ตอนที่ 196 อิ่นคุน
แปลโดย เนสยังไม่เพียงแต่ในสมัยราชวงศ์ฮั่นเท่านั้น แต่ก่อนที่ไฟฟ้าจะถูกคิดค้นขึ้นมา ค่ำคืนล้วนเป็นของธรรมชาติ
เนื่องจากความไม่สะดวกในการส่องสว่าง จึงนำมาซึ่งปัจจัยที่ไม่มั่นคงมากมาย ดังนั้นทางการจึงกำหนดให้มีการประกาศเคอร์ฟิวมาอย่างยาวนาน สิ่งที่เรียกว่าระฆังยามเช้าและกลองยามเย็น ไม่ได้มีไว้เพื่อบอกเวลาเท่านั้น แต่ยังเป็นการแจ้งเตือนอีกด้วย
หากไม่มีภารกิจของทางการ ราษฎรทั่วไปที่เดินเตร็ดเตร่อยู่บนท้องถนนในยามวิกาล หากถูกทหารยามลาดตระเวนจับตัวได้ ก็จะต้องได้รับโทษ ย้อนกลับไปตอนที่โจโฉดำรงตำแหน่งเซี่ยวเว่ยผู้รักษาการประตูด้านเหนือของลั่วหยาง เขาเคยใช้กระบองไม้ที่พันด้วยผ้าห้าสี ทุบตีท่านอาของเจี่ยนซั่วที่ฝ่าฝืนคำสั่งเคอร์ฟิวจนตายคามือ
ดังนั้นในราชวงศ์ฮั่น ราษฎรส่วนใหญ่จึงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นี้ และคุ้นเคยกับวิถีชีวิตแบบทำงานเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น พักผ่อนเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ไม่เพียงแต่ในตัวเมืองเท่านั้น แม้แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในแถบชานเมืองก็ล้วนเป็นเช่นนี้
ดังนั้น หลังจากที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว กลับมีคนสามคนแอบซุ่มดูอยู่ แถมยังพกอาวุธมาด้วย ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ผู้คนสงสัยว่าจะเป็นคนร้ายหรือไม่
เมื่อเฟยเฉียนมาถึงค่ายทหาร คนทั้งสามก็ถูกมัดติดไว้กับเสาไม้เรียบร้อยแล้ว
หวงเฉิงที่ยืนอยู่ด้านข้างกำหมัดแน่น ขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “สามคนนี้ปากแข็งนัก ไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย!” หวงเฉิงค่อนข้างกังวล เนื่องจากที่นี่อยู่ใกล้กับเทือกเขาอู่สิง หลังจากเกิดกบฏโพกผ้าเหลือง กองกำลังโพกผ้าเหลืองที่แตกพ่ายจำนวนมากได้หลบหนีเข้าไปในภูเขา และหันมาประกอบอาชีพที่ไร้ต้นทุน แม้ว่าคนเหล่านี้จะไม่ได้มีกำลังรบมากมายนัก แต่ถ้าหากมีจำนวนมาก ด้วยกำลังพลเพียงร้อยกว่านายในตอนนี้ ก็คงจะรับมือได้ยากอยู่เหมือนกัน
เดิมทีหวงเฉิงอยากจะเค้นข้อมูลบางอย่างจากปากของคนทั้งสาม แต่นึกไม่ถึงว่าสามคนนี้จะปากแข็งมาก แม้จะถูกซ้อมจนหน้าตาปูดบวม ก็ยังไม่ยอมปริปากพูดออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
ความเจ็บปวดทางร่างกายทั่วไป หากเป็นผู้ที่มีจิตใจแน่วแน่ ก็ยังสามารถทนรับมันได้ ในจุดนี้เฟยเฉียนก็รู้สึกนับถือคนทั้งสามที่อยู่ตรงหน้าอยู่บ้าง
อย่าว่าแต่ยุคหลังเลย ในราชวงศ์ฮั่นก็มีวิธีการทรมานที่โหดเหี้ยมอยู่มากมาย ทั้งถลกหนัง การลงทัณฑ์ทั้งห้า แขวนคอ ตอน ขาดอวัยวะ ฝังเข็ม เลื่อย กรอกตะกั่ว ขัดผิว ดีดผีผา ควักไส้ ย่างไฟ…
แค่ฟังก็รู้สึกขนลุกซู่แล้ว แต่ทว่าวิธีการเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนต้องใช้อุปกรณ์ และหวงเฉิงเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านเหล่านี้ ดังนั้นนอกจากการใช้แส้เฆี่ยนตีแล้ว ชั่วขณะนั้นเขาก็ยังหาวิธีเค้นความลับไม่ได้
