You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้ระหว่างหวังอวิ่นและหยวนเหว่ยเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว หยวนเหว่ยยังคงเป็นฝ่ายที่ดูจะมีภาษีดีกว่า ในหลายๆ ครั้งหวังอวิ่นยังคงต้องคอยดูท่าทีของหยวนเหว่ย เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดการกับเรื่องราวต่างๆ ทว่าในตอนนี้ หวังอวิ่นยังจำเป็นต้องคอยดูท่าทีของหยวนเหว่ยอยู่อีกหรือ?

บัดนี้หวังอวิ่นได้สัมผัสถึงผลประโยชน์จากการกุมอำนาจในสำนักซ่างซูไถอย่างแท้จริงแล้ว มิน่าเล่าลูกศิษย์และอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของตระกูลหยวนถึงได้กระจายอยู่ทั่วทั้งแผ่นดิน ก่อนหน้านี้สำนักซ่างซูไถล้วนถูกตระกูลหยวนควบคุมอยู่เบื้องหลังอย่างลับๆ มาโดยตลอด การแต่งตั้งขุนนางต่างๆ ที่ออกโดยสำนักซ่างซูไถ จะไม่มีความเกี่ยวข้องอันลึกซึ้งกับตระกูลหยวนได้อย่างไร?

ในเมื่อตอนนี้สำนักซ่างซูไถตกอยู่ในความควบคุมของหวังอวิ่น หวังอวิ่นย่อมอดคิดไม่ได้ว่า หากตนเองสามารถควบคุมสำนักซ่างซูไถต่อไปได้เหมือนอย่างที่ตระกูลหยวนเคยทำ ไม่แน่ว่าในอนาคตขุนนางทั่วทั้งแผ่นดินก็อาจจะกลายเป็นคนของตระกูลหวังไปหมดก็ได้?

ดังนั้น เมื่อหยวนเหว่ยกล่าวถ้อยคำรำพึงรำพันถึงเรื่องการดื่มชาในอดีต แม้ว่าหวังอวิ่นจะยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า แต่ในใจกลับไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อย สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว จะให้ข้ายังคงเชื่อฟังและทำตามคำสั่งของท่านเหมือนเมื่อก่อนได้อย่างไร?

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่ผ่านมาหยวนเหว่ยได้อาศัยสำนักซ่างซูไถส่งขุนนางท้องถิ่นออกไปตั้งเท่าไหร่ ก็ไม่เคยถามไถ่หรือขอความเห็นจากข้าผู้ซึ่งถือว่าเป็นผู้ร่วมมือเลยสักนิด แล้วตอนนี้พอข้าได้กุมอำนาจสำนักซ่างซูไถ ข้ายังจะต้องคอยดูแลผลประโยชน์ของตระกูลหยวนของท่านอยู่อีกหรือ?

ล้อเล่นอะไรกัน?

หวังอวิ่นกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “หากท่านไท่ฟู่ชื่นชอบ จะนำกลับไปสักหน่อยก็ได้นะขอรับ…” จากนั้นก็ไม่มีประโยคถัดไป ไม่ได้สั่งให้คนไปจัดเตรียม และไม่ได้มีท่าทีอื่นใด เพียงแค่นั่งยิ้มบางๆ อยู่ตรงนั้น

หวังอวิ่นแสร้งทำเป็นว่าฟังความหมายแฝงของหยวนเหว่ยไม่ออกเลยแม้แต่น้อย พูดคุยแต่เรื่องชาเท่านั้น แน่นอนว่าหากตีความตามตัวอักษร การพูดเช่นนี้ก็คือการแสร้งโง่ แต่แท้จริงแล้วนี่ก็คือการแสดงให้เห็นถึงท่าทีในปัจจุบันของหวังอวิ่นนั่นเอง

หยวนเหว่ยหัวเราะ “หึหึ” ออกมาหนึ่งคำ โดยไม่ได้กล่าวต่อ

จะให้หยวนเหว่ยเอ่ยปากขอชาสักเล็กน้อยงั้นหรือ?

