ตอนที่ 272 กองทัพประชิดเมือง
แปลโดย เนสยังเจิ้งหยิวมองดูเฟยเฉียนที่เดินจากไป รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ แข็งค้าง บ่นพึมพำเสียงแผ่วเบาว่า “ไช่จงหลาง ข้าอุตส่าห์มอบทางรอดให้เขาแล้ว เหตุใดเขาจึงรนหาที่ตายเอง! เฮ้อ! อย่าได้โทษข้าเลย…”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เจิ้งหยิวก็ร้องสั่งเสียงดังว่า “เรียกตัวนายกองหลี่มา!” จากนั้นก็เรียกคนรับใช้มาสั่งการสองสามประโยค คนรับใช้รับคำสั่งแล้วรีบจากไป
ไม่นานนัก นายกองหลี่ก็มาถึง เมื่อเข้ามาในห้องโถง ก็ทำความเคารพเจิ้งหยิวอย่างนอบน้อม แล้วยืนห้อยมือรอฟังคำพูดของเจิ้งหยิว
ข่าวความพ่ายแพ้ของกัวผู่ ถือเป็นความสูญเสียอย่างหนักสำหรับทหารซีเหลียงที่รั้งอยู่ในด่านหานกู่กวน โดยเฉพาะพวกที่เคยอาศัยชื่อเสียงของกัวผู่ทำตัวกร่างอย่างนายกองหลี่ ยิ่งต้องรีบหดหัวทำตัวเจียมเจียม
เจิ้งหยิวมองนายกองหลี่ นิ่งเงียบไม่ยอมเอ่ยปาก เมื่อเห็นเจ้านี่ที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยเห็นเขาอยู่ในสายตา แต่ตอนนี้กลับมายืนนอบน้อมอยู่เบื้องล่าง ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะใจอยู่บ้าง
ความเงียบงันแผ่ซ่านไปทั่วห้องโถง สำหรับเจิ้งหยิวแล้วถือเป็นความเพลิดเพลิน แต่สำหรับนายกองหลี่กลับเป็นความทรมาน เพียงชั่วครู่ ขมับของนายกองหลี่ก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ
เจิ้งหยิวค่อยๆ เอ่ยขึ้นช้าๆ เน้นทีละคำ ราวกับต้องการให้นายกองหลี่ที่ไม่รู้หนังสือฟังเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ “นายกองหลี่ ผู้บัญชาการกัว ได้รับคำสั่งทางทหารจากท่านจงหลางเจี้ยงกัวจริงๆ หรือ?”
“…เอ่อ…” หยาดเหงื่อบนหน้าผากนายกองหลี่หยดลงพื้น เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็กล่าวว่า “เรียนท่านนายด่าน เรื่องนี้ข้าน้อยก็ไม่ค่อยแน่ใจนักขอรับ…”
“อ้อ?” เจิ้งหยิวไม่แสดงท่าทีว่าเชื่อหรือไม่ เขาปัดชายเสื้อเบาๆ ราวกับกำลังปัดแมลงออกไป “นายกองหลี่ ข้าขอถามหน่อย ที่ผู้บัญชาการกัวเรียกกำลังพลสามร้อยนายใต้บังคับบัญชาของเจ้าไปนั้น ใช้ตราพยัคฆ์ คทาอาญาสิทธิ์ หนังสือสั่งการ หรือสิ่งใด?”