แน่นอนว่าวิธีการทรมานที่โหดร้ายเหล่านั้นเฟยเฉียนก็พอจะรู้มาบ้าง แต่ถ้าจะให้ลงมือทำจริง เขากลับไม่มีประสบการณ์ ทว่าเมื่อดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ ก็ดูเหมือนจะไม่จำเป็นต้องลงมือรุนแรงถึงเพียงนั้น
เฟยเฉียนอาศัยแสงไฟ สังเกตดูคนทั้งสามอย่างละเอียด จากนั้นก็หยิบดาบหวนโส่วที่ทั้งสามคนพกติดตัวมาขึ้นมาจากพื้น แล้วลองเคาะดู ดูเหมือนว่าคุณภาพเหล็กจะถือว่าไม่เลวเลย ในใจก็พอจะคาดเดาอะไรได้บ้างแล้ว
เฟยเฉียนเดินวนรอบตัวทั้งสามคนอยู่หลายรอบ พร้อมกับหัวเราะหึๆ ออกมา ทำให้แม้แต่หวงจงและหวงเฉิงที่อยู่ด้านข้างยังต้องหันมามอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนทั้งสามที่ถูกมัดอยู่ เนื่องจากร่างกายถูกพันธนาการไว้ การจะหันศีรษะจึงทำได้ไม่สะดวกนัก จึงทำได้เพียงแค่กลอกตาตามการเคลื่อนไหวของเฟยเฉียนไปมาเท่านั้น…
“ใครคือหัวหน้า?” เฟยเฉียนถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เฟยเฉียนสังเกตเห็นทันทีว่ามีสองคนในนั้นเผลอชำเลืองมองไปยังอีกคนหนึ่งโดยสัญชาตญาณ…
อ้อ เจ้าสินะ
เฟยเฉียนดึงตัวหวงเฉิงเข้ามา แล้วกระซิบสั่งการไปสองสามประโยค
หวงเฉิงทำสีหน้าเรียบเฉย เรียกคนมาสองสามคน แล้วลากตัวคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าออกไปหลังหุบเขาอย่างทุลักทุเล ทันใดนั้น เสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้นเพียงครึ่งเดียว ก่อนจะเงียบหายไป…
สองคนที่เหลือเมื่อได้ยินเสียง ร่างกายก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที
เพียงชั่วครู่ หวงเฉิงก็เดินกลับมา ในมือถือดาบหวนโส่วที่อาบไปด้วยเลือด เลือดสดๆ ยังคงหยดแหมะลงพื้นตามคมดาบ…
สองคนที่เหลือมองหน้ากัน แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและลุกลี้ลุกลน
“อันที่จริงต่อให้พวกเจ้าไม่บอก ข้าก็รู้อยู่แล้ว…” จู่ๆ เฟยเฉียนก็เอ่ยปากขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนี้เมื่ออยู่ภายใต้แสงไฟที่วูบวาบ กลับดูพิลึกพิลั่นอย่างบอกไม่ถูก
“พวกเจ้าไม่ใช่โจรโพกผ้าเหลือง แต่เป็นแขกผู้ติดตาม…”
เฟยเฉียนสังเกตแววตาของคนทั้งสอง แล้วกล่าวต่ออย่างช้าๆ “…อีกทั้งเจ้านายของพวกเจ้าก็ไปก่อเรื่องมาใช่หรือไม่…”
เมื่อเห็นว่าดวงตาของทั้งสองคนเบิกกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เฟยเฉียนกลับถอนหายใจ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจว่า “อันที่จริงข้าจะบอกอะไรให้อย่าง คณะของข้าก็ไม่ใช่กองทัพทางการ และก็ไม่ได้มีความสนใจในครอบครัวของพวกเจ้าเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นพวกเจ้าจะพูดหรือไม่พูด ข้าก็ไม่ได้สนใจอะไรอยู่แล้ว… เดิมทีหากจะปล่อยพวกเจ้าไปก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่เห็นพวกเจ้าทำท่าทีเช่นนี้แล้ว กลับทำให้ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก… ประจวบเหมาะกับที่อยู่ในป่าลึกเช่นนี้ หาเนื้อสัตว์มากินไม่ได้พอดี เช่นนี้ก็ต้องขอขอบคุณพวกเจ้าแล้ว…”
“…จริงสิ จำไว้ว่าต้องค่อยๆ แล่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ แล่ให้บางหน่อย จะได้ไม่ต้องเปลืองฟืนมาก…”
