออกไปนอกเมืองได้ไม่ไกลก็อาจจะต้องไปเผชิญหน้ากับพวกที่เรียกว่า ‘โจรโพกผ้าเหลือง’ อีก!
บัดนี้เฟยเฉียนตัดสินได้แล้วว่า พวกที่เรียกว่าโจรโพกผ้าเหลืองเหล่านั้น แปดเก้าส่วนไม่ใช่โจรโพกผ้าเหลืองจริงๆ!
หากเป็นโจรโพกผ้าเหลืองจริงๆ เจิ้งหยิวคงไม่มีทางลงมือกับเขาอย่างเปิดเผยในขณะที่โจรโพกผ้าเหลืองกำลังประชิดเมืองแน่นอน! แม้ว่าทหารส่วนตัวของเขาจะมีจำนวนไม่มาก แต่ในสถานการณ์ที่กัวผู่พากำลังพลส่วนใหญ่ออกไปแล้ว หากต้องการป้องกันโจรโพกผ้าเหลืองจริงๆ ย่อมต้องหวังว่าจะมีทหารรักษาเมืองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ถึงขั้นอาจต้องระดมกำลังชาวบ้านมาช่วยรักษาเมืองด้วยซ้ำ แล้วจะมาจัดการกับเขาในยามที่ศัตรูใหญ่ประชิดเมืองเช่นนี้ได้อย่างไร?
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อธิบายปัญหาได้เพียงข้อเดียว นั่นคือ ‘โจรโพกผ้าเหลือง’ นอกเมืองเหล่านั้น จะไม่สร้างภัยคุกคามใดๆ ต่อเจิ้งหยิวเลย!
แล้ว ‘โจรโพกผ้าเหลือง’ แบบไหนกันล่ะ ที่จะทำให้เจิ้งหยิววางใจและไม่หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย?
หึ!
เฟยเฉียนมองดูทหารที่กำลังค้นหาจากทางทิศตะวันออกที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อดไม่ได้ที่จะขอบคุณโรคตาบอดกลางคืนอย่างจริงใจ…
อย่างในตอนนี้ แม้ว่าทหารของเจิ้งหยิวจะมีจำนวนมาก แต่เนื่องจากโรคตาบอดกลางคืน ทำให้ทหารเหล่านี้แทบจะมองไม่เห็นอะไรเลยเมื่ออยู่ห่างจากแสงคบเพลิง ดังนั้นความเร็วในการค้นหาจึงไม่สามารถทำได้รวดเร็วนัก มิเช่นนั้นก็คงจะรวมตัวกันอยู่ที่กลางเมืองไปตั้งนานแล้ว และเฟยเฉียนก็คงไม่มีโอกาสหลบหนีเช่นนี้
ในขณะนี้เจิ้งหยิวเดิมทีกำลังพลก็ขาดแคลนอยู่แล้ว ซ้ำยังต้องมาสูญเสียนายกองเฉินไปที่สถานีม้าด่วนอีก จึงต้องมาบัญชาการทหารด้วยตนเอง แม้จะดูมีกองกำลังมากมายทั้งสองฝั่ง แต่ก็ต้องมีความขลุกขลักอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อทหารที่เดิมทีอยู่บนกำแพงเมืองลงมาค้นหาบนถนน กำลังพลบนกำแพงเมืองจึงย่อมต้องลดน้อยลงอย่างแน่นอน…
เฟยเฉียนตบไหล่หวงเฉิงเบาๆ ทำสัญลักษณ์มือ แล้วทั้งกลุ่มก็เลี้ยวไปทางทิศเหนืออย่างเงียบเชียบ เลียบไปตามฐานกำแพงเมืองชั้นในฝั่งทิศตะวันตกของด่านหานกู่กวน ค้อมเอวหลบไปอยู่ใต้หน้าผา
เมืองชั้นในมีคบเพลิงอยู่เพียงบริเวณใกล้กำแพงเมืองฝั่งทิศใต้และมุมกำแพง และดูเหมือนจะมีคนคอยเฝ้าอยู่บ้าง แต่ในส่วนกำแพงที่อยู่ติดกับภูเขา กลับไม่มีคนเฝ้ายามเลย…
หวงเฉิงลูบคลำหน้าผา แหงนหน้ามองภายใต้แสงสลัวๆ ขมวดคิ้ว แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “คุณชายเฟย ด้านบนมีก้อนหินภูเขายื่นออกมาบังอยู่ เกรงว่าจะปีนขึ้นไปไม่ได้นะขอรับ!”
