ตอนที่ 186 ผู้ทำพิธีสาบานตนที่ถูกเกี่ยงไปมา
แปลโดย เนสยังการกระทำของหลิวไต้ที่ปัดความรับผิดชอบ ทำให้เฟยเฉียนรู้สึกทำตัวไม่ถูกไปบ้าง
เฟยเฉียนไม่คาดคิดเลยว่า หลิวไต้ที่เป็นถึงเชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์ฮั่น จะหน้าเลือดถึงเพียงนี้ พอเห็นว่ามีผลประโยชน์ก็รีบวิ่งเข้าใส่ พอเห็นว่าไม่มีผลประโยชน์ก็รีบปัดสวะให้พ้นตัว…
บุคคลที่เดิมทีในสายตาของเฟยเฉียนถือว่าเป็นบุคคลชั้นสูง เป็นเชื้อพระวงศ์ที่แท้จริง กุมอำนาจล้นฟ้า และอาจกล่าวได้ว่าเป็นขุนศึกที่มีอิทธิพลติดอันดับต้นๆ ในยุคนี้ กลับไม่ต่างอะไรกับพวกกรรมการบริษัทที่ใช้เส้นสายเข้ามานั่งบริหารในยุคหลังที่เขาเคยเจอเลยแม้แต่น้อย ไม่มีความแตกต่างในสาระสำคัญเลย
ความสามารถก็คงพอมีบ้าง มิเช่นนั้นคงไม่ต่างอะไรกับกรรมการเส้นสายพวกนั้นที่นั่งเก้าอี้ไม่ติด แต่เมื่อปอกเปลือกนอกอันสวยหรูดูดีออกไป เนื้อแท้ที่ซ่อนอยู่ข้างในก็คือพวกที่เห็นแก่ผลประโยชน์โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมเหมือนกันเป๊ะ
คนพวกนี้ไม่ผิดหรอก พวกเขาคือบุคคลระดับแนวหน้าของสังคมต้าฮั่น เป็นบุคลากรชั้นยอดที่กุมทรัพยากรไว้มากมาย แต่กลับขาดคุณสมบัติอันดีงามที่ควรคู่กับสถานะของตน
บางทีในตอนนี้ขงโจ้วและหลิวไต้คงคิดแค่ว่า ในเมื่อไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จของผู้นำพันธมิตร แล้วจะไปแบกรับความเสี่ยงนี้ทำไม เสียแรงเปล่าแถมยังไม่ได้ดี ในระยะสั้นมันอาจจะไม่มีผลประโยชน์อะไรให้เห็นจริงๆ แต่ในอนาคตล่ะ?
หากไม่ใช่เพราะเฟยเฉียนยังมีแผนจะเดินทางไปลั่วหยาง ตอนนี้เขาก็คงจะขึ้นไปทำพิธีสาบานตนเองเสียแล้ว!
น่าเสียดายที่หากเฟยเฉียนขึ้นไปทำพิธีจริงๆ แผนการที่จะไปลั่วหยางของเขาก็คงล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะต่อให้ต่งจั๋วจะมีความอดทนอดกลั้นแค่ไหน ก็คงไม่ยอมให้คนที่ประกาศตัวเป็นศัตรูกับตนอย่างเปิดเผย มาเดินเพ่นพ่านอยู่ในถิ่นของตนแน่ หากเป็นเช่นนั้น แผนการที่เคยวางไว้ทั้งหมดก็คงพังทลายลง…
ในขณะที่เฟยเฉียนกำลังลังเลอยู่นั้น เฉียวเม่า เจ้าเมืองตงจวิ้นที่อยู่ด้านข้างก็สบถเบาๆ ออกมาว่า “ไอ้พวกขี้ขลาด!” แม้เสียงจะไม่ดังนัก แต่ทุกคนในที่นั้นก็แทบจะได้ยินกันอย่างชัดเจน
แน่นอนว่าเฉียวเม่าไม่ได้ว่าเฟยเฉียน เพราะเฟยเฉียนยังไม่ได้แสดงท่าทีว่ายอมหรือไม่ยอม ดังนั้น “พวกขี้ขลาด” ที่เขาด่า ย่อมหมายถึงหลิวไต้ ผู้ว่าการรัฐเหยี่ยนโจวอย่างไม่ต้องสงสัย