เฟยเฉียนโบกมือ หวงเฉิงเข้าใจเจตนาทันที จึงเดินเข้ามาบีบๆ คลำๆ บนตัวคนทั้งสอง จากนั้นก็ทำทีเป็นพูดกับตัวเองว่า “เนื้อเจ้านี่ค่อนข้างนุ่ม น่าจะรสชาติดีไม่เลว!” พูดจบก็เตรียมจะดึงตัวหนึ่งในนั้นไปทางหลังหุบเขา
คำพูดที่พลิกผันไปมาอย่างรุนแรงเช่นนี้ ทำให้คนทั้งสองที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนใดๆ ในด้านนี้มาก่อน ถึงกับตกใจกลัวจนปัสสาวะแทบราด ประกอบกับเมื่อได้เห็นท่าทางของหวงเฉิง คนที่กำลังถูกดึงตัวไปก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป แหกปากร้องลั่นออกมาว่ามีเรื่องจะสารภาพ…
“ในเมื่อเจ้ามีเรื่องจะพูด เช่นนั้นก็รอฟังเจ้าพูดก่อนก็แล้วกัน…” หวงเฉิงปล่อยมือ เหวี่ยงร่างนั้นลงบนพื้น จากนั้นก็หันกลับไปเตรียมจะดึงอีกคนหนึ่งแทน ปากก็พูดว่า “…ถ้าอย่างนั้นก็ขอจัดการกับเจ้าคนที่ไม่ยอมปริปากนี้ก่อนก็แล้วกัน…”
อีกคนหนึ่งก็รีบตะโกนเสียงหลงเช่นกัน “เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน! ข้า… ข้าก็มีเรื่องจะพูด…”
ผลการสอบสวนในท้ายที่สุดก็ใกล้เคียงกับที่เฟยเฉียนคาดการณ์ไว้ ปรากฏว่าไม่ใช่โจรโพกผ้าเหลืองจริงๆ แต่เป็นคนจากตระกูลฉาง ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ในอำเภอเวินเซี่ยนแห่งเมืองเหอเน่ย เนื่องจากล่วงเกินหวังควง เจ้าเมืองเหอเน่ย จึงต้องอพยพหนีตายกันทั้งครอบครัว นึกไม่ถึงว่าจะมาพบกับคณะของเฟยเฉียนเข้า จึงส่งคนมาดูลาดเลา
ในเมื่อเป็นคนจากตระกูลใหญ่เหมือนกัน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องแสดงละครอีกต่อไป เฟยเฉียนจึงให้หวงเฉิงนำตัวหัวหน้ากลุ่มกลับมาอีกครั้ง เขาประสานมือคารวะ และกล่าวว่า “ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ จึงต้องใช้วิธีการนี้ หากล่วงเกินประการใด หวังว่าจะให้อภัยด้วย! ผู้น้อยคือเฟยเฉียน เฟยจื่อเยวียน จากตระกูลเฟยแห่งเหอลั่ว ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่ากระไร?”
ที่แท้ก็ไม่ได้มีการสังหารหัวหน้ากลุ่มคนนี้เลยแม้แต่น้อย แม้แต่เสียงร้องโหยหวนครึ่งเสียงนั้นก็เป็นหวงเฉิงที่ส่งเสียงออกมาเอง เลือดบนดาบนั่นก็เป็นเลือดของกระต่ายป่าที่จับได้ระหว่างทาง…
หัวหน้ากลุ่มฝืนยิ้มออกมา ประสานมือคำนับแล้วกล่าวว่า “คุณชายเกรงใจเกินไปแล้ว ช่างเป็นแผนการที่แยบยลจริงๆ ข้าน้อยนับถือ! ข้าน้อยฉางหวย ฉางจื่อซุ่น จากอำเภอเวินเซี่ยน ขอคารวะคุณชาย” ในเมื่อคณะของเฟยเฉียนไม่ใช่ทหารที่ถูกหวังควง เจ้าเมืองเหอเน่ยส่งมาจับกุม และลูกน้องทั้งสองคนของตนก็ยอมรับสารภาพหมดแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป ดังนั้นฉางหวยจึงส่งคนหนึ่งกลับไปแจ้งข่าว ส่วนตัวเองก็นั่งสนทนากับเฟยเฉียน
ฉางหวยพึมพำชื่อของเฟยเฉียนอยู่หลายครั้ง จู่ๆ เขาก็ประสานมือคารวะอีกครั้ง แล้วกล่าวอย่างกระตือรือร้นว่า “ตระกูลเฟยแห่งเหอลั่ว เฟยจื่อเยวียน… คุณชายคือเฟยเฉียน เฟยจื่อเยวียน ฉายาอิ่นคุน ที่เคยฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ไช่ผู้สลักคัมภีร์ศิลาซีผิง และภายหลังได้ไปศึกษาหาความรู้กับท่านผางเต๋อกงแห่งจิงเซียงใช่หรือไม่?”
อะไรนะ? อิ่นคุน? เฟยเฉียนถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก นี่มันตัวอะไรกัน? ตกลงมันเรื่องอะไรกันเนี่ย!

0 Comments