หลายคนที่ไม่มีปัญหาเรื่องโรคตาบอดกลางคืนก็พากันเงยหน้าขึ้นมอง และก็รู้สึกลำบากใจเช่นกัน
ภูเขาที่ฐานกำแพงเป็นทางลาด สามารถใช้ยันกับกำแพงเมืองเพื่อค่อยๆ ปีนขึ้นไปได้ แต่ก้อนหินที่ยื่นออกมานั้นเกะกะเกินไป มันติดอยู่ตรงศีรษะพอดี ราวกับฝาชีที่ครอบอยู่เหนือหัวของพวกเฟยเฉียน การจะอาศัยภูเขาเพื่อปีนขึ้นไปนั้น จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปแทบไม่ได้เลย…
เฟยเฉียนชี้ไปที่กำแพงเมือง แล้วกล่าวว่า “เราไม่ปีนเขาหรอก แต่เราจะปีนกำแพง…”
ปีนกำแพงจะปีนอย่างไร?
กำแพงเมืองตรงหน้าแม้จะมีความลาดเอียงเล็กน้อย แต่ก็เกือบจะตั้งฉากแล้ว แถมกลางอากาศก็ไม่มีที่ให้เหยียบย่าง แล้วจะปีนได้อย่างไร?
เฟยเฉียนเอื้อมมือไปดึงเชือกเส้นหนึ่งมาจากด้านข้าง แล้วส่งสัญญาณให้ทหารนายหนึ่งส่งหอกยาวในมือมาให้ เขาผูกเชือกเป็นปมไว้ตรงกลางหอกยาว แล้วส่งให้หวงเฉิง พลางกล่าวว่า “ซูเย่ เจ้าสามารถโยนเจ้านี่ขึ้นไปบนเชิงเทินได้หรือไม่?”
หวงเฉิงเข้าใจความคิดของเฟยเฉียนทันที แต่ก็ยังลังเลอยู่บ้าง จึงกล่าวว่า “ทัศนวิสัยไม่ค่อยดี หากจะให้ลอดผ่านช่องมอง เกรงว่าจะ…”
เฟยเฉียนแทบจะร้องไห้ไม่ออกหัวเราะไม่ได้เจ้าหวงเฉิงผู้นี้ ไม่ต้องไปท้าทายความยากระดับสูงขนาดนั้นก็ได้เขาจึงชูนิ้วทำสัญลักษณ์มือ แล้วกล่าวว่า “แค่ให้มันติดอยู่ระหว่างเชิงเทินก็พอแล้ว…”
“แบบนี้ไม่มีปัญหาขอรับ!” หวงเฉิงรับหอกยาวมา ชั่งน้ำหนักในมือ แล้วเตรียมจะขว้างขึ้นไป…
“เดี๋ยวก่อน!” เฟยเฉียนห้ามหวงเฉิงไว้อีกครั้ง จากนั้นก็ถอดเสื้อตัวนอกออก นำมาพันหุ้มปลายหอกยาวไว้
หวงซวี่ที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้น ไม่เพียงแต่จะถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนออก แต่ยังไปขอมาจากคนรอบข้างอีกด้วย เขานำเสื้อผ้าหลายตัวมาพันหุ้มรอบหอกยาวจนมิด…
เมื่อหวงเฉิงเห็นว่าเตรียมพร้อมแล้ว ก็ยกหอกยาวที่ดูเทอะทะขึ้น เล็งเพียงครู่เดียว แล้วก็ขว้างออกไป!
หอกยาวที่เทอะทะนั้นยากต่อการควบคุมจุดศูนย์ถ่วง จึงไม่ได้ลอดผ่านตรงกลางระหว่างเชิงเทินสองอันพอดีตามที่หวงเฉิงคาดการณ์ไว้ แต่โชคดีที่หอกยาวซึ่งเบี่ยงทิศทางไปเล็กน้อยได้ไปกระแทกกับเชิงเทินอันหนึ่ง ทำให้เปลี่ยนทิศทาง และลอยขึ้นไปบนกำแพงเมืองชั้นในของด่านหานกู่กวนได้พอดิบพอดี…
หอกยาวที่ถูกห่อหุ้มไว้อย่างแน่นหนาตกลงบนกำแพงเมือง ทำให้เกิดเสียงทึบๆ เบาๆ เพียงครั้งเดียว…
หวงเฉิงค่อยๆ ดึงเชือกอย่างระมัดระวัง ควบคุมทิศทางให้หอกยาวไปติดอยู่ระหว่างเชิงเทินสองอันในแนวนอน จากนั้นก็กระตุกเชือกสองสามครั้ง เพื่อทดสอบดูว่ารับน้ำหนักได้หรือไม่ แล้วก็ไม่ลังเลใจอีก เตรียมจะปีนกำแพงเมืองขึ้นไป
ในตอนนั้นเอง ทหารลาดตระเวนคนหนึ่งถือคบเพลิง ค่อยๆ เดินเลี้ยวมาจากกำแพงเมืองทิศใต้ มุ่งหน้ามาทางนี้…

0 Comments