ยิ่งไปกว่านั้น การที่เฉียวเม่าและหลิวไต้ไม่ลงรอยกันก็เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ดี ทว่าการแสดงออกของเฉียวเม่าในครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าความขัดแย้งและความแค้นที่สะสมมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา อาจจะรุนแรงเกินกว่าที่หลายคนคาดคิดไว้
หน้าของหลิวไต้เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับแดงก่ำในพริบตา เขาหันขวับไปจ้องเฉียวเม่าตาเขม็ง ตวาดเสียงดังลั่น “การบ้านการเมืองควรจะเคร่งขรึมและให้เกียรติกัน เป็นถึงเจ้าเมือง กลับไม่รู้จักมารยาท ช่างไร้สาระสิ้นดี ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เด็กๆ! ลากตัวมันออกไปตีเดี๋ยวนี้!” พูดจบก็เตรียมจะเรียกให้ลูกน้องมาไล่เฉียวเม่าออกจากลานพิธี หากไม่ใช่เพราะตำแหน่งเจ้าเมืองในสมัยราชวงศ์ฮั่นจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากฮ่องเต้ในนามแล้วล่ะก็ ตอนนี้หลิวไต้คงอยากจะสั่งปลดเฉียวเม่าออกจากตำแหน่งตรงนี้เลยด้วยซ้ำ
เฉียวเม่าไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เขายิ้มหยันอย่างเย็นชา “ช่างสมกับเป็นเชื้อพระวงศ์จริงๆ! ตอนที่โจรต่งทำการปลดและแต่งตั้งฮ่องเต้ กลับหวาดกลัวจนหดหัวอยู่แต่ในกระดอง นั่นถือว่าไม่ภักดี! ประจบสอพลอเพื่อแลกกับตำแหน่งสูงส่ง นั่นถือว่าไม่กตัญญู! คนเนรคุณไม่ภักดีไม่กตัญญูเช่นนี้ ยังมีหน้ามาพูดถึงจารีตประเพณีอีกหรือ? น่าขำสิ้นดี น่าขำจริงๆ!”
ตอนที่ต่งจั๋วเข้าเมืองหลวง หลิวไต้ดำรงตำแหน่งซื่อจงอยู่ในราชสำนัก แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเพื่อคัดค้านการปลดและแต่งตั้งฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย ภายหลังก็ยังมารับตำแหน่งผู้ว่าการรัฐเหยี่ยนโจวตามคำสั่งของต่งจั๋ว เบียดตำแหน่งเดิมของเฉียวเม่าไปอีก
ดังนั้นคำเหน็บแนมของเฉียวเม่าจึงแทงใจดำหลิวไต้จนแทบกระอักเลือด แต่ก็เถียงไม่ออก เพราะสิ่งที่เฉียวเม่าพูดเป็นความจริงทุกประการ เขาจึงทำได้เพียงตะโกนสั่งลูกน้องให้มาจับตัวเฉียวเม่า…
ขงโจ้วและจางเหมี่ยวที่อยู่ด้านข้างรีบเข้ามาห้ามปรามทันที พยายามแยกหลิวไต้และเฉียวเม่าออกจากกันพลางเกลี้ยกล่อม แน่นอนว่าพวกเขาต้องไปล้อมรอบหลิวไต้ ส่วนเฉียวเม่านั้นยืนกอดอกอยู่ข้างๆ พลางแสยะยิ้มไม่หยุด
ยิ่งเฉียวเม่ายิ้มเยาะ หลิวไต้ก็ยิ่งโมโหจัด พยายามจะพุ่งเข้าหาเฉียวเม่าหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกจางเหมี่ยวดึงตัวไว้แน่น ด้วยความโกรธจัด เขาจึงหันมาด่าทอจางเหมี่ยวแทน แล้วยังสั่งให้จางเหมี่ยวร่วมมือจับกุมตัวเฉียวเม่าด้วย มิเช่นนั้นเขาจะยื่นฎีกาถอดถอนทั้งเฉียวเม่าและจางเหมี่ยว…
