ตอนที่ 222 ถูกต้มพร้อมกัน
แปลโดย เนสยังเมื่อกองทัพสูญเสียการควบคุม ทหารที่ตกอยู่ในความโกลาหลก็ทำได้เพียงต่อสู้ด้วยสัญชาตญาณ ซึ่งความพ่ายแพ้ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
ทหารนายหนึ่งของหลี่หมินลากหอกยาววิ่งหนีอย่างลนลาน หวังจะหลบหลีกเส้นทางพุ่งชนของทหารม้า ทว่าเขาวิ่งสะดุดล้มลุกคลุกคลานไปได้ไม่ไกลนัก เสียงฝีเท้าม้าก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนไม่อาจหลบหลีกได้อีกต่อไป เขากัดฟันร้องคำราม หมุนตัวกลับมา ชูหอกยาวพุ่งแทงเข้าใส่ทหารม้าที่พุ่งตรงเข้ามาหาเขาอย่างสุดกำลัง…
ทหารม้าต่งจั๋วที่พุ่งนำมาเป็นคนแรกตวัดดาบหวนโส่วในมือ ปัดหอกยาวที่แทงมาเฉียงๆ ออกไป โดยไม่มีทีท่าว่าจะหันกลับมาฟันซ้ำ แต่ยังคงพุ่งทะยานต่อไปข้างหน้าโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง
พลหอกของหลี่หมินเพิ่งจะกำหอกยาวที่ถูกปัดจนเบี้ยวกลับมาให้แน่น หางตาก็มองเห็นทหารม้านายนั้นควบผ่านไปแล้ว ยังไม่ทันจะได้ถอนหายใจโล่งอก ก็รู้สึกถึงเงาดำขนาดมหึมาพุ่งเข้าใส่หน้า แล้วภาพเบื้องหน้าก็ดับวูบลง…
ทหารม้าต่งจั๋วที่ตามมาไม่ได้สนใจทหารที่ขวางทางและถูกม้าเหยียบกระเด็นไปเลยแม้แต่น้อย เพราะในฐานะผู้ที่ผ่านการทำศึกกับชาวเชียงและหูมาอย่างโชกโชน พวกเขารู้ดีว่า สำหรับทหารม้าแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดอันดับแรกคือความเร็ว และอันดับสองก็คือความเร็ว!
มีเพียงความเร็วเท่านั้นที่ทำให้ทหารม้าสามารถสำแดงพลังรบออกมาได้อย่างเต็มที่ ทหารม้าที่สูญเสียความเร็วไป อย่างมากก็แค่ดีกว่าทหารราบทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ภารกิจของพวกเขานั้นเรียบง่ายมาก นั่นคือพุ่งไปข้างหน้า พุ่งไปข้างหน้า และฉีกทัพกลางของหลี่หมินให้ขาดสะบั้นอย่างสิ้นเชิง!
หลี่หมินตะโกนอย่างลนลาน จนเสียงเริ่มแหบพร่า
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ตอนที่ฝึกฝนกระบวนทัพในค่าย ก็สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วนี่นา? แล้วทำไมตอนนี้ถึงกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ไม่มีเค้าโครงของกระบวนทัพเลยล่ะ!
ไม่ใช่ว่ามีทหารม้าแค่สามกลุ่ม รวมกันแล้วไม่ถึงหนึ่งพันนายหรอกหรือ? แล้วทหารของต่งจั๋วพวกนี้โผล่มาจากไหนกัน!
จางอันดึงตัวหลี่หมินที่กำลังแกว่งกระบี่ยาวอย่างบ้าคลั่งเอาไว้ พร้อมตะโกนลั่น “นายท่าน สถานการณ์พลิกผันแล้ว ทำได้เพียงถอยทัพ! รีบถอย!”