ต่อให้เป็นชาของท่านอาจารย์เก๋อ ก็ไม่คุ้มค่าพอที่จะให้หยวนเหว่ยต้องยอมเสียหน้า! ในใต้หล้านี้ มีสิ่งใดบ้างที่ตระกูลหยวนต้องการแล้วผู้อื่นจะไม่นำมาประเคนให้ถึงที่ ตระกูลหยวนเคยต้องลดตัวลงไปขอร้องใครตั้งแต่เมื่อใด?

ยิ่งไปกว่านั้น ความหมายของหวังอวิ่นก็ไม่ได้หมายถึงเรื่องชาเสียทีเดียว แต่เป็นการสื่อว่าในเมื่อตอนนี้ตระกูลหยวนก็ต้องพึ่งพาหวังอวิ่นเช่นกัน ดังนั้นก็ขอให้ทำตามกฎเกณฑ์ของกลุ่มตระกูลใหญ่ หากต้องการสิ่งใดก็จงนำสิ่งอื่นหรือน้ำใจมาแลกเปลี่ยนเถิด การจะให้หวังอวิ่นคอยให้ความร่วมมือทุกอย่าง และวิ่งเต้นทำงานให้ตระกูลหยวนเหมือนเมื่อก่อนนั้น เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

ท่านหยวนเหว่ยต้องการหรือ?

ท่านก็มาขอร้องข้าสิ!

ยังคิดจะให้ข้าคอยร่วมมือจัดการให้เพียงแค่ท่านส่งสายตาเหมือนเมื่อก่อนอีกหรือ…

หึหึ

ในเวลานี้ภายในใจของหยวนเหว่ยรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้ก็เพราะเห็นแก่หน้าตระกูลหวังแห่งไท่หยวน บางครั้งตนเองถึงกับยอมเดินทางมาที่จวนของหวังอวิ่นด้วยตนเองเพื่อปรึกษาหารือ แทนที่จะให้หวังอวิ่นเป็นฝ่ายวิ่งไปที่จวนตระกูลหยวนทุกเรื่อง แน่นอนว่าบางครั้งก็เป็นเพราะจวนตระกูลหยวนเป็นที่จับตามองมากเกินไป การให้คนเห็นว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นคงจะไม่ดีนัก…

แต่ถึงกระนั้น การที่ผู้นำตระกูลหยวนผู้มีขุนนางระดับซานกงสี่รุ่นอย่างเขา เดินทางมาปรึกษาหารือด้วยตนเอง ก็ถือว่าให้เกียรติมากพอแล้ว บัดนี้หวังอวิ่นไม่เพียงแต่ไม่สำนึกในบุญคุณเก่าก่อน แต่ยังทำตัววางก้าม บีบบังคับให้หยวนเหว่ยต้องเอ่ยปากขอร้องเสียให้ได้

นี่มันช่าง…

หยวนเหว่ยมองดูใบหน้ายิ้มแย้มของหวังอวิ่น ในใจก็อดไม่ได้ที่จะมีไฟโทสะปะทุขึ้น

เมื่อครั้งที่หวังอวิ่นเลือกรับตำแหน่งซื่ออวี้สื่อภายใต้การนำของซือถูเกาตี้จากในบรรดาสามเสนาบดีใหญ่ ในตอนนั้นตระกูลหยวนก็เคยยื่นมือแห่งมิตรภาพไปให้ท่าน!