นายกองหลี่ควบคุมทหารม้าอยู่ห้าร้อยนาย ครั้งนี้ติดตามผู้บัญชาการกัวไปสามร้อยนาย เหลืออยู่ในเมืองเพียงสองร้อยนาย แม้เสียงของเจิ้งหยิวจะไม่ดังนัก แต่กลับดังกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้อง ทำเอานายกองหลี่ถึงกับเซถลาไปเล็กน้อย หยาดเหงื่อหลายหยดไหลรินลงมาตามแก้ม
นายกองหลี่ไม่มีเวลาแม้แต่จะปาดเหงื่อ ตอบอึกอักว่า “…เป็น เป็นตราพยัคฆ์ขอรับ…”
ในยุคราชวงศ์ฮั่น การระดมพลที่ถูกต้องตามกฎระเบียบที่สุดคือการใช้ตราพยัคฆ์ แต่เนื่องจากตราพยัคฆ์ขาดความยืดหยุ่น บางครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในท้องถิ่น เช่น มีโจรป่าหรือโจรสลัดปรากฏตัว หากยังต้องรายงานไปยังราชสำนัก แล้วรอให้ราชสำนักส่งคนถือตราพยัคฆ์มาระดมพล กว่าจะมาถึงก็มักจะสายเกินแก้ ส่วนใหญ่มักจะหมดเวลาแก้ปัญหาและไม่เกิดประโยชน์อันใดแล้ว
ดังนั้นในยุคหลัง จึงเปลี่ยนมาใช้คทาอาญาสิทธิ์ของเจ้าเมืองและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก เพื่อระดมพลสำหรับปฏิบัติการทางทหารได้เช่นกัน แต่หลังจากเสร็จสิ้นแล้วจะต้องรายงานต่อราชสำนัก เพื่อประเมินผลตามความเป็นจริง หากเป็นกรณีฉุกเฉินที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และผลลัพธ์ออกมาดี ส่วนใหญ่ก็จะได้รับการยกเว้นโทษ แต่หากนำไปสู่ความพ่ายแพ้ ก็ต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกัน
แต่เนื่องจากเจ้าเมืองและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักมีคทาอาญาสิทธิ์เพียงอันเดียว หากต้องระดมพลหลายกองทัพพร้อมกันก็ย่อมไม่เพียงพอ จึงเกิดการใช้หนังสือสั่งการ ซึ่งเป็นรูปแบบเอกสารที่ประทับตราใหญ่ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนและวัตถุประสงค์ในการระดมพล ซุนเจียนตอนที่ออกจากเมืองฉางซาก็แอบอ้างว่าได้รับหนังสือสั่งการจากจางอุ่นเช่นกัน…
“ตราพยัคฆ์?” เจิ้งหยิวทวนคำ หัวเราะหึๆ แล้วกล่าวว่า “ใช้ตราพยัคฆ์ของผู้ใด? ของท่านจงหลางเจี้ยงกัว? หรือว่า… ของผู้บัญชาการกัว?”
นายกองหลี่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก กล่าวด้วยเสียงแหบพร่าว่า “…เป็น เป็น เป็นของผู้บัญชาการกัวขอรับ…”
“อ้อ…” เจิ้งหยิวพยักหน้า จากนั้นก็นิ่งเงียบ จ้องมองนายกองหลี่เขม็ง ผ่านไปพักใหญ่จู่ๆ ก็ตบโต๊ะเสียงดัง ตวาดลั่น “นายกองหลี่! เจ้ากล้าล้อเล่นกับข้างั้นหรือ?! ในเมื่อไม่มีตราพยัคฆ์ คทาอาญาสิทธิ์ หรือหนังสือสั่งการจากท่านจงหลางเจี้ยงกัว แล้วเหตุใดจึงกล้าอ้างว่าได้รับคำสั่งจากท่านจงหลางเจี้ยง?”
นายกองหลี่ตัวสั่นเทิ้ม รีบแก้ตัวว่า “ท่านนายด่านโปรดให้ความเป็นธรรมด้วย! เป็น… เป็นผู้บัญชาการกัวบอกว่ามีคำสั่งจากท่านจงหลางเจี้ยง ข้าน้อยอยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา จะกล้าสงสัยคำสั่งทางทหารได้อย่างไรขอรับ?”
เจิ้งหยิวตบโต๊ะอีกครั้ง กล่าวว่า “เหลวไหลทั้งเพ! เจ้าควบคุมทหารของราชสำนัก แต่กลับปล่อยให้มีการระดมพลโดยพลการ แล้วยังมาพูดจาแก้ตัวเอาทีหลัง ไม่เห็นกฎหมายบ้านเมืองและกฎอัยการศึกอยู่ในสายตาเลย! ทหาร! จับตัวมันไว้เดี๋ยวนี้!”