หลี่หมินเริ่มตั้งสติได้เล็กน้อย เขามองดูทหารอิ่งชวนที่พ่ายแพ้ยับเยินอย่างเจ็บปวด และทหารม้าที่เหนือชั้นกว่าอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะออกคำสั่งอย่างหมดอาลัยตายอยาก “ถอยทัพ! ถอย… ทัพ…”
ทว่า สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ ตอนที่หลี่หมินข้ามแม่น้ำอิ่งสุ่ยนั้นง่ายดายนัก แต่เมื่อต้องการจะกลับไปกลับยากเย็นแสนเข็ญ ไม่เพียงแต่มีสวีหรงไล่กวดมาอย่างกระชั้นชิด แต่บนฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำอิ่งสุ่ยกลับมีทหารม้ากว่าห้าร้อยนายปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ พวกเขากำลังควบม้าไปมา คอยใช้ธนูยิงสังหารทหารที่เคลื่อนไหวลำบากในแม่น้ำ และใช้ดาบหวนโส่วบั่นคอทหารที่ดิ้นรนข้ามฝั่งไปได้อย่างยากลำบาก…
ทหารของต่งจั๋วค่อยๆ บีบวงล้อมเข้าหาทหารที่รอดชีวิตของหลี่หมินที่ถูกต้อนให้จนมุมอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิ่งสุ่ย คมดาบคมหอกส่องประกายวาววับ เลือดสดยังคงหยดไหลลงมาจากคมอาวุธ
สวีหรงค่อยๆ ควบม้าเข้าไปใกล้ ตะคอกใส่หลี่หมินและพรรคพวกที่ถูกล้อมอยู่บนหาดริมแม่น้ำอิ่งสุ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “จงยอมจำนน! หรือไม่ก็ตายซะ!”
สิ้นเสียงของสวีหรง ทหารต่งจั๋วโดยรอบก็พากันใช้หอกดาบเคาะโล่ พร้อมกับตะโกนเป็นเสียงเดียวกัน “จงยอมจำนน! หรือไม่ก็ตายซะ! จงยอมจำนน! หรือไม่ก็ตายซะ!” ชั่วขณะนั้น เสียงตะโกนดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ
กระบี่ยาวในมือของหลี่หมินสั่นเทา สีหน้าของเขาซีดเผือดสลับกับเขียวคล้ำ สุดท้ายก็ทอดถอนใจยาว ปล่อยมือให้กระบี่ตกลงกระทบพื้นเสียงดังเคร้ง กระบี่วิเศษที่ส่องประกายเย็นเยียบและประณีตงดงาม บัดนี้ต้องแปดเปื้อนไปด้วยโคลนตม…
นี่เปรียบเสมือนสัญญาณที่ไร้เสียง ทหารที่รอดชีวิตของหลี่หมินต่างก็พากันวางอาวุธ และยอมจำนนต่อกองทัพต่งจั๋วภายใต้การนำของสวีหรง…
น่าเสียดายที่การยอมจำนนไม่ได้เปลี่ยนอะไร และไม่ได้ช่วยชีวิตพวกเขาให้รอดพ้นจากชะตากรรมอันน่าสลด หลังจากที่สวีหรงจับกุมทหารที่ยอมจำนนเหล่านี้มัดไว้ เขาก็นำพวกเขาไปที่ริมแม่น้ำอิ่งสุ่ยทีละกลุ่ม ตัดหัวพวกเขาวางไว้ข้างๆ ส่วนศพที่ไร้หัวก็ถูกผลักลงไปในแม่น้ำอิ่งสุ่ยโดยตรง ชั่วพริบตาเดียว แม่น้ำอิ่งสุ่ยที่เคยใสสะอาดก็กลายเป็นแม่น้ำสายเลือด…
ทหารของหลี่หมินที่ยอมจำนนต่างก็มีทั้งร้องไห้คร่ำครวญ ก่นด่า และพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่ก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อตอนที่มีอาวุธในมือยังไม่สามารถเอาชนะได้ ตอนนี้ทุกคนถูกมัดรวมกันเป็นกลุ่มๆ แล้วจะไปทำอะไรได้เล่า?
หลี่หมินเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมา คนเหล่านี้ล้วนเป็นทหารจากเมืองและอำเภอที่เขาดูแลอยู่ บางคนเขาก็คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี แต่บัดนี้พวกเขาต่างก็ต้องมากลายเป็นผีหัวขาดอยู่ที่นี่!
หลี่หมินกรีดร้องเสียงหลง พยายามดิ้นรนอย่างสุดแรงเพื่อสะบัดให้หลุดจากเชือกที่มัดไว้ เขาตะโกนด่าทอสวีหรงอย่างเกรี้ยวกราด กล่าวหาว่าสวีหรงไม่รักษาคำสัตย์
ทว่า สวีหรงกลับใช้สองมือกุมดาบหวนโส่วไว้แน่นโดยไม่สะทกสะท้าน เขาปรายตามองอย่างเย็นชา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ข้าเคยบอกว่าจะละเว้นโทษให้พวกเจ้างั้นหรือ?”
หลี่หมินถึงกับพูดไม่ออก
แม้สวีหรงจะไม่ได้บอกว่ายอมจำนนแล้วจะไม่ฆ่า แต่มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้นมาตลอดไม่ใช่หรือ?