หยวนเหว่ยยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย และกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นเดิมว่า “วันนี้ได้ดื่มชาชั้นยอดเช่นนี้ ย่อมต้องขอบคุณผู้ที่ปลูกชาในกาลก่อน”

แน่นอนว่าหยวนเหว่ยไม่ได้หมายความว่าจะไปขอบคุณท่านอาจารย์เก๋อ ในเมื่อหวังอวิ่นใช้เรื่องชามาสื่อความหมาย หยวนเหว่ยก็ย่อมทำตาม โดยใช้เรื่องชามากระทบกระเทียบหวังอวิ่นเช่นกัน

ในปีนั้นหวังอวิ่นเคยไปล่วงเกินจางหร่าง ขันทีผู้ใหญ่ในสมัยฮั่นหลิงตี้ ขันทีจางหร่างจึงหาข้ออ้างจับกุมหวังอวิ่นไปขังคุก แต่ไม่นานนัก ก็ประจวบเหมาะกับที่ราชสำนักประกาศอภัยโทษ หวังอวิ่นจึงได้รับการปล่อยตัวและกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม ทว่าจางหร่างผู้ผูกใจเจ็บก็ไม่ยอมเลิกรา ผ่านไปไม่กี่วัน เขาก็ใช้ข้อหาที่ไม่มีมูลความจริงจับกุมหวังอวิ่นไปลงโทษอีก หวังอวิ่นจึงต้องเข้าคุกเป็นครั้งที่สอง

ในเวลานั้น เนื่องจากหวังอวิ่นถือว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงในหมู่บัณฑิตสายบริสุทธิ์ ดังนั้นเมื่อหวังอวิ่นถูกจางหร่างใส่ร้ายจนต้องเข้าคุก จึงได้รับความสนใจจากผู้คนมากมาย บรรดาบัณฑิตสายบริสุทธิ์ที่เพิ่งจะพ้นมลทิน ล้วนยึดถือหลักการที่ว่า หากขันทีต้องการจะฆ่าผู้ใด พวกเขาก็ต้องช่วยเหลือผู้นั้นให้จงได้ ไม่เพียงแต่จะให้การดูแลหวังอวิ่นในคุกเป็นอย่างดี แต่ยังอนุญาตให้เพื่อนร่วมงานและสหายเข้าไปเยี่ยมเยียนในคุกได้ อีกทั้งยังดำเนินการช่วยเหลือในหลายๆ ด้าน

ในขณะนั้น มหาเสนาบดีเหอจิ้น ไท่ฟู่หยวนเหว่ย และซือถูหยางซื่อ ได้ร่วมกันถวายฎีกาต่อฮ่องเต้ เพื่อขอความเมตตาให้แก่หวังอวิ่น โดยหวังว่าฮั่นหลิงตี้จะทรงพระราชทานอภัยโทษให้ ในฎีกามีใจความว่า “…หวังอวิ่นได้รับมอบหมายหน้าที่เป็นกรณีพิเศษ ปราบปรามกบฏปลอบประโลมผู้สวามิภักดิ์ ภายในเวลาไม่ถึงเดือน ดินแดนในรัฐก็กลับมาสงบสุข… ข้าน้อยทั้งหลายในฐานะเสนาบดี มิกล้านิ่งเฉย ขอให้หวังอวิ่นได้รับโอกาสรับฟังคำตัดสินจากซานกง เพื่อแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีของเขา”

เป็นเรื่องยากยิ่งนักที่เครือญาติฝ่ายหญิงและบัณฑิตสายบริสุทธิ์จะร่วมมือกัน เมื่อฮั่นหลิงตี้ทรงทอดพระเนตรฎีกาแล้ว จึงได้ละเว้นโทษประหารชีวิตให้แก่หวังอวิ่น แต่ยังคงให้ขังคุกเพื่อรอการพิจารณาคดีใหม่

ในฤดูหนาวปีนั้น ราชสำนักได้ประกาศอภัยโทษอีกครั้ง แต่เนื่องจากจางหร่างคอยขัดขวางอยู่ตลอดเวลา หวังอวิ่นจึงยังคงไม่ได้รับการอภัยโทษ เหอจิ้น หยวนเหว่ย และหยางซื่อ ซึ่งเป็นขุนนางระดับสูง ยังคงถวายฎีกาขอให้ฮ่องเต้ทรงพระราชทานอภัยโทษให้แก่หวังอวิ่นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงปีถัดมา หวังอวิ่นจึงได้รับการปล่อยตัวให้พ้นผิด