อย่างไรเสียตอนที่หลิวไต้มาถึงซวนจ่าว จางเหมี่ยวก็หักหน้าเขาไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้หลิวไต้ก็เลยคิดจะคิดบัญชีทั้งต้นทั้งดอกรวบยอดไปเลย…
จางเหมี่ยวถูกหลิวไต้ด่าสาดเสียเทเสีย ในใจก็เริ่มคุกรุ่น แต่ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองเฉินหลิวมาหลายปี แม้สีหน้าจะดูไม่ได้ แต่ก็ยังฝืนกลั้นอารมณ์ไม่พูดอะไรออกมา
จางเหมี่ยวอดทนได้ แต่จางเชาผู้เป็นน้องชายที่มีนิสัยใจร้อน กลับทนเห็นพี่ชายถูกหลิวไต้ด่าทอไม่ได้ เขาจึงก้าวออกมาข้างหน้าแล้วตะโกนลั่น “พี่ข้าเคารพท่านในฐานะเชื้อพระวงศ์ จึงเสนอให้ท่านเป็นผู้นำสาบานตน อีกทั้งยังมีศัตรูใหญ่อยู่เบื้องหน้า จึงควรจะร่วมมือกันเป็นหนึ่ง ดังนั้นถึงได้เอ่ยปากเตือนด้วยความหวังดี ท่านไม่สำนึกบุญคุณก็แล้วไปเถอะ เหตุใดต้องมาด่าทอกันด้วย!”
การไม่เอ่ยถึงเรื่องเชื้อพระวงศ์และการเป็นผู้นำสาบานตนคงจะดีกว่า การที่จางเชาพูดออกมาเช่นนี้ก็เปรียบเสมือนการราดน้ำมันลงบนกองไฟ ทำให้หลิวไต้โกรธจัดยิ่งขึ้น เรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากขงโจ้วและจางเหมี่ยวเป็นคนก่อขึ้นหรอกหรือ?
ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าทุกอย่างเป็นความผิดของข้าหมดงั้นสิ?
หลิวไต้โกรธจนหลุดหัวเราะออกมา ย้อนถามจางเชากลับไปว่า “หวังดี! พวกเจ้าช่างหวังดีจริงๆ! ฮ่าๆ งั้นข้าขอเสนอให้เจ้าขึ้นแท่นพิธีสาบานตนบ้าง นี่คือความหวังดีของข้า เจ้ากล้ารับหรือไม่?!”
จางเชาได้ยินดังนั้นก็ถึงกับอึกอัก
หลิวไต้เห็นดังนั้นก็หัวเราะลั่น พูดจาเย้ยหยันอย่างไม่เกรงใจว่า “เก่งแต่ปากแต่ไม่กล้าทำ พวกเจ้าช่างเป็นวิญญูชนจอมปลอมจริงๆ!”
จางเชาถลึงตาใส่ ทนรับการเยาะเย้ยของหลิวไต้ไม่ไหว ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วเอ่ยขึ้นว่า “เป็นผู้นำสาบานตนก็เป็นสิ ข้าไม่ใช่พวกขี้ขลาดตาขาวเสียหน่อย!” พูดจบก็ยกเท้าเตรียมจะก้าวขึ้นไปบนแท่นพิธี…
จางเชาก้าวไปได้เพียงสองก้าว ก็ถูกคนข้างหลังดึงไว้แน่น เมื่อหันกลับไปดูก็พบว่าเป็นคนของเขาเอง จังหง ตำแหน่งกงเฉาที่พามาจากกวั่งหลิงในครั้งนี้นี่เอง
ที่แท้เมื่อครู่ที่ใต้แท่นพิธีเกิดความวุ่นวายขึ้น หลิวไต้ก็ส่งเสียงเรียกลูกน้อง ผลคือไม่เพียงแต่ลูกน้องของหลิวไต้ที่ขยับเข้ามาใกล้ ลูกน้องของเจ้าเมืองคนอื่นๆ เมื่อเห็นท่าไม่ดีก็พากันกรูเข้ามาเช่นกัน…