ทันใดนั้น ทหารคนสนิทนับสิบก็กรูเข้ามาจากนอกห้องโถง ล้อมรอบนายกองหลี่ที่เอาแต่ร้องตะโกนว่าถูกปรักปรำแต่ไม่กล้าขัดขืน พวกเขาจับไหล่รวบหลัง เพียงไม่กี่ทีก็มัดตัวนายกองหลี่ไว้จนแน่นหนา
เจิ้งหยิวเห็นนายกองหลี่ถูกมัดเรียบร้อยแล้ว ในใจก็โล่งอก จึงกล่าวว่า “คำพูดของเจ้าจะจริงหรือเท็จ รอให้หาตัวผู้บัญชาการกัวพบแล้วค่อยมาเผชิญหน้ากัน… ตอนนี้เอาตัวไปขังคุกไว้ก่อน”
เมื่อนายกองหลี่ได้ยินดังนั้น ก็ไม่อาจโต้แย้งสิ่งใดได้อีก จึงได้แต่คอตกถูกผลักให้เดินออกไป
ภายในห้องโถงใหญ่ เจิ้งหยิวลูบคลำตราประทับและสายสะพายที่ค้นมาจากตัวนายกองหลี่ ก่อนจะเรียกตัวนายกองเฉินเข้ามา แล้วมอบตราประทับและสายสะพายของนายกองหลี่ให้แก่เขา พร้อมกับกำชับอะไรบางอย่างด้วยเสียงแผ่วเบา นายกองเฉินรับคำสั่ง แล้วรีบจากไป…
การที่เฟยเฉียนไม่อยากเดินย้อนกลับไป ไม่ใช่เพราะมีความมั่นใจในตัวเจิ้งหยิว แต่เป็นเพราะมีความมั่นใจในด่านหานกู่กวนต่างหาก หลายปีมานี้ในยุคราชวงศ์ฮั่น หากไม่นับรวมการยอมเปิดประตูเมืองให้โดยสมัครใจ ด่านหานกู่กวนก็แทบจะไม่เคยถูกตีแตกเลย
ดังนั้นการรออยู่ในด่านหานกู่กวนจนกว่าเส้นทางจะเปิดโล่ง แล้วจึงค่อยเดินทางต่อ ย่อมดีกว่าการต้องวิ่งวุ่นไปมาอย่างไร้ประโยชน์ มิเช่นนั้นหากบังเอิญตัวเองเพิ่งจะกลับไปถึงลั่วหยาง แต่กลับได้ข่าวว่าโจรโพกผ้าเหลืองที่ซินอันถูกกำจัดและเส้นทางเปิดโล่งแล้ว แบบนั้นจะไม่น่าอับอายแย่หรือ?
แต่ท่าทีของเจิ้งหยิวกลับดูแปลกประหลาด โดยเฉพาะตอนที่เขาบอกว่าจะขอรั้งรออยู่ที่ด่านหานกู่กวนอีกสักพัก สีหน้านั้นแม้จะเปื้อนยิ้ม แต่ก็ทำให้เฟยเฉียนรู้สึกถึงอารมณ์ที่อธิบายไม่ถูก มันดูซับซ้อนไปหมด…
เพื่อความปลอดภัย เฟยเฉียนจึงเรียกหวงเฉิงมา สั่งให้เขาจัดเตรียมกำลังพลให้ผลัดกันพักผ่อนนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน หวงเฉิงรับคำสั่งแล้วจากไป แต่ความไม่สบายใจในใจของเฟยเฉียนกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย เขาเดินวนไปมาในสถานีม้าด่วนอยู่สองรอบ รู้สึกนั่งไม่ติด จึงเตรียมจะออกไปเดินเล่นข้างนอก ถือเสียว่าไปสูดอากาศก็ยังดี
ทว่า ทันทีที่เฟยเฉียนเดินมาถึงหน้าประตูสถานีม้าด่วน ก็ได้ยินเสียงวุ่นวายดังมาจากทางกำแพงเมืองทิศตะวันตก ชาวบ้านบนถนนพากันวิ่งพล่านราวกับแมลงวันหัวขาด… เฟยเฉียนรั้งตัวคนผู้หนึ่งมาสอบถาม กลับได้รับข่าวที่น่าตกใจยิ่งนัก
โจรโพกผ้าเหลืองปรากฏตัวขึ้นที่กำแพงเมืองทิศตะวันตก และกำลังจะยกทัพมาประชิดเมืองแล้ว!
นี่! นี่มันเป็นไปได้อย่างไร? สิ่งที่เฟยเฉียนคาดไม่ถึงที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว
หรือว่าโจรโพกผ้าเหลืองจะเหิมเกริมจนถึงขั้นคิดจะตีแตกด่านอันยิ่งใหญ่อย่างด่านหานกู่กวนเชียวหรือ? ช่างเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น ด่านหานกู่กวนก็ไม่ใช่ยุ้งฉางขนาดใหญ่ แม้จะมีการเก็บเสบียงบางส่วนที่จะส่งจากลั่วหยางไปทางตะวันตกไว้บ้าง แต่นี่ก็เห็นได้ชัดว่าได้ไม่คุ้มเสีย! ที่สำคัญ โจรโพกผ้าเหลืองต่อให้ยึดด่านหานกู่กวนได้แล้วจะมีความหมายอันใด? หรือว่าจะมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเพื่อโจมตีเมืองลั่วหยางจริงๆ?
หากไม่ใช่เพราะเหตุผลเหล่านี้ แล้วโจรโพกผ้าเหลืองมาตั้งทัพประชิดด่านหานกู่กวนเพื่อจุดประสงค์ใดกันแน่?

0 Comments