ถ้ายอมจำนนแล้วยังถูกฆ่า แล้วใครจะยอมจำนนอีกล่ะ?
หลี่หมินกระทืบเท้าด่าทอ “ไอ้โจรชั่ว! ขอให้เจ้าไม่ได้ตายดี!”
สวีหรงแค่นเสียงเย็นชา แล้วกล่าวว่า “ข้าจะตายดีหรือไม่นั้นยังไม่แน่ แต่เวลาตายของเจ้ามาถึงแล้ว!”
หลี่หมินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นแล้วกล่าวว่า “ลูกผู้ชายชาติทหาร ตายก็คือตาย! แค้นใจนักที่ไม่อาจสังหารโจรชั่วได้ด้วยมือตนเอง!” พูดจบก็ถ่มน้ำลายใส่สวีหรงอย่างโกรธแค้น
สวีหรงใช้หางตามองรอยน้ำลายของหลี่หมินบนชายเสื้อคลุม ในที่สุดสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขาสั่งให้คนนำหม้อต้มขนาดใหญ่มา ตั้งกองไฟริมหาด ตักน้ำจากแม่น้ำอิ่งสุ่ยที่ปนเปื้อนเลือดมาต้มบนกองไฟ จากนั้นก็หันไปพูดกับหลี่หมินว่า “เชิญท่านลงหม้อ!”
จางอันที่อยู่ข้างๆ หลี่หมินคุกเข่าลงบนพื้น แม้จะถูกมัดมือไว้ แต่ก็ยังดิ้นรนเอาหัวโขกพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนหน้าผากกระแทกหินบนหาดจนแตก เลือดสดๆ ไหลอาบหน้า แต่เขาก็ไม่สนใจ ร้องขอความเมตตาจากสวีหรง “ขอให้ข้าน้อยรับโทษแทนท่านหลี่เถิด! ขอท่านแม่ทัพโปรดเมตตาด้วย!”
สวีหรงขยับมุมปาก ปรายตามองจางอัน แล้วกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เจ้าก็อยากถูกต้มด้วยงั้นหรือ? ดีมาก ไปเอาหม้อมาอีกใบ!”
ทันใดนั้น ทหารก็นำหม้อใบใหญ่อีกใบมา ตั้งกองไฟและเริ่มต้มน้ำ
หลี่หมินดิ้นรนเดินไปข้างจางอัน แม้จะไม่สามารถใช้มือพยุงจางอันขึ้นมาได้ แต่ก็ยังใช้ร่างกายช่วยพยุงจางอันให้ยืนขึ้น…
ทั้งสองมองหน้ากันและยิ้มออกมา โดยปราศจากความหวาดกลัวใดๆ
หลี่หมินมองจางอัน ถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวว่า “เสียดายที่ไม่ฟังคำเตือนของท่าน จนต้องมาพบจุดจบเช่นนี้ ทำให้ท่านจางต้องเดือดร้อนไปด้วย”
จางอันยิ้ม ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ท่านหลี่อย่าได้ใส่ใจเลย แม้ไม่ได้เกิดวันเดียวกัน แต่ได้ตายวันเดียวกัน ก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี…”
หลี่หมินได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าหัวเราะลั่น พูดซ้ำๆ ว่า “ไม่ได้เกิดวันเดียวกัน แต่ได้ตายวันเดียวกัน! ดี ดี…”
จากนั้นทั้งสองก็เดินไปที่หม้อต้มอย่างสง่าผ่าเผย ก่อนตายไม่มีคำร้องขอความเมตตาแม้แต่คำเดียว มีเพียงเสียงด่าทอโจรชั่วอย่างไม่ขาดสาย จนกระทั่งสิ้นใจ…
เมื่อสวีหรงเห็นว่าทั้งสองคนสิ้นใจแล้ว และทหารอิ่งชวนภายใต้การบังคับบัญชาของเขาก็ถูกสังหารจนหมดสิ้น จึงสั่งให้ถอยทัพ เขาเดินไปหยิบกระบี่ยาวที่หลี่หมินเคยถือ เดินไปที่หน้าหม้อต้มหลี่หมิน ยืนนิ่งงันอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็ใช้ชายเสื้อคลุมเช็ดคราบโคลนดินบนกระบี่ยาวจนสะอาด แล้วปักกระบี่ลงบนพื้นดินหน้าหม้อต้ม ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ…

0 Comments