หลายปีมานี้จังหงได้รับความไว้วางใจจากจางเชาเป็นอย่างมาก เรื่องหลายๆ เรื่องจางเชาก็กล้าที่จะมอบอำนาจให้ทำ และแทบจะเชื่อฟังเขาทุกอย่าง ดังนั้นในใจของจังหงจึงมองว่าจางเชาเป็นนายเหนือหัวผู้ปราดเปรื่องของเขามาโดยตลอด เมื่อเห็นว่าจางเชาถูกหลิวไต้พูดจายั่วยุจนจะขึ้นไปทำพิธีสาบานตน ด้วยความฉุกคิดขึ้นมาได้ จึงรีบดึงตัวจางเชาไว้
แม้จังหงจะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องวุ่นวายเมื่อครู่ แต่จากการพูดคุยกับจางเชาในช่วงสองสามวันนี้ เขาก็พอจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นบ้าง ดังนั้นจังหงจึงรู้ว่าแท้จริงแล้วผู้นำพันธมิตรก็คือหยวนเซ่า และตอนนี้เป็นการทำพิธีสาบานตนแทนหยวนเซ่าผู้นำพันธมิตร…
ในฐานะคนแรกที่ยุยงให้จางเชาลุกขึ้นต่อต้านต่งจั๋ว จังหงก็ได้ชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียอย่างรอบคอบแล้ว ดังนั้นเขาจึงเข้าใจเรื่องพิธีสาบานตนในครั้งนี้อย่างถ่องแท้ เขาจึงดึงจางเชาไว้ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “นายท่าน หากจะทำพิธีสาบานตนจริงๆ ให้ข้าทำแทนจะได้หรือไม่?”
“จื่อหยวน เรื่องนี้…”
จังหงลดเสียงลงแล้วกล่าวว่า “นายท่านมีตำแหน่งสูงส่ง ไม่อาจปล่อยให้มีข้อผิดพลาดได้ ข้าเป็นเพียงผู้น้อยต่ำต้อย ไม่น่าจะมีปัญหาอันใด…”
จางเชาครุ่นคิดอยู่นาน สุดท้ายก็พยักหน้า ยอมให้จังหงขึ้นไปทำพิธีแทนตน
ดังนั้นจังหงจึงขึ้นไปบนแท่นพิธี ถือถาดรองเลือดสัตว์และกล่าวคำสาบานตนว่า “ราชวงศ์ฮั่นโชคร้าย ขาดความสงบเรียบร้อย กบฏทรยศต่งจั๋วฉวยโอกาสก่อความวุ่นวาย คุกคามองค์ฮ่องเต้ กดขี่ข่มเหงราษฎร พวกข้าเกรงว่าบ้านเมืองจะล่มสลาย แผ่นดินจะพินาศ หลิวไต้ผู้ว่าการรัฐเหยี่ยนโจว, ขงโจ้วผู้ว่าการรัฐอวี้โจว, จางเหมี่ยวเจ้าเมืองเฉินหลิว, เฉียวเม่าเจ้าเมืองตงจวิ้น, จางเชาเจ้าเมืองกวั่งหลิง และคนอื่นๆ จึงได้รวบรวมกองทัพคุณธรรม เพื่อกอบกู้บ้านเมือง พวกเราพันธมิตรทั้งหลาย ขอรวมใจเป็นหนึ่งเดียว อุทิศตนเพื่อชาติ ยอมพลีชีพเพื่อปกป้องบ้านเมือง จะไม่มีวันเปลี่ยนใจ หากผู้ใดละเมิดคำสาบานนี้ ขอให้ตกตายไปตามกัน ไร้ซึ่งทายาทสืบสกุล ขอฟ้าดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และดวงวิญญาณของบรรพบุรุษจงเป็นพยาน!”
ถ้อยคำของจังหงดุดันและทรงพลัง เสียงอันกังวานดังกึกก้องไปไกลแสนไกล ผู้คนที่อยู่ใต้แท่นพิธีในขณะนี้ต่างก็หยุดพักรบชั่วคราว สีหน้าของแต่ละคนดูเคร่งขรึม เมื่อได้ฟังจนจบก็ถึงกับซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก…
เฟยเฉียนลอบค่อนขอดในใจว่า ‘แต่ละคนนี่มันนักแสดงยอดเยี่ยมระดับออสการ์กันทั้งนั้นเลยนะ…’

0 Comments