ดังนั้นจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ไม่ว่าในตอนนั้นหยวนเหว่ยจะมีจุดประสงค์ใด แต่หวังอวิ่นก็ได้รับความช่วยเหลือจากหยวนเหว่ยจริงๆ

การที่หยวนเหว่ยกล่าวว่าดื่มชาแล้วต้องขอบคุณผู้ปลูก ก็คือการชี้ให้เห็นถึงเหตุการณ์นี้ เพื่อเตือนสติหวังอวิ่น

รอยยิ้มบนใบหน้าของหวังอวิ่นแข็งค้างไปชั่วขณะ แต่ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เขากล่าวว่า “ท่านไท่ฟู่กล่าวได้ถูกต้องนัก สิ่งที่เรียกว่าฟ้าดินให้กำเนิด แสงแดดและหยาดฝนหล่อเลี้ยง ล้วนสมควรแก่การขอบคุณทั้งสิ้น”

หวังอวิ่นไม่ได้ปฏิเสธความช่วยเหลือที่หยวนเหว่ยเคยมีให้ แต่เขาก็กล่าวว่ามีสิ่งต่างๆ มากมายที่ต้องขอบคุณ ดังคำกล่าวที่ว่า เมื่อมีคนให้ขอบคุณมากเกินไป ความจริงใจก็มักจะลดน้อยลง ความหมายของหวังอวิ่นก็คือ การที่ข้ามาถึงจุดนี้ได้ มีคนที่ต้องขอบคุณมากมาย ไม่ใช่แค่ท่านเพียงคนเดียว และที่สำคัญกว่านั้นคือ บารมีที่ท่านหยวนเหว่ยกล่าวอ้างนั้น จะสามารถนำไปเทียบชั้นกับฟ้าดินและหยาดฝนได้เชียวหรือ?

ไม่ใช่ว่าหวังอวิ่นเป็นคนไร้เยื่อใยพลิกหน้าไม่รับคน แต่หลายปีมานี้ หวังอวิ่นก็ทำเรื่องต่างๆ ให้หยวนเหว่ยมาไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ในเรื่องของต่งจั๋วนี้ สาเหตุที่ตอนแรกหวังอวิ่นกีดกันต่งจั๋ว ก็เพราะต่งจั๋วรวบเอาความดีความชอบไปหมด ไม่เหลือแม้แต่เศษเนื้อให้หวังอวิ่นเลย จะไม่ให้คนโกรธเคืองได้อย่างไร?

แต่บัดนี้หลังจากที่ได้บริหารจัดการมาระยะหนึ่ง หวังอวิ่นก็สามารถช่วงชิงความไว้วางใจจากต่งจั๋วมาได้สำเร็จ และได้กุมอำนาจในสำนักซ่างซูไถ ซึ่งตำแหน่งอันสำคัญยิ่งนี้ ต่อให้หวังอวิ่นจะร่วมมือกับหยวนเหว่ยมากแค่ไหน หรือเชื่อฟังคำสั่งของหยวนเหว่ยมากเพียงใด ก็ไม่อาจได้มาครอบครอง…

แล้วตอนนี้หยวนเหว่ยกลับมาทวงบุญคุณ หวังอวิ่นจะยอมรับได้อย่างไร?

ไม่ใช่ว่าหวังอวิ่นเต็มใจที่จะช่วยเหลือต่งจั๋ว แต่การหันกลับไปเป็นผู้ตามของหยวนเหว่ย ย่อมไม่อาจทำให้เขาได้รับผลประโยชน์ทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ได้…

หยวนเหว่ยรับฟังคำกล่าวของหวังอวิ่น พยักหน้า หรี่ตาแหงนหน้าหัวเราะร่วน ดูเหมือนจะเบิกบานใจเป็นอย่างมาก หวังอวิ่นก็นั่งหัวเราะไปพร้อมกัน ดูราวกับว่าทั้งสองคนมีความกลมเกลียวกันเป็นอย่างยิ่ง แต่แท้จริงแล้วเป็นเช่นไร ก็มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่รู้ดีอยู่แก่ใจ…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note